นัยความเป็นคน | นิ้วกลม
มนุษย์ผู้ไม่เสียดายที่ได้เกิดมา
1
“มีคำแนะนำอย่างไรเพื่อใช้ชีวิตโดยไม่เสียดายที่ได้เกิดมาในครั้งนี้ครับ”
ผมเอ่ยถามครูบาอาจารย์ที่รักและนับถือทั้งสองท่าน คือพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล และอาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์
หลวงพี่ไพศาลตอบคำถามนี้ด้วยคำสอนของท่านพุทธทาสว่า “ใช้ชีวิตให้สงบเย็นและเป็นประโยชน์” และพยายามประคองตนให้อยู่บนหนทางนี้ โดยเสนอว่า สิ่งที่ช่วยให้ไม่ออกนอกเส้นทางไปสู่ความรุ่มร้อนและเห็นแก่ตัวก็คือการเจริญสติ ยิ่งทำได้บ่อยก็ยิ่งเห็นความก้าวหน้า นั่นคือจิตใจสงบลง โกรธยากขึ้น ไม่รุ่มร้อนใจ และหาความสุขได้จากความเรียบง่ายภายใน มิใช่สิ่งฟุ้งเฟ้อภายนอก
อาจารย์ประมวลเสริมว่า “สิ่งที่จะช่วยให้เกิดวิริยะ (ความหมั่นเพียรในการฝึกฝน) คือศรัทธา” เมื่อใดที่ปราศจากความลังเลคลางแคลงใจในธรรมะ เราก็จะตั้งอกตั้งใจบ่มเพาะจิตใจได้โดยไม่เบื่อไม่ท้อ
แล้วทำอย่างไรเราจึงไม่เบื่อ?
อาจารย์ประมวลตอบว่า “เมื่อเราเห็น ‘ความหมาย’ ในสิ่งที่กำลังทำ เราจะไม่เบื่อหน่ายเรื่องนั้น”
ในชีวิตย่อมมีสิ่งที่เราไม่ต้องการทำ ซ้ำซากจำเจ หรือไม่ถูกใจ แต่ถ้าเราตระหนักภายในใจว่า เรากำลังทำสิ่งนั้นเพื่อความหมายอะไรบางอย่าง เช่น การดูแลคนใกล้ตัวที่เจ็บป่วย การทำงานแล้วมีคนได้ประโยชน์ เราจะสามารถทำสิ่งนั้นได้ต่อเนื่องและมีพลัง เช่นกันกับการภาวนา เมื่อศรัทธาและเห็นความหมาย ก็สามารถฝึกฝนได้โดยไม่เบื่อ
พระอาจารย์เสริมว่า “เบื่อหรือไม่อยู่ที่วางใจอย่างไร มีท่าทีต่อสิ่งที่ทำอย่างไร” ทั้งในแง่งานและการปฏิบัติธรรม หากเราพบว่าสิ่งที่ทำนั้นเป็นประโยชน์ (สงบเย็น+เป็นประโยชน์) เราจะทำไปด้วยใจที่เบา ไม่มีความคิดความรู้สึกขุ่นข้อง เพราะไม่ได้คิดพร่ำบ่นโดยคิดถึงตัวเองเป็นใหญ่ แต่คิดถึงประโยชน์ที่จะเกิดกับตนและคนอื่น
“อีกอย่างที่สำคัญ อาตมาว่าเราต้องอยู่กับความเบื่อให้เป็น ยอมรับว่าความเบื่อก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต” ในความหมายว่าเราต้องไม่คาดหวังว่าชีวิตจะประเคนแต่ความสุขมาให้ แต่เราสามารถวางใจให้ถูกต้องและประกอบกิจที่อาจมีช่วงเบื่อหน่ายบ้างไปให้ได้ เมื่อวางใจเป็นใจก็เบา เหนื่อยกายแต่ไม่เหนื่อยใจ
2
“หากการฝึกใจเป็นเรื่องสำคัญ และเราก็ทราบดีว่าเวลาในชีวิตมีไม่มาก จำเป็นต้องเร่งเครื่องไหม เดี๋ยวจะบรรลุธรรมไม่ทัน” ผมแกล้งโยนคำถามสนุกๆ
อาจารย์ประมวลตอบด้วยอุปมา “ผมเปรียบชีวิตเหมือนเกมฟุตบอล ผมเล่นเกมนี้มาถึงครึ่งหลังและอาจเหลือเวลาไม่มาก ถึงตอนนี้ผมตั้งใจจะเล่นให้ดีที่สุด โดยไม่สนผลแพ้หรือชนะ เพราะมันเกิดจากปัจจัยอื่นอีกมาก แต่สายตาของผมจะพยายามไม่ละไปจากลูกฟุตบอล”
ราวกับอาจารย์สอนว่า ทำในส่วนของตนให้เต็มที่ ส่วนผลลัพธ์จะคืบหน้าเพียงใดเป็นเรื่องที่เราไม่อาจควบคุม เพราะชีวิตมีเหตุปัจจัยอีกมากมายที่ทำให้เราทำได้มากหรือน้อยต่างกัน
