บทความพิเศษ | พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์
33 ปี ชีวิตสีกากี
พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (141)
คดีฆ่า 5 ศพไม่คืบ-ประเด็นเริ่มแตก
การสืบสวนสอบสวนคดีฆ่ายกครัว 5 ศพที่ไร้วี่แววจะจับคนร้ายได้ ยิ่งทำลายขวัญประชาชน และไม่มีใครกล้าจะมาเป็นพยานให้ในช่วงแรกๆ
ผมได้มอบหมายให้ ร.ต.ท.อภิชัย กรอบเพชร ร้อยเวรฯ นำพยานที่กำลังทำงานก่อสร้างในขณะเกิดเหตุและเห็นเหตุการณ์มาสอบสวนบันทึกปากคำ ต่อจากนั้นได้นำศพไปชันสูตรที่โรงพยาบาลสงขลา และแพทย์ได้ผ่าเอาหัวกระสุนออกจากศพได้จำนวน 3 ลูก กับเศษกระสุนปืน 1 ชิ้น เมื่อส่งไปตรวจพิสูจน์ที่กองวิทยาการ ผลการตรวจปรากฏดังนี้
(1) ลูกกระสุนปืนรีวอลเวอร์ (ทองแดงหุ้มตะกั่ว) ขนาดประมาณ .38 จำนวน 2 ลูก
(2) ลูกกระสุนปืน (ตะกั่ว) บางส่วนขาดหายไป 1 ลูก
(3) รองกระสุนปืน (ทองแดง) ขนาดประมาณ .38 จำนวน 1 อัน
สื่อมวลชนเริ่มเสนอข่าวที่ก่อให้เกิดความสับสน บางฉบับเริ่มนำ 2 คดีดังมาเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน เช่น พาดหัวข่าวว่า “ยิง ตร.ธุรกิจ พัวพันคดี ฆ่าโหด 5 ศพ” พร้อมรายละเอียดมากมาย
ซึ่งผมไม่ทราบว่าไปนำมาจากไหน เพราะในสำนวนการสอบสวนที่ทีมสอบสวนกำลังดำเนินการอยู่ไม่ตรงกับที่สื่อมวลชนเสนอข่าวแต่อย่างใด
ในเวลาไล่ๆ กันนั้น พ.ต.อ.เลี้ยง หุยประเสริฐ หัวหน้างานนิติพยาธิ สถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ ได้เดินทางมาทำการผ่าพิสูจน์ศพทั้ง 5 ศพ ของครอบครัวบุญทวี
วันที่ 1 พฤษภาคม 2540 นายฉลอง ควรหา รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข มาเป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพ นายประภาส บุญทวี หัวหน้าสถานีอนามัยสามบ่อ อ.ระโนด จ.สงขลา พร้อมกับภรรยา และบุตรชาย 3 คน ณ วัดบ่อสระ ต.ชิงโค อ.สิงหนคร จ.สงขลา
ญาติพี่น้องต่างเศร้าสลดเสียใจ และประชาชนมาร่วมพิธีจำนวนมาก

แต่ในเวลาเดียวกันนั้น ตำรวจทราบคนร้ายที่ลงมือฆ่าครอบครัวบุญทวี ทั้ง 5 ศพแล้วว่า เป็นเด็กวัยรุ่น 2 คน และข้อมูลเหล่านี้ตำรวจยังไม่ได้แพร่งพรายให้สื่อมวลชนได้รับรู้แต่อย่างใด พล.ต.ต.วรรณรัตน์ คชรักษ์ รอง ผบช.ก. ที่ลงมาบัญชาการด้วยตัวเองในพื้นที่ ได้รายงานเหตุการณ์ไปยังกรมตำรวจ และ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก อธิบดีกรมตำรวจ ได้สั่งการท้ายบันทึกดังกล่าว ให้พนักงานสอบสวนของกองปราบปรามร่วมทำการสอบสวนกับพนักงานสอบสวนของตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา ในคดีอุกฉกรรจ์และสะเทือนขวัญที่เกี่ยวพันกับกลุ่มคนร้าย ซึ่งมีพฤติการณ์เป็นผู้มีอิทธิพลและมือปืนรับจ้าง ในพื้นที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา และพื้นที่ใกล้เคียง
