นัยความเป็นคน | นิ้วกลม
มนุษย์อายุยืนขึ้น
แต่อายุงานสั้นลง
1
ไม่นานนี้เพิ่งมีข่าวธนาคารยื่นข้อเสนอให้พนักงานเกษียณก่อนกำหนด แต่สิ่งที่ทำให้เกิดข่าวฮือฮาคือ ตัวเลขอายุพนักงานที่ได้รับข้อเสนอคือ 45 ปีเท่านั้น ทำให้ผู้คนอกสั่นขวัญแขวนว่า นี่เราเดินทางมาถึงยุคสมัยที่อายุงานจะ ‘หมดอายุ’ ในวัย 45 ปีแล้วหรือนี่?
ตัวการสำคัญอย่างหนึ่งที่ถูกพูดถึงคือเทคโนโลยีและบรรดาเอไอที่เข้ามาทดแทนงานในหลายตำแหน่ง ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบแล้วย่อมช่วยลดต้นทุนลงได้ รวมถึงพนักงานรุ่นใหม่ที่เงินเดือนถูกกว่าก็เข้าใจเทคโนโลยีดีกว่าคนที่อยู่มานาน เหล่านี้คือโจทย์ที่คนทุกรุ่นทุกวัยต้องตื่นตัวและเตรียมตัว จึงอยากขออนุญาตลองเสนอ ‘คู่มือเตรียมรับมือ’ สำหรับยุคสมัยที่มนุษย์อาจอายุยืนถึง 100 ปี แต่กลับถูกเสนอให้เลิกทำงานตอนอายุ 45 ปี เราจะเอาตัวรอดและมีงานทำไปได้ตลอดรอดฝั่งได้อย่างไร รวมถึงสามารถมีชีวิตอย่างมีความสุขและมีความหมาย จิตใจไม่ห่อเหี่ยวได้อย่างไร
ลองไล่เรียงกันไปสัก 10 หัวข้อครับ
1. ต้องรู้จักตัวเองให้ชัด :
ตอบตัวเองได้ว่าต้องการอะไร เพื่อไม่ต้องใช้จ่ายกับสิ่งที่ไม่ต้องการจริงๆ ซึ่งเมื่อตอบได้แล้วอาจพบว่าสิ่งสำคัญนั้นไม่ได้ต้องการมากอย่างที่คิด สามารถตัดรายจ่ายฟุ่มเฟือยจาก ‘ความอยาก’ ที่ถูกกระตุ้นจากสื่อรอบตัวได้ โดยเฉพาะโซเชียลมีเดียและโฆษณา หันกลับมาให้ความสำคัญกับ ‘คุณค่า’ ที่ตัวเองเห็นว่าสำคัญในชีวิต เช่น ครอบครัว สุขภาพ การพักผ่อน ฯลฯ ตอบตัวเองได้ว่า ‘ความสุข’ ในแบบของเราโดยไม่ต้องเปรียบเทียบกับคนอื่นนั้นเป็นยังไง ถ้าไม่รู้จักตัวเองย่อมเสี่ยงต่อความมึนเมาไปกับกระแสธารที่ผันผวนและไหลแรง
2. เรียนรู้ตลอดชีวิต :
ทำให้การเรียนรู้เป็นเรื่องสนุก เตรียมตัวเปลี่ยนอาชีพไว้เลยอย่างน้อย 3 อาชีพ มีการคาดการณ์ว่าคนในยุคปัจจุบันจะเปลี่ยนอาชีพสามรอบ คือ 20-40-60 ปี ต้องคอยเสริมสร้างทักษะใหม่ๆ อยู่เสมอ ถามตัวเองว่าทำยังไงจึงเก่งขึ้นในเรื่องที่ทำอยู่ หาวิธีต่อยอดทักษะเดิมด้วยเทคโนโลยีได้ยังไงบ้าง แบ่งงบประมาณไว้ใช้ในการเรียนรู้ด้วย ทุกวันนี้มีช่องทางการเรียนรู้ที่ดีอยู่มากมาย ถ้าเป็นไปได้ควรฝึกทักษะสำคัญที่เป็นหลัก เช่น การสื่อสาร การคิดเชิงระบบ การตั้งคำถาม การรับ input แล้วแปลงเป็นประโยชน์ได้ ซึ่งใช้ได้ตลอดชีวิต แน่นอน มิควรพลาดการเรียนรู้เพื่อผสานความสามารถกับเอไอเพื่อกลายร่างเป็น ‘ไซบอร์ก’ ที่ใช้งานเอไอได้เก่งกาจไม่ตกยุคด้วย
