หลักศิลากลางน้ำเชี่ยว | มุกดา สุวรรณชาติ
16 ปีแห่งความหลัง
ความชัง ความแค้น
เพื่อไทย และภูมิใจไทย
การล้มรัฐบาลนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร และการต่อสู้ช่วงชิงอำนาจ ระหว่างพรรคเพื่อไทยกับภูมิใจไทย เป็นความขัดแย้งจากอดีตที่ต่อสู้กันมาหลายยุค ซึ่งถ้าย้อนกลับไปที่สาเหตุดั้งเดิมก็เพราะ กลุ่มอำนาจเก่าทำการแบ่งแยกและปกครองได้สำเร็จ
นับจากการรัฐประหาร 2549 ล้มนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งตั้งพรรคไทยรักไทยตั้งแต่ปี 2544 ส่วนเนวิน ชิดชอบ ย้ายจากพรรคชาติไทย มาไทยรักไทย ปี 2548 กว่าจะมีพรรคภูมิใจไทย ก็คือ มกราคม พ.ศ.2552 นับถึงวันนี้ 16 ปีกว่า
ความชัง ความแค้น เกิดมาอย่างไร?
ภูมิใจไทย
ถือกำเนิดขึ้นจากรัฐประหาร 2549
และตุลาการภิวัฒน์ 2551
เริ่มจากกลุ่มอำนาจเก่าโค่นล้ม 3 นายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้ง ทั้งๆ ที่ปี 2544-2549 ประชาชนรู้จักรัฐบาลไทยรักไทยและนายกฯ ทักษิณ ชาวบ้านพอใจโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค เศรษฐกิจเติบโตทำมาค้าขายคล่อง
แต่แล้วก็มีการต่อต้านรัฐบาลทักษิณ จนต้องประกาศยุบสภา กลุ่มอำนาจเก่าไม่ยอมรับการเลือกตั้งใหม่เพราะพรรคไทยรักไทยชนะมากเกินไป
ประชาธิปัตย์ประกาศบอยคอตไม่ร่วมการเลือกตั้ง เดือนเมษายน 2549 และศาลก็สั่งให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ
ถ้ามีเลือกตั้งใหม่ไทยรักไทยก็คงชนะอยู่ดี จึงต้องทำการรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลทักษิณในเดือนกันยายน 2549 โดย คมช.
30 พฤษภาคม 2550 ยุบพรรคไทยรักไทยและให้เพิกถอนสิทธิการเมืองกรรมการบริหารพรรค 111 คน ไทยรักไทยเปลี่ยนเป็นพรรคพลังประชาชน
23 ธันวาคม 2550 มีการเลือกตั้งทั่วไปตามรัฐธรรมนูญ 2550 แต่พรรคพลังประชาชนยังคงชนะการเลือกตั้ง นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี
ปี 2551 พันธมิตรฯ เสื้อเหลือง ชุมนุมไล่รัฐบาล ยึดทำเนียบ ยึดสนามบิน
9 กันยายน 2551 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ‘สมัคร สุนทรเวช’ พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกรณีเป็นพิธีกรรายการทำอาหาร ‘ชิมไปบ่นไป’
17 กันยายน 2551 นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีแทนสมัคร สุนทรเวช
24-25 พฤศจิกายน ม็อบพันธมิตรฯ ยึดสนามบินดอนเมือง และสนามบินสุวรรณภูมิ
ใครตั้งพรรคภูมิใจไทย
อย่าเข้าใจผิดว่าพรรคภูมิใจไทยก่อตั้งโดยเนวินหรืออนุทิน ชาญวีรกูล แต่เริ่มต้นมาจากสมศักดิ์ เทพสุทิน ซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่มการเมืองในพรรคไทยรักไทยที่ชื่อ “กลุ่มวังน้ำยม” เขาเป็นนักการเมืองเก่าเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมา 4 สมัย แล้วย้ายมาอยู่พรรคไทยรักไทยในยุคแรกเริ่มตั้งแต่ปี 2544
