ล้มทฤษฎี Monday’s Child งานวิจัยชี้ ‘ลูกคนโต’ ไม่ใช่ ‘เดอะแบก’
บทความพิเศษ | จักรกฤษณ์ สิริริน
หลายท่านอาจคุ้นเคยกับคำว่า Eldest Daughter Syndrome แต่หลายท่านอาจไม่เคยได้ยินมาก่อน
Eldest Daughter Syndrome แปลง่ายๆ ได้ว่า “โรคลูกสาวคนโต” เป็นชุดคำอธิบายถึงบทบาท และความคาดหวังที่พ่อแม่มีต่อ “ลูกสาวคนโต” ต่อการทำหน้าที่ดูแลครอบครัว
ไล่ตั้งแต่บริบาลพ่อแม่ ทำหน้าที่เลี้ยงน้อง ไปจนถึงทำงานบ้าน และช่วยงานในครัว
บางคนเรียก Eldest Daughter Syndrome ว่า Monday’s Child Syndrome หรือ “โรคลูกคนโต” แน่นอนว่า เรื่องนี้หาใช่สิ่งที่เกิดกับ “ลูกคนโต” หรือ “ลูกสาวคนโต” ทุกคนไม่
เพราะทุกครอบครัวย่อมมีความแตกต่างกัน จึงมิใช่ว่าลูกสาวคนโตของทุกบ้านจะต้องแบกรับภาระต่างๆ ในครอบครัวเสมอไป
ดร. Julia Rohrer นักวิจัยด้านบุคลิกภาพจากมหาวิทยาลัย Leipzig ประเทศเยอรมนี บอกว่า คนจำนวนไม่น้อยมีความเชื่อที่ล้าสมัย ความเชื่อหลายเรื่องขาดผลการทดลองทางวิทยาศาสตร์รองรับ รวมทั้งไม่มีหลักฐานยืนยันมากพอ
“โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลำดับการเกิดไม่ได้ส่งผลต่อบุคลิกภาพ และการแบกรับภาระ เหมือนที่หลายคนเคยคิด ไม่ว่าจะเป็น แบบจำลอง The Big Five หรือทฤษฎีเก่าๆ จำนวนมากแต่อย่างใด” ดร. Julia Rohrer กระชุ่น
แบบจำลอง The Big Five หมายถึง ปัจจัยที่เป็นองค์ประกอบหลักของบุคลิกภาพ เป็นหลักการที่ใช้ประเมินเพื่อตัดสินลักษณะบุคลิกภาพของคนทั่วไป ประกอบด้วย
1. คนผู้นั้นมีความเป็น Introvert หรือ Extrovert มากเพียงใด
2. คนผู้นั้นมีความเป็นมิตร หรือ Agreeableness มากเพียงใด
3. คนผู้นั้นมีความสุขุมรอบคอบ หรือ Conscientiousness และความมีสติปัญญา หรือ Intelligence มากเพียงใด หากมีมาก ก็มักจะเป็นคนเคร่งเครียด และคลั่งความสมบูรณ์แบบ หรือ Perfectionist ส่วนคนที่มีบุคลิกภาพตรงข้าม มักจะเหลาะแหละ เหลวไหล และหละหลวม ไร้ซึ่งความทะเยอทะยาน ชอบทำอะไรตามใจตนเอง
4. คนผู้นั้นมีความไม่มั่นคงทางอารมณ์ หรือ Neuroticism เป็นคนวิตกจริต ขี้กังวล สมาธิสั้น ส่วนคนที่มีความมั่นคงทางอารมณ์ หรือ Emotional Stability เป็นคนที่มีสมาธิดี
5. คนผู้นั้นมีความเปิดกว้างต่อการเรียนรู้สิ่งใหม่ หรือ Openness to Experience มีจินตนาการ และมีความคิดสร้างสรรค์สูง ช่างคิดช่างฝัน มีความเป็นศิลปิน ในทางตรงกันข้าม คนที่มีความคิดแบบอนุรักษนิยม ยึดติดกับกรอบธรรมเนียม ประเพณี จะไม่ค่อยยอมเปิดรับสิ่งใหม่ๆ