“แพ้หรือชนะไม่ใช่เรื่องสำคัญ ในเกมฟุตบอล บางทีผู้แพ้ได้รับเสียงปรบมือกึกก้อง เพราะเขาพยายามเต็มที่ แต่ที่แพ้เพราะเรื่องอื่น ยังขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยอีกมาก สภาพสนาม สภาพอากาศ กรรมการ ทีมคู่แข่ง”
ส่วนพระอาจารย์ตอบว่า “ยึดกุมเป้าหมายให้ชัดเจน ไม่ประมาท ใช้เวลาฝึกฝน แต่ไม่ตึงเกินไป ไม่หย่อนเกินไป ทำความเพียรแต่พอดี ทำเต็มที่แต่ไม่ยึดติดผลลัพธ์ (ทำเต็มที่แต่ไม่ซีเรียส)”
ดูเหมือนทั้งสองท่านจะพาไปสู่ข้อสรุปที่ว่า ใช้เวลาในทุกวันไปกับเรื่องสำคัญ (ฝึกใจ) โดยไม่ต้องกังวลว่าจะไปลงเอยที่ใด เพราะถ้าเคร่งเครียดเกินไปก็น่าจะผิดวิธี ซึ่งสิ่งที่ช่วยได้คือกัลยาณมิตรที่จะประคับประคองเราให้อยู่บนเส้นทาง
“ใฝ่ใจใฝ่ธรรม” และ “ใฝ่ทำ” คือคำแนะนำจากหลวงพี่ไพศาล เสริมด้วยคำสอนของหลวงพ่อคำเขียน คือให้ “ฉวยโอกาส” อยู่เสมอ เราไม่จำเป็นต้อง “เร่งเครื่อง” หรือเคร่งเครียดกับการภาวนา แต่ให้หมั่นฉวยโอกาสจากทุกเรื่องราวในชีวิต หากมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น พบเจอคนขัดใจ หรือเจอเหตุการณ์ย่ำแย่ ให้ “ฉวย” สิ่งเหล่านั้นมาเป็น “โอกาส” ในการเข้าถึงธรรม
เมื่อได้พบเจอเรื่องแย่ก็คิดเสียว่าเราได้เรียนรู้ธรรมะ ได้เรียนเรื่องโลกธรรม 8 แบบนี้เราก็จะได้ฝึกทุกวัน และทุกสิ่งที่เกิดขึ้นย่อมมีคุณค่าและความหมาย
3
ทั้งสองท่านพูดถึงเรื่องเดียวกันคือ เมื่อจิตใจถูกฝึกอย่างดี จะเกิด “ภูมิสภาวะภายใน” (คำอาจารย์ประมวล) ซึ่งต่อให้โลกภายนอกจะเหมือนเดิม แต่สภาวะจิตใจของเราไม่เดือดร้อนแบบเดิมแล้ว–นี่เอง ความก้าวหน้าทางธรรม
อาจารย์เปรียบเทียบตัวเองตอนไปเรียนที่อินเดียในวัยหนุ่มว่า เป็นช่วงเวลาที่ทรมานทางจิตใจกับหลายเรื่องที่ต้องเผชิญที่นั่น แต่เมื่อกลับไปอีกหนในวัยชรา กลับพบว่าอินเดียยังเหมือนเดิม แต่ใจไม่ทุกข์อีกแล้ว แถมยังรู้สึกได้สัมผัสถึงความหมายอันล้ำค่ามากมาย-เพราะใจเปลี่ยนไปแล้ว
“สมัยหนุ่มผมเหมือนเดินเข้าไปในตลาดเพื่อ ‘หาของ’ ที่เฉพาะเจาะจง ต้องเจอต้องเป็นของสิ่งนี้เท่านั้น แต่ในวันนี้ผมเดินเข้าไปในตลาดเพื่อ ‘ชมตลาด’ จึงเพลิดเพลินกับทุกสิ่งที่ตลาดนั้นเป็นและมีอยู่”
เมื่อสนทนากับทั้งสองท่านจบลง เหมือนผมได้คำตอบว่า เราจะใช้เวลาที่มีอยู่ไม่มากในชีวิตแสนสั้นนี้อย่างไร
ไม่ประมาท ฝึกฝนจิตใจอย่างตั้งใจแต่ไม่ซีเรียส ทำและวางผลลัพธ์ไว้ ฉวยเอาทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามาเป็นโอกาสในการฝึกใจ ไม่คาดหวังอะไรเฉพาะเจาะจง แต่ชมโลกและชีวิตตามที่มันเป็นและมอบให้เรา เพื่อค่อยๆ พัฒนาหัวใจให้สงบเย็น สุขจากเรื่องภายในมิใช่ภายนอก และเป็นประโยชน์แก่เพื่อนร่วมโลกและสรรพสัตว์เท่าที่ทำได้
แค่นี้ก็มีชีวิตที่มีคุณค่าและความหมายสมกับที่ได้เกิดมาแล้ว
กราบขอบพระคุณอาจารย์ที่รักทั้งสองท่าน