ดังนั้น พล.ต.ต.วรรณรัตน์ คชรักษ์ จึงเรียกนายตำรวจที่ได้รับคำสั่งให้มาร่วมประชุมและร่วมกันทำการสืบสวนสอบสวน ถือเป็นตำรวจชุดใหญ่มาก ที่รวบรวมตำรวจทั้งจากสงขลา จากตำรวจภูธรภาค 9 ตำรวจจากกองปราบปราม
เช่น พ.ต.อ.นุกูล โสมทัต รอง ผบก.ป., พ.ต.อ.ประมวลศักดิ์ ศรีสมบุญ รอง ผบก.ป., พ.ต.อ.วีระยุทธ สิทธิมาลิก รอง ผบก.ภ.จว.สงขลา, พ.ต.อ.ชำนาญ เครือบัว ผกก.สภ.อ.สิงหนคร, พ.ต.อ.วินัย ทองสอง ผกก.5 ป., พ.ต.ท.ทวี สอดส่อง รอง ผกก.1 ป., พ.ต.ท.วีระศักดิ์ มีนะวณิชย์ รอง ผกก.2 ป., พ.ต.ท.อนันต์ อิสระ รอง ผกก. (ป.) สภ.อ.เมืองสงขลา, พ.ต.ท.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ รอง ผกก. (สส.) สภ.อ.สิงหนคร, พ.ต.ท.สาคร ทองมุณี รอง ผกก. (ป.) สภ.อ.หาดใหญ่, พ.ต.ท.สัมบูรณ์ บัวสิงห์ สวป.สภ.สิงหนคร และนายตำรวจใน จ.สงขลา ประชุมร่วมกัน และให้ไปหาข่าวสารข้อมูล เกี่ยวกับกลุ่มคนร้ายที่เป็นวัยรุ่นที่เคยก่อคดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามลักษณะตำหนิรูปพรรณที่มีพยานไปพบในบ้านที่เกิดเหตุ มาเป็นแนวทางประกอบการดำเนินการ
การระดมกำลังไปตรวจค้นตามจุดสำคัญๆ ทั้งที่ อ.เมืองสงขลา อ.หาดใหญ่ เพื่อจับกุมวัยรุ่นที่มีคดีติดตัวและมีหมายจับจึงเกิดขึ้น
เพื่อให้ประชาชนมั่นใจการทำงานของตำรวจ พยานกล้าออกมาให้การหรือให้เบาะแส จึงเร่งจับกุมคดีค้างเก่า โดยเฉพาะรายนายแสวงหรือสว่างหรือแหว่ง สุวรรณมณี ถูกเพ่งเล็งอย่างหนัก

จนกระทั่งสืบทราบมาว่า อาวุธปืนกระบอกที่นายแสวงหรือสว่างหรือแหว่ง ใช้ยิงนายสม บุญล้วน เมื่อคืนวันที่ 4 พฤศจิกายน 2539 ที่วัดบ่อป่า ซึ่งผมกับชุดสืบสวนเคยไปตรวจค้น เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2539 พบแต่กระสุนปืน จำนวน 44 นัด ขณะนี้ทราบแล้วว่า อาวุธปืนกระบอกนั้น นายอำนวย ศัยสิทธิ์ ได้ครอบครองอยู่
โดยเจ้าของตามทะเบียนเป็นอาวุธปืนของ จ.ส.ต.อำนวย พรหมจันทร์ เจ้าหน้าที่ตำรวจประจำ สภ.ต.ม่วงงาม อ.สิงหนคร จ.สงขลา ก่อนที่จะขายให้นายอำนวย จ.ส.ต.อำนวยได้ขายให้นายแสวงหรือสว่างหรือแหว่ง สุวรรณมณี มาก่อน เมื่อ จ.ส.ต.อำนวยทราบว่าไปยิงคนตาย จึงไปเอาคืน แล้วนำมาขายให้กับนายอำนวยเป็นครั้งสุดท้าย