3. ทัศนคติที่ต้องบ่มเพาะ :
มี Growth Mindset เชื่อว่าเราพัฒนาได้เสมอ พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ด้วยจิตใจตื่นเต้น มีทัศนคติที่พร้อมรองรับแรงกระแทกแล้วเติบโตจากสิ่งนั้น กล้าทดลอง-เรียนรู้-แล้วลุกขึ้นใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า มีความหวังเสมอเมื่อมองเกมยาวไปไกลๆ แม้ตอนนี้อาจรู้สึกว่าโจทย์ยาก แต่ให้มองไปข้างหน้าว่าเราพัฒนาขึ้นได้ มีทัศนคติของผู้ลงมือทำ ไม่หมดพลังเพราะสถานการณ์และสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ แต่ลงมือทำในส่วนที่ตัวเองทำได้ให้เต็มที่ มีทัศนคติที่กล้าเริ่มใหม่ ไม่กลัวโง่ ไม่กลัวล้มเหลว เหมือนเด็กที่เติบโตผ่านการเล่นสนุก
4. วิธีคิดในการลงมือทำ :
เริ่มจากโครงการเล็ก งบฯ เล็ก ไม่เจ็บหนัก ลดทอนความกลัวจากความล้มเหลว ใช้วิธีคิดว่า “ทำอย่างไรจึงได้ทำ” แทนที่จะไปกังวลว่าทุกครั้งจะต้องสำเร็จ คิดแบบนักทดลอง “ทำเพื่อเรียนรู้” เชื่อในการปรับไปเรื่อยๆ ไม่ใช่มองหา “คำตอบสำเร็จรูป” เพราะเป็นไปได้ยากในยุคสมัยที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไวแบบนี้ การลงมือทำจะช่วยลดทอนความกังวล ลดทอนการเสียอารมณ์ไปกับการบ่น เอาพลังมาลงมือทำ
5. สร้างระบบการเงินที่ดี :
มองชีวิตในภาพใหญ่ ประเมินว่าต้องหยุดทำงานตอนอายุเท่าไร ต้องใช้เงินอีกแค่ไหน ถ้าไม่มีรายได้อีก 30 ปีจะทำยังไง (แน่นอน มันคือโจทย์หิน แต่ดีกว่าไม่คิดเลย) หาช่องทางทำเงินเท่าที่ทำได้และคิดออก (ค่าเช่า ค่าลิขสิทธิ์ ทำคลิปสะสมไว้ในออนไลน์) หาลู่ทางใช้ความรู้และประสบการณ์ในการทำรายได้ในอนาคต (ที่ปรึกษา ฟรีแลนซ์ ให้ความรู้คนอื่น) ซึ่งต้องวางแผนสะสมความรู้ตั้งแต่วันนี้ ออมอย่างมีวินัย หักบางส่วนไว้ใช้เรื่องที่เป็นความสุข (กินเที่ยวช้อป) จัดสรรบางส่วนเก็บเป็น ‘บัญชีอนาคต’ เพื่อตัวเองในวันข้างหน้า ในตอนที่รายได้ลดลงหรือไม่มีรายได้แล้ว เมื่อวางแผนแล้ว ‘เก็บก่อนใช้’ เสมอ ถ้าใช้ก่อนจะไม่เหลือให้เก็บสักเท่าไร อาจทำประกันสุขภาพ ประกันชีวิต หรือใดๆ ที่จะช่วยสร้างความอุ่นใจหากเกิดเรื่องไม่คาดฝัน แบ่งเงินไปลงทุนกับธุรกิจที่เติบโต, ลงทุนเพื่อพัฒนาความสามารถตัวเอง, ลงทุนกับสุขภาพที่แข็งแรง (จะได้ไม่ต้องจ่ายเงินค่ารักษา)
