หลังเลนส์ในดงลึก | ปริญญากร วรวรรณ
“ภาพจำ” หนึ่งที่คล้ายจะฝังแน่นอยู่ในใจผมเสมอ อีกทั้งเป็นภาพชัดเจนราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน เป็นบทเรียนอันทำให้ผมมั่นใจในสิ่งที่เชื่อมากยิ่งขึ้น
ตีสี่วันนั้น หลังลุกขึ้นจากที่นอน เปลี่ยนเสื้อผ้าผมเดินมานั่งบนบันไดบ้านพักในสถานีวิจัยสัตว์ป่า แม้จะผ่านพ้นช่วงเวลาปีใหม่มาร่วมสองเดือนแล้วแต่สภาพอากาศยังคงเย็นอุณหภูมิลดต่ำเหลือราวๆ 10 องศาเซลเซียส
คืนที่ผ่านมา ผมแทบไม่หลับ สาเหตุเพราะเจ็บแผล ผลจากเมื่อวานบ่าย เสือโคร่งตัวหนึ่งกระโจนเข้าหา แก้มด้านขวาต้องเย็บหลายเข็ม แขนทั้งสองข้างมีแผลหลายรอย
ว่าตามจริง อาการทางกายนั่นไม่ได้หนักหนานักหรอก แต่ความรู้สึกผิดในใจคล้ายจะใหญ่หลวง
ในความรู้สึกผิด ผมรู้สึกนับถือ และยอมรับบทเรียนที่เสือสอนไว้มากยิ่งขึ้น
การกระโจนเข้าหา ลงเขี้ยว ไม่ใช่การเอาจริงหรอก เสือต้องการเพียงแค่สั่งสอน และให้เคารพถึงกฎเรื่องการรักษาระยะห่าง
ด้วยใบหน้าที่มีผ้าพันแผลครึ่งหน้า แขนมีบาดแผล ผมเดินฝ่าความสลัวและหนาวยะเยือก ไปที่โรงครัวด้านล่าง ที่อยู่ห่างจากบ้านพักสัก 800 เมตร โรงครัวตะคุ่มๆ อยู่ในความมืดมีแสงไฟวับแวมจากกองไฟที่อยู่บนลานดินข้างๆ ครัว คนหลายคนบ้างนั่งบ้างยืนข้างกองไฟ
พวกเขากำลังเตรียมตัวเพื่อออกไปดูกับดัก งานของพวกเขาคือ ศึกษาวิถีชีวิตของเสือโคร่ง เมื่อติดตั้งกับดัก จะใช้คำว่า เปิดกรง คราวนี้พวกเขาเปิดกรงมาร่วมหนึ่งเดือนแล้ว เป้าหมายคือ เสือโคร่งตัวเมีย ซึ่งมีลูกอายุราวๆ 9 เดือน
เสือตัวนี้เคยถูกจับสวมปลอกคอเมื่อ 4 เดือนก่อนแต่ดูเหมือนว่าแบตเตอรี่เครื่องส่งจะหมดก่อนกำหนด เครื่องส่งไม่แสดงตำแหน่งการเคลื่อนที่ของเสือ แม้ทีมติดตามจะเดินขึ้นสันเขาสูงเพื่อตรวจสอบแต่พบว่าสัญญาณอ่อนมาก อีกทั้งจังหวะการดังของเครื่องรับก็ทำให้รู้ว่า พลังงานหมดแล้ว
การจะจับเสือตัวนี้อีกครั้งย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายดาย เสือเคยพลาดมาแล้วครั้งหนึ่ง มันมีบทเรียนอันทำให้จะไม่พลาดอีก
กองไฟบรรเทาความเย็นได้บ้าง ผมกระชับเสื้อกันหนาว รูดซิปปิดถึงคอ
“เป็นยังไงครับพี่” เสียงผู้ชายคนหนึ่งที่ยืนข้างกองไฟทักทาย
“นอนไม่หลับเลยครับ” ผมตอบ
“ปวดแผล หรือคิดถึงเหตุการณ์เมื่อวานครับ”