เมื่อทราบดังนั้น ผมพร้อมกับ พ.ต.ท.สาคร ทองมุณี รอง ผกก. (ป.) สภ.อ.หาดใหญ่ และ พ.ต.ต.คมกฤช ศรีสงค์ สว.ผ.2 กก.สส.ภาค 9 เข้าจับกุมนายอำนวย ศัยสิทธิ์ เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2540 และยึดอาวุธปืนพกออโตเมติก ขนาด 9 ม.ม. ยี่ห้อนอริงโก ผลิตในประเทศจีน หมายเลขทะเบียน สข 3/3170 หมายเลขประจำปืน 200332 กระสุนปืน ขนาด 9 ม.ม. จำนวน 5 นัด แม็กกาซีนบรรจุกระสุนปืน จำนวน 1 อัน ซองหนังอ่อนสีดำ จำนวน 1 ซอง มาดำเนินคดีในความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต
เมื่อ ร.ต.อ.วีรชาติ คูหามุข รอง สวส.สภ.ต.ม่วงงาม และมาช่วยราชการ สภ.อ.สิงหนคร เพราะมีงานสอบสวนเพิ่มขึ้นมามาก ทำการสอบสวนนายอำนวย ศัยสิทธิ์ ให้การรับสารภาพและยังยืนยันว่า ในวันที่เกิดเหตุนายสม บุญล้วน ถูกยิงถึงแก่ความตาย นายอำนวยไม่ได้เป็นผู้ครอบครองอาวุธปืน แต่ จ.ส.ต.อำนวย พรหมจันทร์ ให้การว่าได้ขายอาวุธปืนให้กับนายแสวงหรือสว่างหรือแหว่ง แล้วนำไปใช้เป็นอาวุธ ยิงนายสม จนถึงแก่ความตาย
ผลการตรวจพิสูจน์เปรียบเทียบของ กองกำกับการวิทยาการ เขต 12 อ.เมือง จ.ยะลา ยืนยันว่า หัวกระสุนปืนและปลอกกระสุนปืนที่ตรวจพบในที่เกิดเหตุที่ยิงนายสมจนถึงแก่ความตายเป็นอาวุธปืนกระบอกนี้
จึงได้เสนอบันทึกขอความเห็นชอบออกหมายจับนายแสวงหรือสว่างหรือแหว่ง สุวรรณมณี ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตายโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน
วันที่ 10 พฤษภาคม 2540 เวลาประมาณ 17.00 น. พ.ต.ท.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ จึงได้ร่วมกับ พ.ต.ท.สาคร ทองมุณี รอง ผกก. (ป.) สภ.อ.หาดใหญ่, พ.ต.ท.สัมบูรณ์ บัวสิงห์ สวป.สภ.อ.สิงหนคร, ร.ต.อ.สมพร ขัติยะ รอง สวส.สภ.อ.สิงหนคร และ จ.ส.ต.อำนวย พรหมจันทร์ ผบ.หมู่ งานสอบสวน สภ.ต.ม่วงงาม ทำการจับกุมตัวนายแสวงหรือสว่างหรือแหว่ง สุวรรณมณี มาดำเนินคดีตามฐานความผิดที่แจ้งให้ทราบ ซึ่งนายแสวงหรือสว่างหรือแหว่งให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ว่าได้ใช้อาวุธปืนออโตเมติก ยี่ห้อนอริงโก ยิงนายสม บุญล้วน จนถึงแก่ความตายจริง โดยยิงถึง 6 นัด
และยังรับว่าในระหว่างที่ผมนำตำรวจชุดสืบสวนไปตรวจค้นที่บ้าน ได้ส่งอาวุธปืนกระบอกที่ใช้ยิงให้นางอาภรณ์ รักษาสรณ์ ซุกซ่อนไว้ในตัว ในระหว่างที่ให้การรับสารภาพ ต่อหน้านายบัญญัติ จันทน์เสนะ ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา และนายสุนทร ฤทธิภักดี นายอำเภอสิงหนคร ได้มีการบันทึกวิดีโอ เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในการยืนยันการกระทำผิด เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่คลายความหวาดกลัว และลดอิทธิพลของกลุ่มมือปืนในพื้นที่ เพราะก่อคดีอุกฉกรรจ์มาหลายครั้ง จึงได้นำตัวนายแสวงหรือสว่างหรือแหว่ง สุวรรณมณี ไปดำเนินคดีที่กรุงเทพฯ