ดร. Julia Rohrer ได้ทำการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 3,000 คน ในสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และเยอรมนี โดยใช้แบบทดสอบวัดระดับสติปัญญา และแบบประเมินความฉลาด เป็นเกณฑ์ตัดสินบุคลิกภาพของพี่น้องที่มีลำดับการเกิดแตกต่างกัน
ผลการผู้วิจัยพบว่า ลำดับการเกิดมีอิทธิพลต่อบุคลิกภาพความสุขุมรอบคอบ (Conscientiousness) และความมีสติปัญญา (Intelligence) โดยส่งผลเป็นแบบแผนเดียวกันในทุกประเทศ และทุกวัฒนธรรมที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง
ดร. Julia Rohrer ระบุว่า ลูกคนโตมักทำคะแนนได้สูงกว่าน้องๆ ในด้านความฉลาด สอดคล้องกับผลการศึกษาก่อนหน้านี้ที่พบว่า ผลคะแนนมักจะเรียงตามลำดับการเกิดเสมอ โดยจะลดหลั่นจากลูกคนโตไปสู่ลูกคนรองๆ ลงไป
“การปักใจเชื่อทฤษฎี Monday’s Child Syndrome ไม่ใช่เรื่องผิด ตราบใดที่ไม่ทึกทักว่า ลูกสาวคนโตทุกคนต้องมีบุคลิกภาพ และแบกรับภาระในบ้านเหมือนกันหมด” ดร. Julia Rohrer กล่าว และว่า
ลำดับการเกิด “ช่วยติดฉลาก” และทำให้เราเข้าใจคนประเภทเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเราพบคนที่ผ่านประสบการณ์ที่คล้ายคลึงกัน
เช่นเดียวกับรองศาสตราจารย์ ดร. Rodica Damian นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัย Houston รัฐ Texas สหรัฐอเมริกา ที่ชี้ว่า แม้เราจะไม่พบความแตกต่างทางบุคลิกภาพ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะไม่มีกระบวนการทางสังคมที่ทำให้ลำดับการเกิดส่งผลต่อบุคลิกภาพในรูปแบบที่ต่างออกไปจากความเชื่อเก่าๆ
“ตัวอย่างที่ชัดเจนก็คือ ระบบ Primogeniture ที่มอบสิทธิในการเป็นรัชทายาทให้แก่บุตรชายคนโต โดยจะได้สืบทอดฐานันดรศักดิ์จากบิดาก่อนลูกคนรอง และน้องๆ ที่เกิดในลำดับถัดไป” รองศาสตราจารย์ ดร. Rodica Damian กล่าว และว่า
“จนกระทั่ง ในปี ค.ศ.2013 สถาบันกษัตริย์อังกฤษได้ยุติการใช้ระบบ Primogeniture ที่มอบสิทธิในการสืบทอดราชบัลลังก์แก่พระราชโอรสพระองค์ใหญ่”
โดยได้ออกพระราชบัญญัติ Succession to the Crown Act ใหม่ ที่มอบสิทธิในการสืบทอดราชบัลลังก์แก่พระราชธิดาพระองค์ใหญ่ก่อนพระอนุชา ซึ่งเท่ากับว่าลำดับการเกิดมีความสำคัญเหนือกว่าเพศของผู้เป็นทายาทนั่นเอง รองศาสตราจารย์ ดร. Rodica Damian กล่าว และว่า
“เรื่องเข้าใจผิดอีกประการก็คือ ความตระหนักรู้ในตนเอง หรือ Self-conscious มักเพิ่มพูนไปตามวัย จนทำให้ดูเหมือนว่า ลูกคนรอง หรือลูกคนกลาง เข้าสังคมได้ดีกว่า และมีความมั่นคงอารมณ์มั่นคงมากกว่าพี่คนโต”
นอกจากนี้ ปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ เช่น การคบเพื่อน ก็มีอิทธิพลต่อบุคลิกภาพ และพฤติกรรมเช่นกัน
