หลังลับแล มีอรุณรุ่ง | ธงทอง จันทรางศุ
บุพเพสันนิวาส
ณ บึงพลาญชัย
ผมว่าเป็นวิสัยของคนปกติที่จะมีความลำเอียงอย่างโน้นอย่างนี้อยู่ในชีวิตของเราเป็นธรรมดา ก็ยังไม่ไปพระนิพพานนี่ครับ รัก โลภ โกรธ หลง ก็ยังมีอยู่ในกมลสันดานของคนจำนวนมากรวมทั้งผมด้วย
ขอแต่เพียงอย่าให้อคติหรือความลำเอียงเช่นว่านั้นไปทำให้เกิดความเสียหายกับใครขึ้นมา แบบนั้นก็ไม่ไหวครับ
ยกตัวอย่างเช่น เป็นผู้พิพากษาตุลาการหรือเป็นคนที่ทำงานอยู่ในกระบวนการยุติธรรม จะมายกข้ออ้างว่ายังไม่ไปพระนิพพาน ดังนั้น จึงมีความชอบธรรมที่จะลำเอียงต่อไป แบบนี้ไม่ได้นะครับ
ความลำเอียงชนิดนี้ก่อให้เกิดผลเสียหายใหญ่หลวงจนอาจทำให้บ้านเมืองแตกสลายได้ สมควรเป็นเรื่องที่ต้องยกเว้นโดยเด็ดขาด
ย้อนกลับมากล่าวถึงความลำเอียงในเรื่องหรือประเด็นที่เราพอรับกันไหวยังมีอีกมากครับ ตั้งแต่เรื่องเล็กขี้ปะติ๋ว เป็นต้นว่า ผมชอบกินผลไม้ที่ปลูกบ้านเราหลายอย่าง
แต่ด้วยเหตุผลอะไรก็ไม่รู้สิ ผมไม่ชอบกินแก้วมังกรครับ ตั้งแต่เดิมที่ผมเป็นเด็กตัวเล็กนิดเดียวไม่เคยเห็นมีแก้วมังกรขายในท้องตลาดมาก่อน จนทุกวันนี้มีแก้วมังกรขายกันเกร่อไปแล้ว
ผมเคยตกที่นั่งลำบากต้องกินแก้วมังกรไม่เกินสองสามครั้ง เพราะปฏิเสธความอารีรอบของผู้ที่นำมาบริการไม่ได้
ความลำเอียงของผมยังมีอีกหลายเรื่องครับ เป็นต้นว่าจังหวัดในเมืองไทยที่มีอยู่เกือบ 80 จังหวัด ความลำเอียงของผมก็มีได้หลายรูปแบบ เช่น ผมพอใจในจังหวัดนั้นๆ เป็นพิเศษ เพราะมีสถานที่ท่องเที่ยวที่ผมพึงใจบ้างล่ะ มีอาหารอร่อยบ้างล่ะ มีผู้คนที่คุ้นเคยถูกใจอาศัยอยู่ในจังหวัดนั้นบ้างล่ะ
แต่เชื่อหรือไม่ครับ มีจังหวัดหนึ่งที่ผมมีความลำเอียงเข้าข้างเป็นพิเศษ แต่จะอธิบายว่ามีเหตุผลอะไรให้ชัดเจนก็ยังบอกกับตัวเองไม่ได้เลย ได้แต่เพียงเดาว่าเป็น ” บุพเพสันนิวาส” หรืออะไรประมาณนั้น
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายหรือคำแปลของคำว่า บุพเพสันนิวาส โดยบอกว่า หมายถึงการเคยอยู่ร่วมกันในชาติก่อน หรือการเป็นเนื้อคู่กัน เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องของความเชื่อนะครับ โปรดอย่าได้หานักวิทยาศาสตร์มาพิสูจน์ทราบเลย เรื่องมันไม่ได้ตรงไปตรงมาแบบนั้น
จังหวัดที่ผมมีความลำเอียงผูกพันเป็นพิเศษ เฉลยว่าคือจังหวัดร้อยเอ็ดครับ
ทุกวันนี้ผมก็ยังต้องเดินทางไปร้อยเอ็ดปีละหลายครั้ง โดยเฉลี่ยคือสองเดือนต่อหนึ่งครั้ง เพื่อไปทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด เพราะไปรับตำแหน่งนายกสภาไว้ที่นั่น และเขามีการประชุมเป็นประจำทุกเดือน
