ปรัชญา-คำ-นึง | พิพัฒน์ สุยะ
ตัวบทกับเจตนารมณ์
: ความยุ่งยากของการตีความกฎหมาย
พลันที่คำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ปฏิกิริยาของคอการเมืองหรือประชาชนคนทั่วไปที่ติดตามคดีนี้ มีบางส่วนไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินดังกล่าว และก็วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางในสื่อสังคมออนไลน์
แน่นอนว่าปรากฏการณ์ลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรกในสังคมไทย
เราเคยมีนายกรัฐมนตรีที่ต้องหลุดจากตำแหน่งนายกฯ ด้วยสาเหตุที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการเป็นพิธีกรทำอาหารในรายการโทรทัศน์นั้นมีฐานะเป็นลูกจ้าง จึงขัดกับกฎหมายที่กำหนดไว้
หรือแม้กระทั่งคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้เศรษฐา ทวีสิน พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เนื่องจากขาดคุณสมบัติ ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
นอกจากนี้ ยังมีกรณียุบพรรคการเมือง ตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิตของนักการเมืองหลายคน
ปฏิกิริยาของคนที่ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยกรณีเหล่านี้แทบไม่ต่างกัน คือผู้คนแสดงความไม่เห็นด้วยกันไปต่างๆ นานา เป็นข้อถกเถียงลุกลามไปทุกวงการ ไม่ว่าจะเป็นแวดวงนิติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องโดยตรงแล้ว ก็ยังมีนักวิชาการสาขาต่างๆ ร่วมโต้แย้งต่างมุมมองกันไป
ตลอดจนประชาชนคนหาเช้ากินค่ำล้วนจับกลุ่มพูดคุย ถกเถียง จนถึงขั้นด่าทอ ก็คงเป็นภาพที่คุ้นชินกันไปแล้ว
ในบทความนี้ผู้เขียนไม่ได้ต้องการที่จะร่วมถกเถียงในข้อกฎหมายอย่างแน่นอน เพราะในเชิงเทคนิคทางนิติศาสตร์ย่อมเป็นหน้าที่ของนักกฎหมายอยู่แล้ว
แต่สิ่งที่ผู้เขียนสนใจก็คือ สิ่งที่เรามักจะเอ่ยขึ้นมาเสมอเมื่อมีความขัดแย้งกันทางกฎหมายเกิดขึ้น สิ่งนั่นก็คือการตีความนั่นเอง
ซึ่งเราจะได้ยินกันบ่อยครั้งเสียเหลือเกินว่าเราจะตีความตามตัวอักษรอย่างเดียวไม่ได้ เราต้องดูตามเจตนารมณ์ของกฎหมายด้วย
ปัญหาก็คือ แล้วเราจะบอกได้อย่างไรว่าเจตนารมณ์ของกฎหมายคืออะไร ถ้าเราไม่ดูจากตัวอักษรที่กำหนดไว้ แต่ลำพังตัวอักษรก็มิอาจคลุมความตั้งใจทั้งในขอบเขตและรายระเอียดของสิ่งที่ต้องการไว้ได้ทั้งหมด
ปัญหานี้ดูเหมือนจะเริ่มวนซ้ำไปซ้ำมาและน่าจะตอบไม่ได้ง่ายๆ ว่าการตีความจะพิจารณาจากอะไรกันแน่
อันที่จริงปัญหานี้อยู่คู่กับมนุษย์มาตลอดตั้งแต่มนุษย์เริ่มสื่อสารเป็นเลยด้วยซ้ำ
ในปัจจุบันนี้หากเราเอ่ยถึงการตีความเมื่อไหร่ คำอีกคำหนึ่งที่จะได้ยินตามมาอยู่บ่อยครั้งก็คือ เฮอร์เมนูติกส์ (Hermeneutics)
ซึ่งคำว่า เฮอร์เมนูติกส์ นั้นมีรากศัพท์มาจากภาษากรีกที่มีความหมายสำคัญๆ ก็คือ การแปล หรือการตีความ
บางคนจึงเรียกเฮอร์เมนูติกส์ว่าเป็น “ศาสตร์แห่งการตีความ”
บางคนก็เห็นว่าเป็น “ศิลปะแห่งความเข้าใจ”
ก็น่าสนใจทั้งคู่ สถานะของเฮอร์เมนูติกส์จึงอาจเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ในการตีความหรือทำความเข้าใจนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม เฮอร์เมนูติกส์นั้นยังสามารถเข้าใจได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น ทฤษฎีการตีความ หลักการตีความ วิธีวิทยาของการตีความ