“ผลวิจัยหลายชิ้นชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างการมีเพื่อนเกเรกับการเลียนแบบนิสัยเกเร ว่าเป็นปัจจัยที่อาจทำให้ลูกคนโตที่ควรจะมีความรับผิดชอบ และมีวินัยสูง กลายเป็นคนที่ชอบแหกกฎได้ หากคบเพื่อนเกเร” รองศาสตราจารย์ ดร. Rodica Damian กล่าว และว่า
งานวิจัยเหล่านี้มักใช้กลุ่มตัวอย่างขนาดเล็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งมักเก็บข้อมูลด้วยการให้กลุ่มตัวอย่างประเมินตนเอง ซึ่งเสี่ยงต่อการที่ข้อมูลจะถูกบิดเบือน และเจือปนด้วยอคติ
ดร. Julia Rohrer กลับมาคุยกับเราต่อว่า มีความสับสนกันมาก ว่าประสบการณ์ชีวิตคือบุคลิกภาพ หรือลักษณะนิสัยที่มาจากลำดับการเกิด
“เป็นธรรมดาที่ว่า เมื่อเรามีอายุมากขึ้น ก็มักจะมีความรับผิดชอบมากขึ้น และควบคุมตัวเองได้ดีขึ้นตามไปด้วย ดังนั้น ลูกคนโตจึงดูเหมือนจะมีความรับผิดชอบมากกว่าในสายตาของพ่อแม่ที่เฝ้าดูลูกๆ เติบโตอยู่ตลอด” ดร. Julia Rohrer สรุป
เป็นที่ทราบกันดีในวงวิชาการ ว่าการกระตุ้นทางสติปัญญา หรือ Cognitive Stimulation ที่เด็กได้รับในช่วงปีแรกๆ ของชีวิต ตอนที่พ่อแม่ยังมีลูกน้อยคน พูดอีกแบบก็คือ สัดส่วนระหว่างผู้ใหญ่ต่อเด็กในครอบครัว จำนวนผู้ใหญ่มีมากกว่า
ดังนั้น ลูกคนแรกจะมีโอกาสได้ยิน และเรียนรู้คำศัพท์ที่ผู้ใหญ่พูดมากกว่า แต่เมื่อจำนวนของเด็กเพิ่มขึ้น จะทำให้ระดับการกระตุ้นทางสติปัญญาของเด็กที่เกิดใหม่ลดลง
ย่างไรก็ดี ลำดับการเกิดไม่ได้ส่งผลต่อสติปัญญาในรูปแบบเดียวกันหมดทั่วทุกมุมโลก ข้อมูลการวิจัยที่ได้จากประเทศกำลังพัฒนาเผยว่า ลูกคนรองๆ ลงมา มักจะได้รับการศึกษาสูงกว่าพี่คนโต เพราะครอบครัวเริ่มมีฐานะดีขึ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อพี่คนโตเริ่มทำงานหารายได้มาจุนเจือครอบครัว และส่งน้องๆ เรียน
รองศาสตราจารย์ ดร. Rodica Damian กลับมาสรุปให้เราฟังว่า ลำดับการเกิดไม่ได้ส่งผลต่อความสำเร็จในอาชีพการงานของคนเรา
“นักวิจัยในอดีตจำนวนมากเชื่อว่าพี่คนโตส่วนใหญ่มักเป็นนักวิชาการ และประกอบอาชีพในสายวิทยาศาสตร์ ขณะที่ลูกคนรองๆ ลงมามักทำงานในสายศิลป์”
ความเชื่อนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า “ไม่เป็นความจริงเสมอไป” เห็นได้จากงานวิจัยระยะยาวที่กินเวลานานหลายสิบปี
รองศาสตราจารย์ ดร. Rodica Damian พบว่า กลุ่มนักเรียนชั้นมัธยมปลายที่เป็นลูกคนโตในสหรัฐ ในช่วงทศวรรษ 1960 มักจะประกอบอาชีพในสายศิลป์ เมื่อทำการสำรวจในอีก 60 ปีต่อมานั่นเอง