แต่ผมสัญญากับตัวเองว่า จะได้จัดตารางชีวิตให้เดินทางไปร้อยเอ็ดเดือนเว้นเดือนเพื่อร่วมประชุมสภาฯ เดือนไหนที่ไม่ได้ไปก็จะใช้ระบบประชุมออนไลน์เพื่อจะได้ไม่ขาดประชุม
มีหลายคนถามผมว่าทำไมผมจึงไปรับหน้าที่เป็นนายกสภามหาวิทยาลัยอยู่ที่ร้อยเอ็ดซึ่งไกลจากกรุงเทพฯ มากพอสมควร
คำตอบก็เป็นไปในทางบุพเพสันนิวาส หรือความเป็นเนื้อคู่กันมาแต่เก่าก่อน
ความผูกพันระหว่างผมหรือครอบครัวของผมกับจังหวัดร้อยเอ็ดนั้นมีมาตั้งแต่เมื่อเกือบร้อยปีก่อน โดยในปีพุทธศักราช 2469 คุณปู่ของผมซึ่งเป็นข้าราชการผู้ใหญ่อยู่ในกระทรวงมหาดไทยได้รับคำสั่งให้ย้ายไปทำหน้าที่เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดที่นั่น
และเมื่อไปแล้วก็ไม่ต้องกลับมากรุงเทพฯ นะครับ เพราะการเดินทางยากลำบากเต็มที คุณปู่ของผมต้องนั่งรถไฟจากหัวลำโพงไปบุรีรัมย์ แล้วจากบุรีรัมย์ยกขบวนเกวียนรอนแรมไปตามทุ่งนา ข้ามลำห้วยต่างๆ ใช้เวลาอยู่หกวันห้าคืนจึงยกขบวนเกวียนถึงจังหวัดร้อยเอ็ด
ท่านรับราชการอยู่ที่นั่นประมาณสามปี แล้วกลับมากรุงเทพฯ ในปี 2471 โดยคุณย่าของผมตั้งท้องพ่อผมแล้วกลับมาคลอดที่พระนคร
ระยะเวลาสามปีที่คุณปู่ของผมทำงานอยู่ที่นั่น ท่านชวนพี่น้องชาวร้อยเอ็ดช่วยกันขุดลอกบึงพลาญชัย ซึ่งเป็นบึงธรรมชาติขนาดใหญ่อยู่กลางเมือง แต่เวลานั้นตื้นเขินมากและถูกคนบุกรุกเข้าไปใช้ประโยชน์นานาชนิด เช่น ปลูกผักหรือใช้เป็นทำเลเลี้ยงสัตว์
คุณปู่เห็นว่าน่าจะใช้บึงแห่งนี้เป็นประโยชน์สาธารณะของทุกคนร่วมกันมากกว่าให้ใครยึดไปเป็นสมบัติส่วนตัว ท่านจึงชวนผู้คนทั้งหลายมาร่วมกันขุดลอกบึง โดยใช้ผู้คนถึง 40,000 คน และใช้เวลาเกือบสามปีเต็ม
เรียกว่าพอท่านขุดบึงพลาญชัยเสร็จก็ย้ายเลยครับ เหลือสิ่งที่เป็นอนุสรณ์ถึงท่านก็แต่เพียงถนนรอบบึงที่ทางราชการในเวลาต่อมาตั้งชื่อว่า ถนนสุนทรเทพ ตามราชทินนาม “สุนทรเทพกิจจารักษ์” ของท่านนั่นเอง
ผมจึงบอกกับตัวเองและบอกกับใครทั้งหลายว่า ผมพอจะนับญาติได้ใกล้ชิดกับบึงพลาญชัย โดยบึงดังกล่าวมีฐานะเป็นลุงของผมเพราะมีอายุมากกว่าพ่อผมนิดหนึ่ง
เพียงแค่นี้ก็น่าจะเป็นสาเหตุเพียงพอแล้วที่เมื่อผู้บริหารของมหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ดมาชวนผมไปทำงานที่นั่น
ผมจึงตอบรับด้วยความยินดีและรู้สึกเป็นเกียรติยิ่ง โดยบอกกับตัวเองว่า คุณปู่เคยมาทำงานที่ร้อยเอ็ดเมื่อเกือบร้อยปีก่อน และท่านได้ฝากผลงานฝากฝีมือไว้จนถึงปัจจุบัน