ตลอดจนความเข้าใจเฮอร์เมนูติกส์ในทางปรัชญานั้นก็มีลักษณะที่แตกต่างกันออกไปตามความคิดพื้นฐานของนักปรัชญาคนนั้นๆ
แต่ในที่นี้เราจะพิจารณาเฉพาะเฮอร์เมนูติกส์แบบเดิมที่เป็นหลักการตีความทั่วไปก็น่าจะเป็นพื้นฐานที่เพียงพอสำหรับการทำความเข้าใจปัญหาของการตีความ
ในสมัยก่อนสิ่งสำคัญที่มักจะได้รับการตีความอยู่เสมอก็มีอยู่สามอย่างหลักๆ คือ คัมภีร์ไบเบิล กฎหมาย และวรรณกรรม
สำหรับคัมภีร์ไบเบิลหรือแม้แต่คัมภีร์ศาสนาอื่นๆ เราค่อนข้างจะคุ้นเคยกับการตีความหลักธรรมหรือข้อกำหนดของแต่ละศาสนากันอยู่แล้ว แม้ว่าคัมภีร์เหล่านั้นจะบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรก็จริง แต่เราก็มิอาจเข้าใจตรงกันไปเสียทั้งหมด ด้วยอาจจะเป็นเพราะระยะเวลาอันยาวนานย่อมมีผลต่อโลกทัศน์และชีวทัศน์ของผู้คนแต่ละยุคสมัย
สำหรับวรรณกรรม ก็ยิ่งเห็นชัดมากยิ่งขึ้น เราไม่ต้องย้อนกลับไปไกลอะไรมากนัก เพราะทุกวันนี้เราซื้อหนังสือทั่วไปมาสักเล่ม เมื่อเราอ่านและทำความเข้าใจก็ต้องผ่านกระบวนการตีความของตัวเราอยู่ตลอดเวลา
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องสั้น นวนิยาย บทกวี หรือจะขยายรวมไปถึงงานศิลปะประเภทต่างๆ ก็ยังได้
อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่เราอาจจะมีภาพไม่ค่อยชัดเจนนักเวลาบอกว่า เราจะต้องตีความให้ถูกต้อง เที่ยงตรง เพราะการตีความประเภทนี้จะมีผลกระทบกับชีวิตคนอื่น
นั่นก็คือ กฎหมายนั่นเอง
แต่ในเมื่อกฎหมายก็ระบุไว้ชัดเจนอยู่แล้วว่าอะไรทำได้ อะไรทำแล้วผิดกฎหมาย เหตุใดเราจะต้องตีความกฎหมายอีกเล่า
อธิบายได้ดังนี้ กฎหมายก็ไม่ต่างจากสองอย่างที่กล่าวมาข้างต้น นั่นคือ เมื่อมีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งก็คือตัวบท แต่เหตุที่ต้องบันทึกตัวบทเช่นนั้นก็ย่อมมีที่มาที่ไป จุดประสงค์ของกฎหมายหรือข้อห้ามต่างๆ ซึ่งเรามักจะเรียกกันว่าเจตนารมณ์นั่นเอง
ถ้าเป็นศาสนาก็อาจจะเป็นพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้าหรือศาสดาในการกำหนดหลักธรรมหรือข้อห้ามข้อนั้น ถ้าเป็นวรรณกรรมหรืองานศิลปะก็อาจจะเป็นเจตนาของผู้เขียนหรือศิลปินว่าจะต้องการสื่อถึงอะไร
ฉะนั้น เมื่อเกิดข้อถกเถียงที่เกี่ยวข้องกับคำตัดสินทางกฎหมายที่ผสมโรงกับความขัดแย้งทางการเมืองก็ยิ่งซับซ้อนมากขึ้น และคำกล่าวอ้างที่เรามักจะได้ยินเสมอเมื่อมีคนพยายามจะตั้งคำถามกับผลการพิจารณาคดีใดๆ ก็ตาม ก็คือ การตีความกฎหมายนั้นมีสองแบบ
คือ แบบแรกตีความตามตัวบทหรือตัวอักษร
ส่วนแบบที่สองตีความตามเจตนารมณ์
คำตัดสินคดีความต่างๆ จะต้องเคร่งครัดกับตัวบทและยึดถือเจตนารมณ์เป็นที่ตั้ง จึงอาจมีคนทั้งพอใจและไม่พอใจในคำตัดสินย่อมเป็นเรื่องปกติ
แต่ปัญหาก็อยู่ตรงนี้นี่เอง เพราะไฉนใครเลยจะรู้ว่าพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้าคืออะไร เป้าหมายของศิลปินอยู่ที่ใดและแน่นอนว่าเจตนารมณ์ที่แท้จริงของผู้เขียนกฎหมายเป็นเช่นไร