6. สร้างเครือข่ายและชุมชน :
เพื่อนแท้และชุมชนจะช่วยพยุงเรา โดยเฉพาะในแง่จิตใจ เราจะรู้สึกได้รับการสนับสนุน ลดความโดดเดี่ยวกังวลลง ผู้คนเหล่านี้เป็นได้ตั้งแต่เพื่อนร่วมงาน, คนในวงการ, mentor ที่สามารถอยู่เคียงข้างและให้คำแนะนำดีๆ พยายามเก็บรักษาผู้คน อย่าสูญเสียเพื่อนที่คบหากันมานาน ให้ความสำคัญกับครอบครัว เพราะเป็น ‘ฐานที่มั่น’ ที่เรากลับไปได้เสมอ สร้างเสริมเครือข่ายอื่นไม่ว่าจะเจอกันตัวเป็นๆ หรือออนไลน์ ที่สามารถแลกเปลี่ยนความรู้และโอกาสให้กันได้ ผู้คนเหล่านี้คือ ‘กันชน’ ให้เราเวลาเจอแรงกระแทก ทั้งยังทำให้เรามองเห็นโอกาสใหม่ๆ และได้ความรู้ใหม่ๆ จากคนที่แตกต่างกันอีกด้วย
7. ร่างกายที่แข็งแรง :
เรื่องพื้นฐานที่หลายคนละเลย พอทุ่มเททำงานหนัก อาจได้เงินมาเยอะ แต่สุดท้ายเสียค่ารักษาพยาบาลไปจนเกลี้ยงกับโรคร้ายใหญ่โต การมีสุขภาพดีคือการลดค่าใช้จ่ายแบบหนึ่ง กินอิ่ม นอนหลับ ขยับตัวบ่อยๆ คือสินทรัพย์ชนิดหนึ่ง สุขภาพดีทำให้ทำงานได้ดีและทำได้ยาวนาน คือการเตรียมร่างกายเพื่อทำงานในวัย 60 ได้อย่างเบิกบานและสนุก เช่นนี้จึงต้องหมั่นตรวจสุขภาพเนืองๆ เจออะไรจะได้รักษาเร็ว นี่คือเรื่องพื้นฐานที่จำเป็นมากขึ้นในโลกที่ต้องการกายใจที่สมบูรณ์แข็งแรงเพื่อรับมือโลกอันผันผวน
8. หัดวิชายืดหยุ่น :
ถ้าไม่หัดปรับตัวปรับใจจะรู้สึก ‘ตระหนก’ กับความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เรียนรู้ที่จะปรับเป้าหมายไปได้เรื่อยๆ ไม่ยึดมั่นถือมั่นกับทักษะเดิมๆ ความถนัดเดิมๆ หรือกระทั่งความสำเร็จเดิมๆ ที่เคยทำได้ ลองฝึกทำอะไรเละๆ บ้าง เช่น วาดรูป เต้นรำ ฝึกบริหารสมองทั้งสองซีก ใช้สมองฝั่งศิลปะและจินตนาการอยู่เสมอ เพื่อปรับชีวิตให้ ‘เล่น’ สลับจริงจังบ้าง หา ‘ทางเลือก’ ให้ชีวิตไว้เสมอ ลองทำงานอะไรเล่นๆ สนุกๆ โดยยังไม่ต้องคาดหวังผลลัพธ์ที่เลิศเลอ ค้าขายอะไรเล่นๆ เอาไว้เรื่อยๆ เป็นลู่ทางขยับปรับเปลี่ยนหากทางหลักเริ่มติดขัด มีเงินฉุกเฉินเป็นกันชนเพื่อยืดหยุ่นกับชีวิต (ตามสูตรคือ 6 เดือน แต่มีมากกว่านั้นก็ยิ่งดี) กล้าตัดใจจากสิ่งเก่าที่เห็นว่าไม่น่ารอดแล้ว อีกอย่างที่ช่วยทำให้จิตใจยืดหยุ่นกับความเปลี่ยนแปลงได้คือ ฝึกสติ
9. ผลักดันนโยบายและระบบสังคม :