หลังการรัฐประหาร 2549 สมศักดิ์ที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง และกลุ่มวังน้ำยมได้ลาออกจากพรรคไทยรักไทย ไปจัดตั้งพรรคมัชฌิมาธิปไตย ร่วมกับประชัย เลี่ยวไพรัตน์
2 ธันวาคม 2551 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรครัฐบาลทั้ง พลังประชาชน-มัชฌิมาธิปไตย-ชาติไทย ตัดสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรค 5 ปี สมชาย วงศ์สวัสดิ์ พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
แต่ อนงค์วรรณ เทพสุทิน ภรรยาสมศักดิ์ แอบไปจดทะเบียนตั้งพรรคภูมิใจไทยไว้แล้ว
ส่วนบทบาทของเนวิน หายไปจากสภาและรัฐบาลเพราะถูกตัดสิทธิทางการเมือง จึงไปอยู่ข้างหลัง
พลิกขั้วเป็นรัฐบาล
ยึดมหาดไทย และคมนาคมทันที
9 ธันวาคม 2551 ประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาลผสมชุดใหม่ 3 อำนาจ จากตุลาการภิวัฒน์ รัฐประหาร และงูเห่า
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี กลุ่มเพื่อนเนวินเข้าร่วมรัฐบาล ได้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (ชวรัตน์ ชาญวีรกูล) กระทรวงพาณิชย์ (พรทิวา นาคาศัย) และกระทรวงคมนาคม (โสภณ ซารัมย์)
วันที่ 14 มกราคม พ.ศ.2552 พรรคภูมิใจไทยแถลงข่าวเปิดตัวโดยมี ส.ส. เดิมจากพรรคมัชฌิมาธิปไตย เช่น พรทิวา นาคาศัย, แกนนำกลุ่มเพื่อนเนวิน โสภณ ซารัมย์, ศุภชัย ใจสมุทร เนวิน ชิดชอบ และอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ประชุมมีมติเลือก ชวรัตน์ ชาญวีรกูล (บิดาอนุทิน) เป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่
10 เมษายน-19 พฤษภาคม 2553 มีการชุมนุมเรียกร้องให้นายกฯ อภิสิทธิ์ยุบสภาโดยกลุ่ม นปช. เสื้อแดง แต่รัฐบาลก็รักษาอำนาจอย่างสุดกำลัง สุดท้ายใช้ทหารเข้าสลายการชุมนุม ด้วยอาวุธสงคราม มีผู้เสียชีวิตเกือบ 100 บาดเจ็บหลายพัน ทำให้รอยแตกของชาติขยายกว้างกว่าเดิม ไปในขอบเขตทั่วประเทศ
สุดท้ายต้องยุบสภาจัดการเลือกตั้ง 3 กรกฎาคม 2554 เพื่อไทยชนะ ได้เสียงเกินครึ่ง 265 ส.ส (15.74 ล้านเสียง) ประชาธิปัตย์ได้ 159 ส.ส. (11.43 ล้านเสียง) ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี
พรรคภูมิใจไทย
ไม่ชอบเป็นพรรคฝ่ายค้าน
พรรคภูมิใจไทยจำเป็นต้องอยู่ฝ่ายค้านที่นำโดยพรรคประชาธิปัตย์
วันที่ 14 ตุลาคม 2555 พรรคภูมิใจไทยได้จัดการประชุมเลือกอนุทิน ชาญวีรกูล บุตรชายของชวรัตน์ เป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ และศักดิ์สยาม ชิดชอบ น้องชายของเนวิน เป็นเลขาธิการพรรคคนใหม่