หลักการของการตีความตัวบทโดยทั่วไปก็จะเป็นหลักการสืบค้นเหมือนกับการค้นหาสิ่งอื่นทั่วไป นั่นก็คือคำถามว่า ใคร อะไร เมื่อไหร่ ที่ไหน ทำไม และอย่างไร หรือที่เรารู้จักกันดีว่าเป็นวิธีการคิดวิเคราะห์แบบ 5W1H นั่นเอง
ยกตัวอย่าง คำถามว่าใครนั้น อาจจะเป็นการพิจารณาว่าใครเป็นผู้เขียน หรือตัวบทนี้เขียนขึ้นมาเพื่อใคร ต่อมาคำถามว่าอะไร ก็อาจจะพิจารณาตัวบทนี้มันเรื่องอะไร เนื้อหาว่าด้วยอะไร ถัดไปเป็นการเขียนขึ้นมาที่ไหน (บริบทและสภาวะแวดล้อม) ถัดมาก็จะเป็นตัวบทนี้ถูกเขียนขึ้นมาทำไมหรือมีจุดประสงค์อะไร สุดท้ายตัวบทนี้เขียนขึ้นมาอย่างไร มีที่มาที่ไปอย่างไรถึงจำต้องมีตัวบทนี้เกิดขึ้นมา
แต่หลายคนคงพอจะทราบดีว่า อะไรก็ตามที่ตกมาถึงสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเมืองไทยด้วยแล้วละก็ รับรองว่าจะเป็นเรื่องพิสดารพันลึกพันลือกันทีเดียว ประเทศไทยไม่แพ้ชาติใดในโลกอย่างแน่นอน
เพราะไม่ว่าจะเป็นความรู้ความเข้าใจ โนวฮาวต่างๆ ทฤษฎีและแนวคิดอันหลากหลายล้วนใช้ไม่เป็นผลกับสังคมไทย
แม้กระทั่งกฎทางฟิสิกส์ก็ยังต้องเปลี่ยนตามสังคมไทย ดูได้จากกรณีคดีดังที่มีคนขับรถชนตำรวจแล้วเราสามารถคำนวณความเร็วของรถเป็นเท่าไรก็ได้ตามใจ ทั้งที่กรณีนี้เป็นเรื่องของข้อเท็จจริงโดยแท้
แน่นอนว่า หากกล่าวเฉพาะเรื่องกฎหมายก็ยิ่งหนักข้อเข้าไปอีกในสังคมไทย สำนวนที่คนไทยรู้จักกันดี ที่ว่า “กินขี้หมาดีกว่าค้าความ”
หรือบางคนอาจจะพูดเลยเถิดไปกว่านั้นว่า “ค้าขี้ดีกว่าค้าความ”
ต่างก็สะท้อนถึงทัศนะของคนไทยที่มีต่อกฎหมายหรือการมีคดีฟ้องร้องขึ้นโรงขึ้นศาลนั้นเป็นเรื่องเสียเวลา เสียทรัพย์สินโดยเปล่าประโยชน์ หากเราไม่ได้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่
กฎหมายสำหรับคนไทยจึงเป็นเรื่องของคนที่มีอำนาจวาสนาเท่านั้น
อำนาจวาสนาในที่นี้กินความตั้งแต่ยศถาบรรดาศักดิ์ (อำนาจทางการ) เงินตราบารมี (อำนาจทางเศรษฐกิจ)
เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะความไม่แน่นอนของกฎหมาย อันเนื่องมาจากกฎหมายสามารถพลิกแพลงออกได้หลายทางนั่นเอง
หากเราต้องการจะเล่นงานฝ่ายตรงข้าม เราก็จะอ้างตัวบทอย่างเคร่งครัดไม่มีลดหย่อนแต่อย่างใด
แต่ทว่าเราต้องการช่วยเหลือพรรคพวกเราเอง ก็มักจะอ้างว่าถึงแม้กฎหมายระบุไว้ชัดเจน แต่เจตนารมณ์ของกฎหมายมิได้เป็นเช่นนั้น เข้าทำนอง “เวลาจะเล่นก็อ้างตัวบท เวลาจะช่วยก็อ้างเจตนารมณ์”
และในทางกลับกัน หมายความว่า ถ้าต้องการเล่นงานก็อาจจะอ้างเจตนารมณ์ก็ได้เช่นกัน
ส่วนจะต้องการช่วยเหลือก็อ้างตัวบทก็ได้เช่นเดียวกันอีก
คำตัดสินหรือคำวินิจฉัยข้อกฎหมายจึงขึ้นอยู่กับความคิด ความเห็น ความเชื่อ ตลอดจนอคติของผู้ตีความกฎหมายล้วนๆ เลยก็ว่าได้
นี่ยังมิพักต้องพูดถึงคำวินิจฉัยที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้ ล้วนประกอบด้วยคำที่เป็นนามธรรมหรือขอบเขตความหมายไม่แน่ชัด อย่างเช่น ผิดจริยธรรมร้ายแรง ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ความดี ความถูกต้อง ฯลฯ
เมื่อความคลุมเครือเหล่านี้รวมกับการตีความที่ไม่มีหลักเกณฑ์ตายตัวก็ยิ่งยากที่จะทำให้ประชาชนคนส่วนใหญ่วางใจในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้