คราวนี้เมื่อมีคนมาชวนผมผู้เป็นหลานมาทำงานที่ร้อยเอ็ดตามรอยของท่านบ้าง ลองดูสักตั้งจะเป็นอย่างไร ถึงแม้ผมจะเก่งสู้ท่านไม่ได้อย่างแน่นอนก็ตามที
ย้อนกลับมากล่าวถึงเรื่องบึงพลาญชัย จากวันแรกที่ผมเคยเห็นบึงแห่งนี้เมื่อตอนผมอายุประมาณสิบขวบ วันนี้เวลาผ่านไปหกสิบปีแล้ว บึงพลาญชัยมีพัฒนาการก้าวหน้าไปอย่างยิ่ง
เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ผมเดินทางไปที่จังหวัดร้อยเอ็ดอีกครั้งหนึ่งเพื่อประชุมสภามหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ดในวันเสาร์บ่าย แต่ผมเลือกเดินทางด้วยเครื่องบินซึ่งมีให้บริการวันละถึงสี่เที่ยว ทำให้ผมสามารถไปถึงร้อยเอ็ดได้ตั้งแต่เย็นวันศุกร์ เวลาใกล้ 6 โมงเย็น แดดร่มลมตกแล้ว
บริเวณรอบบึงพลาญชัยมีชีวิตชีวามาก มีทั้งคนวิ่ง คนเดิน ตามเส้นทางที่อยู่รอบบึง มีคนเต้นแอโรบิกอยู่ตรงโน้น มีเด็กๆ กำลังเล่นกีฬาอยู่ตรงนี้ มีหมอสอนศาสนาชาวอเมริกัน (แต่ไม่ใช่หมอบรัดเลย์) เดินผูกมิตรกับคนร้อยเอ็ดอยู่จ้าละหวั่น
มองออกไปไกลอีกสักนิด เห็นคนกำลังถีบเรือเป็ดอยู่กลางบึง
ภาพอย่างนี้ผมเห็นแล้วอยากให้คุณปู่ได้เห็นจังเลยครับ ท่านต้องชอบใจเป็นแน่
เกาะที่อยู่กลางบึงและมีสะพานเชื่อมถึงกับส่วนที่เป็นแผ่นดินใหญ่รวมถึงพื้นที่แผ่นดินใหญ่บางส่วน ปลูกไม้ดอกไม้ใบสวยงามและอยู่ในความดูแลของมูลนิธิสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์
ขณะที่ไม่ห่างไกลจากบึงเป็นที่ตั้งหอสูงอเนกประสงค์สำหรับทำสารพัดอย่างโดยมีข้อใหญ่ใจความว่าเป็นหอชมเมือง มีชื่อว่า หอโหวด ซึ่งเป็นการตั้งชื่อตามเครื่องดนตรีชนิดหนึ่งของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ลักษณะการออกแบบทางสถาปัตยกรรมของหอสูงนี้ทำเป็นรูปโหวดขนาดใหญ่ ความสูงเฉพาะตัวส่วนที่เป็นหอตรงขึ้นไปกลางหาว 101 เมตร เทียบได้กับอาคารสูง 35 ชั้น
เมื่อขึ้นไปอยู่บนหอแห่งนี้แล้วสามารถเห็นตัวเมืองร้อยเอ็ดได้ทั่วถึง
และมุมที่สวยเด่นเป็นพิเศษคือบึงพลาญชัยที่อยู่ตรงหน้าหอโหวดนั่นเอง
เมื่อตอนสายวันเสาร์ที่ 23 มิถุนายนที่ผ่านมา มีพิธีเปิดซิปไลน์ Zip Line คือการละเล่นที่ผู้เล่นจะโรยตัวมาตามลวดสลิงที่แขวนไว้อย่างมั่นคงจากชั้นบนสุดของหอโหวด ค่อยๆ เลื่อนตัวเหมือนเทวดาเหาะลงมากลางอากาศ แล้วไปถึงจุดหมายปลายทางที่บึงพลาญชัย
ผมได้คุยกับท่านนายกเทศมนตรีเมืองร้อยเอ็ดและคณะซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบดูแลหอโหวด และเป็นเจ้าของไอเดียให้สร้างเครื่องเล่นชนิดนี้ขึ้น โดยได้รับเงินอุดหนุนจากองค์การบริหารส่วนจังหวัด