“ทั้งสองอย่างแหละ” ความระบมจากแผลนั่นคือหนึ่งอย่าง เมื่อนึกถึงช่วงที่เสือคร่อมบนตัว โดยปกติเมื่อเสือโจมตี มันจะไม่หยุด จนกว่าเหยื่อจะหมดลมหายใจ ดังนั้น การที่ผมหลุดพ้นมาได้ คงไม่ใช่เพียงแค่โชคดี
สาเหตุเพราะ อยากได้รูปดีๆ ไม่รักษากฎ จึงต้องจ่ายค่าบทเรียนในราคาค่อนข้างแพง
ไม่มีสัตว์ป่า “ไม่ป่วย” ตัวใดอยากเข้าโจมตีคน แต่เป็นเรื่องปกติที่สัตว์ป่าจะหันกลับมาสู้เมื่อมันรู้สึกถึงการถูกต้อนกระทั่งจนมุม
อีกนั่นแหละ บาดแผลหรือความเจ็บปวดที่ผมได้รับ ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะสัตว์ร้ายแต่อย่างใด
มันเกิดขึ้นเพราะ ความอ่อนด้อยของผม และสัตว์ที่ตื่นตระหนกตัวหนึ่งเท่านั้น

ทีมจะออกไปตรวจสอบกรง ช่วงเช้ามืด และตอนสองทุ่ม
เช้านี้ บริเวณที่ไปตรวจไม่ว่างเปล่า มีเสือโคร่งตัวหนึ่งหมอบนิ่ง หันหน้ามาทางเรา ผมหยุดรถ และถอยห่างออกมาราว 100 เมตร เสือหมอบนิ่ง ไม่ดิ้นรน เสือทุกตัวเป็นเช่นนี้ เมื่อติดกับดักมันจะนิ่ง เตรียมพร้อม
ทีมเตรียมอุปกรณ์ยิงยาสลบ แผนคือจะเอารถเข้าไป คนยิงอยู่บนกระบะ
อุปกรณ์พร้อม ทุกคนขึ้นรถ ผมค่อยๆ เคลื่อนรถมาข้างหน้า สปอตไลต์ส่องไปที่ตัวเสือ
คราวนี้เสือลุกขึ้นยืน ส่งเสียงคำราม แยกเขี้ยว รถเคลื่อนเข้าหามันช้าๆ เสือกระโจนเต็มแรงไปทางด้านซ้ายมือ มันหลุดจากกับดัก วิ่งไปตามด่านเล็กๆ หายไปในความสลัว
ผมดับเครื่องรถปิดไฟหน้า นั่งอยู่ในความเงียบ งานที่เฝ้ารอมาแรมเดือน ต้องเริ่มต้นใหม่
ไม่มีใครพูดจา เสียงคำรามของเสือคล้ายจะดังก้องอยู่ทั่วบริเวณ
ช่วงบ่าย ผมร่วมกับทีมไปเก็บกับดัก
ผมเดินตามทีมไปตามด่านที่เสือใช้ในตอนเช้ามืด ด่านพาไปถึงแอ่งน้ำซับเล็กๆ จากโป่งน้ำซับด่านจะไปถึงไหน ผมไม่รู้หรอก
ด่านของเสือ คล้ายจะไม่แตกต่างจากด่านของคน เมื่อเผชิญกับเหตุการณ์วิกฤต และผ่านพ้นมาได้ จะเรียกมันว่าอะไรก็ช่างเถอะ โชคชะตา ชะตากรรม หรือบทเรียน
เสือที่เคยติดกับดัก และผมคิดว่ามันจะไม่พลาดอีก ยังพลาดพลั้ง
แม้จะยอมรับถึงบทเรียนของการรักษาระยะห่าง แต่ผมก็ยังพลาด
ความพลั้งพลาดดูเหมือนจะเป็นส่วนหนึ่งที่อยู่ในวิถีชีวิต
หลุดพ้นมาได้ ชีวิตต้องดำเนินต่อไป บทเรียนที่ได้รับ คล้ายจะไม่ใช่หลักประกันว่า จะไม่พลาดอีก
บนด่าน หรือหนทางที่เดินไป จะสิ้นสุดที่ใด เรายังไม่เคยรู้
ถึงตอนนั้นก็ดูเหมือนว่า เราจะ “หลุดพ้น” ไปจากทุกสิ่งแล้ว