ต่อมาเริ่มมีกระแสข่าวว่าพรรคภูมิใจไทยจะเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย กระทั่งในเดือนพฤศจิกายน 2555 พรรคภูมิใจไทยประกาศไม่ร่วมอภิปรายกับพรรคฝ่ายค้าน และลงมติไว้วางใจนายกรัฐมนตรี สมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำกลุ่มมัชฌิมา ได้ประกาศแยกตัวออกจากพรรคภูมิใจไทย ในเดือนมกราคม พ.ศ.2556
ปี 2556-2557 แผนการยึดอำนาจรัฐบาลยิ่งลักษณ์เดินต่อ
พฤศจิกายน2556 แกนนำประชาธิปัตย์ลาออกจาก ส.ส. แปลงกายเป็น กปปส. ชุมนุมต้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม แล้วก็ขยายตัว กลายเป็นไล่รัฐบาล
ขัดขวางไม่ให้จัดในหลายเขตเลือกตั้ง ทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ
7 พฤษภาคม 2557 ศาลรัฐธรรมนูญปลดนายกรัฐมนตรีรักษาการ ยิ่งลักษณ์
สุดท้ายต้องรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 สรุปว่าต้องใช้ทั้งม็อบ ตุลาการภิวัฒน์ และรัฐประหาร กลุ่มอำนาจเก่าจึงได้อำนาจไป พรรคการเมืองหมดอำนาจไปด้วยกัน อำนาจกลับมาอยู่ในมือ คสช. และทหาร
ขอเป็นรัฐบาล
และดูแลกระทรวงมหาดไทย
คสช.ปกครองต่อมาเป็นเวลา 5 ปีจนมีรัฐธรรมนูญใหม่ฉบับ 2560 และมีการเลือกตั้ง ส.ส.ในปี 2562 พรรคภูมิใจไทยได้ที่ 5 มี ส.ส. 51 คน และสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เดินนโยบายกัญชาเสรีตามที่พรรคได้หาเสียงไว้
พรรคเพื่อไทยได้ที่ 1 ส.ส. 136 คน แต่ระบบบัตรใบเดียวทำให้ไม่ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อเลย ถูกผลักไปเป็นฝ่ายค้านร่วมกับอนาคตใหม่ ซึ่งได้ที่ 3 ส.ส. 81คน (บัญชีรายชื่อ 50 คน)
หลัง พล.อ.ประยุทธ์ครองอำนาจเกือบ 9 ปี มีเลือกตั้ง 2566 (แบบบัตร 2 ใบอีกครั้ง) ภูมิใจไทยได้ที่ 3 ได้ ส.ส.เขต 68 คน ส.ส.บัญชีรายชื่อ 3 คน พรรคก้าวไกลได้ที่ 1 จัดตั้งรัฐบาล แต่อนุทินยืนยันว่าจะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคที่มีนโยบายแก้ไขมาตรา 112
ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ก็เชิญพรรคภูมิใจไทยให้เข้าร่วมรัฐบาล
พรรคภูมิใจไทยต่อรองได้กระทรวงมหาดไทยอีกครั้ง การลิ้มรสอำนาจจากการที่พรรคภูมิใจไทยได้ร่วมรัฐบาลกับประชาธิปัตย์ 2 ปีกว่า ทำให้ภูมิใจไทยเข้าใจถึงวิธีการใช้อำนาจในกระทรวงนี้และยึดเป็นธงสำคัญของการใช้อำนาจบริหาร
ดังนั้น เมื่อพรรคเพื่อไทยต้องการกระทรวงนี้กลับไปบริหารความขัดแย้งจึงเกิดขึ้น (ถ้ากระจายอำนาจไปท้องถิ่นมากๆ ก็ไม่ต้องมาแย่งกันตรงกระทรวงนี้)
ความขัดแย้งจากการชิงกระทรวงมหาดไทย กลายเป็นชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แบบที่เรียกว่าผลประโยชน์ขัดกันต้องบรรลัย ตายไปเสียข้างหนึ่งถึงจะดี…(แต่นักการเมืองกลับมาร่วมกันได้เสมอ)
ถ้ายึดตามหลักการประชาธิปไตย ความขัดแย้งทางการเมืองจนแยกเป็นสามก๊กแบบนี้ ต้องคืนอำนาจให้ประชาชนตัดสินเท่านั้น และรีบแก้รัฐธรรมนูญ