ทุกท่านพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ถึงแม้จังหวัดร้อยเอ็ดจะไม่มีแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติที่หวือหวาหรือมีชื่อเสียงเหมือนอีกหลายจังหวัด แต่คนร้อยเอ็ดก็พร้อมใจที่จะร่วมกันพัฒนาบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้า
หอโหวดนี้ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่สร้างขึ้นแล้วก็เป็นเหมือนแม่เหล็กดึงดูดให้คนอยากมาขึ้นหอสูงและชมเมืองร้อยเอ็ดดูบ้าง
สี่ห้าปีที่ผ่านมามีคนขึ้นชมหอแห่งนี้ร่วมสองล้านคนแล้ว
การมีซิปไลน์เพิ่มขึ้นอีกอย่างหนึ่ง ก็น่าจะเป็นแรงจูงใจให้คนอยากมาเล่นสนุกและมาเป็นแขกบ้านแขกเมืองของจังหวัดร้อยเอ็ดเพิ่มมากขึ้นไปอีก
ขออนุญาตแอบกระซิบว่า ค่าบริการสำหรับเล่นซิปไลน์หนึ่งครั้งคิดราคาเพียง 101 บาท และคิดราคาเท่ากันหมดไม่ว่าคนไทยหรือชาวต่างชาติ รายละเอียดทุกอย่างของบริการนี้ปลอดภัยเป็นอย่างยิ่ง
ในวันพิธีเปิด ผู้มีเกียรติสองท่านแรกที่โรยตัวจากหอสูงลงมากลางบึง คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กับผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด
และในวันเดียวกันนั้นยังมีท่านอื่นๆ ได้เล่นซิปไลน์ด้วยตลอดวัน รวมจำนวนผู้เล่นได้ 101 คนพอดีดิบพอดี
แน่นอนว่าในจำนวน 101 คนนี้ ย่อมไม่รวมผมด้วยเป็นแน่ ผมทำได้แต่เพียงการแต่งชุดสำหรับการเล่นแบบนี้ แล้วขึ้นไปห้อยต้องแต่งอยู่กับคานเหล็กโดยมีภาพบึงพลาญชัยและหอโหวดสวยงามเป็นฉากหลัง ภาพออกมาแล้วสมจริงสมจังไม่เลวเลยทีเดียว
เรื่องที่นำมาเล่าสู่กันฟังคราวนี้ไม่ใช่เรื่องน่าปวดหัว ไม่ใช่เรื่องน่าหนักใจ
หากแต่เป็นเรื่องเล่าของผมซึ่งเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีความลำเอียงรักใคร่ห่วงใยกับจังหวัดร้อยเอ็ดเป็นพิเศษ
เมื่อเห็นว่าผู้คนของจังหวัดนี้ต่างร่วมกันมีความมุ่งมั่นแข็งขันที่อยากจะให้เมืองของเขามีความเจริญก้าวหน้า มีคนไปมาหาสู่ มีเศรษฐกิจที่เจริญรุ่งเรือง เขาต้องสร้างกลเม็ดเด็ดพรายให้คนอยากไปเที่ยวเมืองร้อยเอ็ด
เดินชมบึงพลาญชัยก็แล้ว ขึ้นหอโหวดก็แล้ว เล่นซิปไลน์อีกสักหน่อย เดี๋ยวค่อยไปกินข้าวหอมมะลิ ไปเที่ยวทุ่งกุลาร้องไห้ ไปไหว้พระมหาเจดีย์ที่วัดป่ากุง ดื่มกาแฟกินขนมตามร้านกาแฟที่ร้อยเอ็ดมีร้านดีๆไม่แพ้จังหวัดอื่น
แค่นี้ก็สุขกายสุขใจแล้วครับ
เขียนชวนกันไปเที่ยวร้อยเอ็ดถึงขนาดนี้แล้ว ท่านทั้งหลายจะใจแข็งได้ต่อไปได้เชียวหรือ
