| การศึกษา
ประเทศไทยตอนนี้สถานการณ์ร้อนแรงทะลุปรอท ทั้งการเมืองที่ไม่มีเสถียรภาพ ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งมีความสุ่มเสี่ยงจะเกิดการปะทะได้ทุกเมื่อ…
ซึ่งคงต้องยอมรับว่าปัญหาความไม่สงบที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบในวงกว้าง ล่าสุดกับเหตุการณ์สะเทือนใจ โดยคุณครูโรงเรียนแห่งหนึ่งโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กว่าลูกศิษย์ถูกตำรวจจับ ในข้อกล่าวหาเป็นบุคคลต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต
“นักเรียนของผมถูกแจ้งความในข้อกล่าวหาเป็นบุคคลต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต นักเรียนของผมแม่มีสัญชาติกัมพูชา ที่มีสามีเป็นคนไทย ใน อ.บัวเชด ได้นำลูกศิษย์ผมเข้ามาตั้งแต่อายุ 6 ขวบ และไม่เคยกลับเข้าไปที่กัมพูชาอีกเลย จึงอยากขอความเห็นใจในฐานะเพื่อนมนุษย์”
ทำให้เกิดข้อเรียกร้อง “ความเห็นใจในฐานะเพื่อนมนุษย์” จุดกระแสสังคมกว้างขวาง นักวิชาการ-นักการเมืองหลายฝ่ายย้ำว่า ชาตินิยมต้องไม่ละเลยมนุษยธรรม เพราะการจับเด็กเข้าคุกถือเป็นการละเมิดสิทธิเด็กอย่างร้ายแรง ขัดต่ออนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child : CRC) กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (IHL) กฎหมายสิทธิมนุษยชนสากล (IHRL) และอนุสัญญาเจนีวา ที่กำหนดให้เด็กต้องได้รับความคุ้มครองเป็นพิเศษแม้ในภาวะสงคราม
นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) แสดงความคิดเห็นกรณีดังกล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า ชาตินิยมต้องมีมนุษยธรรม ไม่ควรจะเลยเถิดกันเกินไป อีกทั้งหากทำอย่างนั้น ไทยจะเสียหายในสายตาชาวโลกแน่ แล้วก็จะถูกมองว่าไม่มีมนุษยธรรม ไม่ต่างอะไรกับฮุน เซน และขอเรียกร้องให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และกระทรวงมหาดไทย (มท.) ออกหน้ามาแก้ปัญหา
นางอังคณา นีละไพจิตร ส.ว. เห็นคล้ายกันว่า เหตุการณ์เช่นนี้ไม่ควรเกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งถือเป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าด้านสิทธิมนุษยชนมากที่สุดประเทศหนึ่งในภูมิภาค โดยเฉพาะเรื่องสิทธิเด็ก การนำเด็กเข้าคุกถือเป็นความผิดพลาดและน่าอับอายอย่างยิ่งของประเทศไทยและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการคุ้มครองเด็กตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 และอนุสัญญาสิทธิเด็ก CRC โดยเฉพาะเด็กๆ ที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม เพราะเด็กไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้ง หรือเป็นผู้ก่อความรุนแรง
นอกจากนั้น ในช่วงสงครามเด็กยังต้องได้รับการคุ้มครองอย่างเต็มที่ตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก CRC และกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ IHL กฎหมายสิทธิมนุษยชนสากล IHRL โดยหลักการสำคัญของกฎหมายมนุษยธรรมคือ เด็กทุกคนต้องได้รับความคุ้มครองพิเศษจากผลกระทบของความขัดแย้งทางอาวุธ
นอกจากนั้น อนุสัญญาเจนีวา และพิธีสารเพิ่มเติม ยังกำหนดให้คู่ขัดแย้งต้องคุ้มครองพลเรือน โดยเฉพาะกรณีเด็กที่ติดตามครอบครัวเพื่อหนีภัยความตาย จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ การปฏิบัติต่อเด็กในการนำเด็กเข้าคุก ถือเป็นการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ เป็นการเหยียดหยาม แก้แค้น หรือกีดกันเด็กในการเข้าถึงการศึกษาและการพัฒนา ซึ่งเป็นสิทธิของเด็กที่ไม่มีข้อจำกัดแม้ในภาวะสงคราม
