มองบ้านมองเมือง | ปริญญา ตรีน้อยใส
ปัญหารถติด เป็นปัญหาของกรุงเทพมหานครมายาวนาน ด้วยปริมาณยานพาหนะไม่สัมพันธ์กับพื้นผิวจราจร และระบบขนส่งสาธารณะไม่สนองความต้องการของผู้เดินทางได้
หนึ่งในหลายมาตรการที่นำมาแก้ไขปัญหารถติดคือ โครงการรถโดยสารด่วนพิเศษ สาทร-ราชพฤกษ์ หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า บีอาร์ที ที่มาจาก Bangkok BRT. Bus Rapid Transit ระบบขนส่งมวลชน ประเภทรถโดยสารประจำทาง ที่มีช่องทางเดินรถเฉพาะ มีสถานีที่ได้มาตรฐาน และบริการ (ใช้เวลา) รวดเร็ว ด้วยการเดินรถใช้ระบบอาณัติสัญญาณควบคุมการเดินรถไอทีเอส (Intelligent Transportation Systems – ITS)
แม้รถบีอาร์ทีจะเป็นที่นิยมในเมืองใหญ่หลายประเทศทั่วโลก แต่บีอาร์ทีของกรุงเทพฯ หมายเลข 402 เริ่มจากสถานีช่องนนทรี ไปจนถึงสถานีราชพฤกษ์ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2553 กลับไม่ได้รับความนิยม จำนวนผู้โดยสารไม่เป็นไปตามแผน
แต่เมื่อผู้ใช้บริการส่งเสียงเรียกร้อง กทม.จึงต้องดำเนินการแบบขาดทุนต่อ มาจนถึงปัจจุบัน

บีอาร์ทีสากลจะใช้เลนนอกสุดของถนน เพื่อหลีกปัญหาตัดกับทางเข้าออกอาคาร ตรอกซอย และถนนเล็ก ในต่างประเทศจึงกำหนดตำแหน่งสถานีให้อยู่ตรงทางแยกใหญ่ ผู้โดยสารสามารถใช้ทางข้ามเดินข้ามและสัญญาณไฟที่มีอยู่เดิม เพื่อความสะดวก โดยระบบควบคุมการเดินรถจะสัมพันธ์กับสัญญาณไฟจราจร และระดับพื้นรถจะไม่สูงจากถนนมาก เพื่อความสะดวกในการขึ้นลง ทั้งคนพิการ และคนปกติ
แต่บีอาร์ทีกรุงเทพฯ ที่ยังไม่พบข้อมูลว่าใครเป็นผู้ออกแบบสถานีและทางวิ่งอย่างที่เห็นในปัจจุบันนั้น เพราะอุตริกำหนดตำแหน่งสถานีอยู่ระหว่างทางแยก ตัวสถานีลอยฟ้าจึงคล้ายสถานีรถไฟลอยฟ้าบีทีเอส นอกจากต้องลงทุนสูง และผู้โดยสารต้องเดินขึ้นลง เพราะไม่ได้ติดตั้งระบบบันไดเลื่อนทุกแห่ง อีกทั้งระดับชานชาลายังสูง เพื่อได้ระดับพื้นรถที่สูงกว่าปกติ
การจัดซื้อจัดจ้างรถที่ใช้ ยังทำให้เกิดปัญหามากมาย ต้องใช้เวลานานสองสามปี ผ่านขบวนการตรวจสอบจากหลายฝ่าย ตั้งแต่คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง สำนักงานกฎหมายและคดี สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร กรมสอบสวนคดีพิเศษ และสำนักงานอัยการสูงสุด กระทรวงยุติธรรม
จนสุดท้ายจึงเป็นรถบัส ซันลอง Sunlong SLK6125 ใช้ก๊าซธรรมชาติ NGV จากประเทศจีน มาให้บริการ

เมื่อสิ้นสุดสัญญาในปี พ.ศ.2567 กรุงเทพมหานครได้ว่าจ้าง บจม.ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ BTSC มาเดินรถ
โดยเปลี่ยนมาใช้รถไฟฟ้า EV CRRC จากประเทศจีนแทน เนื่องจากรถรุ่นใหม่ มีระดับพื้นรถต่ำเหมือนรถทั่วไป ทำให้สามารถกำหนดสถานีใหม่ใกล้ทางแยกและชุมชนได้มากขึ้นกว่าเดิม โดยไม่ต้องลงทุนก่อสร้างอะไรเพิ่มเติม
จะมีปัญหาเฉพาะสถานีเดิม ผู้โดยสารต้องเดินลงจากชานชาลาที่สูง ออกมานอกสถานี เพื่อขึ้นรถ สร้างความลำบากทั้งเรื่องแดดและฝน และสร้างความงุนงงกับสภาพที่เป็นอยู่
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า เมืองไทยนั้น มักจะมีอะไรที่แปลกต่างไปจากเมืองอื่น มากบ้าง น้อยบ้าง แล้วแต่กรณี