ถ้าต้องเอาตัวรอดด้วยลำแข้งตัวเองท่ามกลางโครงสร้างที่บิดเบี้ยวก็เหนื่อยเกิน เราสามารถมีส่วนผลักดันนโยบายภาครัฐที่ช่วยดูแลประชาชนอย่างเราด้วย แน่นอนว่ามีหลายแง่มุม ความเป็นรัฐสวัสดิการที่จะแบ่งเบาภาระประชาชนเป็นอย่างไรได้บ้าง การเพิ่มโอกาสที่เท่าเทียมกันของคนกลุ่มต่างๆ รวมถึงธุรกิจรายเล็ก สวัสดิการพนักงาน ฯลฯ การกระจายโอกาสและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ผู้สูงวัยจะได้รับโอกาสทำงานยังไงบ้าง มีนโยบายช่วยดูแลยังไงบ้าง หากต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ รัฐมีงบฯ สนับสนุนยังไงได้บ้าง ควรเก็บภาษีเอไอเพื่อมาสนับสนุนแรงงานที่ถูกแทนที่หรือไม่ ฯลฯ ซึ่งในโลกเปลี่ยนไวเช่นนี้ย่อมมีหัวข้อภาคนโยบายให้ถกกันอีกมาก บ้านเมืองจึงต้องการพลเมืองที่ตื่นตัว การทำเช่นนี้ทำให้เราไม่รู้สึกเป็นเหยื่อของสถานการณ์ แต่สามารถเป็นส่วนหนึ่งในการเสนอทางแก้ได้ด้วย
10. ความหมายของชีวิต :
บางทีความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและปัญหาท่วมท้นทำให้เรามึน ต้องตั้งหลักดีๆ ว่า ‘ความหมาย’ ของการมีชีวิตอยู่คืออะไร ขอลองเสนอตัวอย่างของ ‘ความหมาย’ ในชีวิตสี่ประการ ได้แก่ การมีชีวิตที่เป็นประโยชน์กับคนอื่น, การเติบโตทางทักษะและจิตวิญญาณ, การเชื่อมโยงกับผู้คนอื่นๆ, การตระหนักรู้ในตนเองและมีปัญญา
พูดให้ง่ายขึ้นคือ 1. มีชีวิตอยู่แล้วได้มอบบางสิ่งให้บางคน-ก็ดีงามแล้ว 2. ได้เติบโตขึ้นในมิติต่างๆ แม้ลำบากหรือเหนื่อย แต่ก็คุ้ม 3. ไม่โดดเดี่ยว รู้สึกว่าชีวิตตัวเองเชื่อมโยงกับคนและโลก 4. มีปัญญา อยู่กับสัจธรรมว่า ชีวิตเป็นเรื่องชั่วคราว ควรใช้ชั่วขณะนี้ให้เป็นสุข สงบเย็น เป็นประโยชน์ ไม่บ้าไปกับมายาต่างๆ มากนัก เมื่อมีปัญญาก็อาจไม่ใช้เยอะ ไม่อยากเยอะ ไม่กังวลไม่เครียดโดยไม่จำเป็น
จากที่ไล่เรียงมาทั้ง 10 ข้อ หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับผู้อ่านบ้างไม่มากก็น้อย ซึ่งผมเชื่ออย่างยิ่งว่าคุณผู้อ่านก็มีความคิดและแนวทางการใช้ชีวิตที่น่าสนใจนอกจากนี้อีกมาก ประเด็นสำคัญคือ เราต้องทบทวนเรื่องเหล่านี้และตระเตรียมตัวไว้เสมอ เพราะโลกที่เรากำลังอาศัยอยู่ไม่ใช่ใบเดิมอีกต่อไป มันจะเปลี่ยนเร็วขึ้นเรื่อยๆ ในฐานะของมนุษย์ที่ใช้ชีวิตอยู่ในโลกใบนี้ เราเองก็ต้องเปลี่ยนให้ทันเช่นกัน
แต่สิ่งหนึ่งที่จะไม่เปลี่ยนไปคือ นิ้วกลมรักคนอ่านเสมอ (ฮา)