การดำเนินคดีและการปฏิบัติต่อเด็กในฐานะผู้กระทำผิดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง ต้องเป็นไปตามหลักความยุติธรรมสำหรับเด็ก (juvenile justice) โดยเจ้าหน้าที่ต้องระลึกว่าเด็กไม่ได้กระทำผิดเพราะเด็กไม่ได้เข้ามาเองแต่เด็กๆ เข้ามาโดยติดตามผู้ปกครอง เด็กจึงไม่มีความผิด และควรได้รับความคุ้มครองแทนที่จะถูกลงโทษ และต้องปฏิบัติต่อเด็กในฐานะ “ผู้ติดตาม” ไม่ใช่ “ผู้กระทำผิดอาญา”
การที่เจ้าหน้าที่นำเด็กเข้าคุกในความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ทำให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้ปฏิบัติตามบันทึกความเข้าใจเรื่องทางเลือกแทนการกักตัวเด็ก (MOU-ATD) ที่รัฐบาลได้ทำไว้กับหน่วยงานของรัฐ 7 กระทรวง รวมถึงกระทรวงศึกษาธิการและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรณีนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงการขาดความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการสิทธิเด็กในระดับสากล โดยเฉพาะหลักการ “ประโยชน์สูงสุดของเด็ก” (Best Interest of the Child) ซึ่งควรเป็นหลักการที่ทุกฝ่ายต้องเคารพ
ขณะที่นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการ ศธ. ระบุว่า ศธ.ยึดหลักมนุษยธรรมมาโดยตลอด ไม่เช่นนั้นนักเรียนรายนี้คงไม่ได้เข้ามาเรียนในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ตั้งแต่แรก สำหรับเรื่องนี้ คงต้องมาดูรายละเอียดว่ามีอะไรที่ ศธ.สามารถช่วยเหลือตามกฎหมายได้บ้าง ทั้งนี้ ขอฝากไปยังประชาชนว่า ควรแยกแยะระหว่างความขัดแย้งที่เกิดขึ้นกับเรื่องของมนุษยธรรม
“ศธ.ยึดหลักมนุษยธรรม แต่ขณะนี้สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องที่ฝ่ายความมั่นคงเองจะต้องดูแลและดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งก็คงต้องมาดูว่า ศธ.จะเข้าไปช่วยเหลือในส่วนใดได้บ้าง ทั้งนี้ จากที่ได้รับรายงานพบว่านักเรียนรายนี้มีพ่อแม่ที่ไม่ใช่คนไทยและเข้าเมืองไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ดังนั้น คงต้องมาดูว่าจะดำเนินการอะไรได้บ้าง และถ้าหากสามารถทำให้เด็กเข้าเรียนได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายได้ ศธ.ก็พร้อมที่จะดูแลเด็กรายนี้” นางนฤมลกล่าว
แม้ท้ายที่สุด ศธ. และรัฐบาลยืนยันจะให้เด็กได้เรียนและอยู่อย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยไม่ถูกเนรเทศ แต่เหตุการณ์นี้สะท้อนว่าความขัดแย้งชายแดนกำลังบานปลายไปสู่การแบ่งแยกเชื้อชาติ และเด็กคือผู้ที่รับผลกระทบโดยตรง
สิ่งสำคัญต่อจากนี้ไม่ใช่เพียงการให้สิทธิพื้นฐานแก่เด็กเท่านั้น แต่หน่วยงานรัฐและสังคมต้องร่วมกันลดความเกลียดชัง สร้างความเข้าใจในชุมชน เพื่อป้องกันไม่ให้ความโกรธแค้นลุกลามไปสู่การทำร้ายผู้บริสุทธิ์
เชื่อว่าเด็กชายกัมพูชารายนี้คงไม่ใช่รายสุดท้าย ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งชายแดน สิ่งที่ต้องคำนึงถึงต่อไปคือ แม้จะได้สิทธิอยู่และเรียนในประเทศไทยแล้ว การดำรงชีวิตท่ามกลางความขัดแย้งในสังคม จะส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของเด็กด้วยหรือไม่
บทเรียนครั้งนี้ย้ำว่า “มนุษยธรรม” ต้องเป็นหลักยึดกลางของทุกการตัดสินใจ ไม่ว่าในภาวะสงครามหรือความขัดแย้งใดๆ
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