หลังจากที่นายแสวงหรือสว่างหรือแหว่ง สุวรรณมณี รอดพ้นจากข้อหาหนักมาได้ช่วงระยะเวลาหนึ่ง ประมาณ 5เดือน ก็ถึงคราวที่จะหวนคืนสู่เรือนจำ แต่ครั้งนี้ถูกส่งไปขังที่คุกในกรุงเทพฯ เลย

ในระหว่างนั้นเมื่อคดีฆ่า 5 ศพ ครอบครัวบุญทวี ยังไม่มีความคืบหน้ามากนัก แต่หนังสือพิมพ์ก็ยังประโคมข่าวคดีนี้กันอย่างต่อเนื่อง และเริ่มนำเสนอความเร้นลับ อาถรรพ์ของบ้านนายประภาส บุญทวี เกี่ยวกับพื้นที่ที่ก่อสร้าง จนสร้างความขนลุกขนพอง สยองเกล้า
ผมไม่รู้ว่า นักข่าวไปขุดคุ้ยมาจากไหน
หนังสือพิมพ์บางฉบับนำเสนอ ผ่า 4 ก๊กอิทธิพลมืด มาเฟีย “สิงหนคร” และชี้ให้เห็นถึงความไม่ธรรมดาของมาเฟียสิงหนคร ซึ่งแผ่กิ่งก้านสาขาหยั่งรากลึกจนยากจะขุดรากถอนโคนได้ง่ายๆ
และยังพูดถึงอนาคตของอำเภอนี้ว่า แม้จะเป็นอำเภอน้องใหม่ของ จ.สงขลา แต่เป็นอำเภอแห่งอนาคต เป็นอำเภอที่มีลักษณะเป็นแหลมยื่นออกไปในทะเลอ่าวไทย อยู่ไม่ไกลจากตัว จ.สงขลา และ อ.หาดใหญ่ เป็นทั้งเมืองท่องเที่ยวและเมืองท่าควบคู่กัน
สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ คือ สะพานติณสูลานนท์ เกาะยอ และยังมีแพขนานยนต์ ท่าเรือน้ำลึก มีเรือขนาดใหญ่ขนสินค้ามาจอดทอดสมอไม่ขาดสาย ริมทะเลสิงหนครมีคลังน้ำมันขนาดมหึมาของ ปตท., เชลล์ และคาลเท็กซ์ สร้างขึ้นไว้รองรับน้ำมันจากเรือที่ขนมาจากต่างประเทศ
และยังอ้างอีกว่า ในอนาคตอันใกล้จะมีการขุดอุโมงค์ลอดใต้ทะเลเชื่อมสงขลากับเกาะยอ (หนังสือพิมพ์เขียนไว้เมื่อปี 2540 จนอนาคตที่ว่านั้น ปี 2568 แล้ว ยังไปไม่ถึงเลย) และเขียนต่ออีกว่า ทำให้มองเห็นอนาคตที่สดใส จนราคาที่ดิน อาคารพาณิชย์ มีราคาที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศจะตกต่ำเพียงใดก็ตาม
จึงทำให้มาเฟียน้อยใหญ่ยึดสิงหนครเป็นแหล่งทำมาหากินทั้งเปิดเผยและไม่เปิดเผยมาหลายปีแล้ว
หนังสือพิมพ์ได้วิเคราะห์ต่อไปอีกว่า ปัญหาอุปสรรคใหญ่ คือ พยานไม่กล้าให้ปากคำ เพราะเกรงกลัวภัยมืด อันอาจจะมาถึงตัวได้ทุกเวลานาที ขนาดคนในตระกูล “บุญทวี” เองยังไม่มีใครยอมปริปาก
เมื่อไม่มีพยานยืนยัน เฉพาะหลักฐานที่มีอยู่ จึงไม่สามารถมัดตัวผู้ต้องหาหรือผู้ต้องสงสัยได้
