เมษา พฤษภา 2553 กำลังลึกลับถล่ม พล.ร.2 รอ. แผนเด็ดชีพ ร่มเกล้า ธุวธรรม
ยุทธการแดงเดือด
เมษา พฤษภา 2553
กำลังลึกลับถล่ม พล.ร.2 รอ.
แผนเด็ดชีพ ร่มเกล้า ธุวธรรม
เหตุการณ์ที่บริเวณหน้าโรงเรียนสตรีวิทยาเมื่อคืนวันที่ 10 เมษายน 2553 จากที่ วาสนา นาน่วม นำเสนอผ่านหนังสือ “ลับ ลวง เลือด” อันถือว่าเป็นประวัติศาสตร์สีเลือดระบุถึงการปรากฏของเอ็ม 67 และเอ็ม 79
หยอดใส่วงประชุมจัดกำลังของ พล.ต.วลิต โรจนภักดี ผบ.พล.ร.2 รอ. ที่กำลังถกกับผู้บังคับการกรม ผู้บังคับกองพัน
ทั้งเหล่าบูรพาพยัคฆ์ ทหารม้า และทหารรบพิเศษ 2 ลูกติดกัน
จนทัพระส่ำระสาย เอารถสายพานลำเลียงหุ้มเกราะหนีได้แค่ 3 คัน ที่เหลือถูกยึด รวมทั้งทหารประจำรถและอาวุธต่างๆ เมื่อถอยร่นกันอุตลุด หิ้วลากร่างทหารทั้งที่ไร้วิญญาณและบ้างโชกเลือดไม่ต่างจากคนเสื้อแดง
ในความเห็นของ วาสนา นาน่วม การสูญเสียของทั้งสองฝ่ายยิ่งสำหรับทหารแล้วถือว่าที่เสียชีวิต 6 คน บาดเจ็บอีก 230 คน สาหัส 90 คนนั้น
มากกว่าสงครามครั้งใดเลยด้วยซ้ำ
แถมนายทหารสัญญาบัตรสายเลือดเตรียมทหาร จปร.ทั้งตายและบาดเจ็บที่สำคัญล้วนเป็น “ทหารเสือราชินี” ทั้งสิ้น
โดยเฉพาะ พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม เสธ.พล.ร. 2 รอ.เป็นศพแรก
ส่วน พล.ต.วลิต โจนภักดี ขาซ้ายแตกหัก 3 ท่อน ต้องดามเหล็ก ไม่นับแผลตามร่าง
พ.ท.เกรียงศักดิ์ นันทโพธิ์เดช ผบ.ร.12 พัน 2 รอ. ที่สะเก็ดเอ็ม 79 งัดกะโหลกเปิด ที่แม้จะพ้นขีดอันตราย แต่ไม่อาจกลับมาเป็น “ผู้พันไก่” คนเดิม
พ.อ.สันติพงศ์ ธรรมปิยะ ผบ.ร.21 รอ. หน่วย “ทหารเสือราชินี” ก็ถูกสะเก็ดฝังที่ต้นขา
พ.ท.นพสิทธิ์ สิทธิพงษ์โสภณ ผบ.ม.พัน 3 รอ. ที่จู่ๆ ต้องมีสะเก็ดเอ็ม 79 ฝังอยู่ในขาทั้งสองข้างโดยหมอไม่ผ่าออกเพราะเกรงกระทบเส้นประสาทกล้ามเนื้อ
ไม่นับรวมระดับรองผู้การกรม ผู้พัน และรองผู้พัน ที่ล้วนเป็น จปร.อีกหลายคน
รวมทั้ง พ.ท.อินทนนท์ รัตนกาฬ ผบ.กองพันปฏิบัติการพิเศษ (ปพ.) หรือหน่วยล่าสังหาร ฉก.90 จากรบพิเศษ
นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จฯ เป็นการส่วนพระองค์ถึงที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เพื่อเยี่ยมบรรดา “ทหารเสือราชินี” ที่ล้วนเคยถวายงาน
รวมทั้งเสด็จฯ ไปพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม ด้วยพระองค์เอง
ในความเห็นของ วาสนา นาน่วม การศึกนี้นอกจากแพ้พ่ายแล้ว ยังเสียขุนพลและเสียทหารไป 1 กองพล
คือ พล.ร.2 รอ.
ที่ต้องเรียกว่า “ละลาย” ไปเลย เพราะในจำนวนทหารที่บาดเจ็บกว่า 200 คนนั้น ส่วนใหญ่ล้วนเป็น “บูรพาพยัคฆ์”
จึงไม่แปลกที่ พล.ต.วลิต โรจนภักดี จะรู้ตัวว่าถูกหมายหัว เพราะมีการชี้เป้าก่อนที่กองกำลัง “ไม่ทราบฝ่าย” จะหยอดเอ็ม 79 ลงตรงจุดพอดี แถมทั้งบรรดานายทหารที่แต่งกายต่างจากกำลังพล
เพราะสวมหมวก “เบเร่ต์ดำ” ไปยืนรวมเป็นจุดใหญ่ ทั้งๆ ที่มีรถสายพานเป็นเกราะอยู่
จึงเป็นเสมือนการล้างแค้นที่ พล.ร.2 รอ.เคยปราบปรามเสื้อแดงที่สามเหลี่ยมดินแดงเมื่อสงกรานต์ปี 2552 จนได้รับยกย่องจากกองทัพบก ไม่นับรวมความโดดเด่นของหน่วยที่ใน “ยุค 3 ป.” ถือเป็นยุคทองที่ทหารหน้าไหนก็พากันหมั่นไส้ จึงอาจเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยัง “บูรพาพยัคฆ์” พร้อมกันนั้นก็เป็นบทเรียนของสิงห์ตะวันออกน้อยใหญ่
รวมทั้ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
เรื่องนี้แม้แต่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ก็ยังยอมรับเลยว่ามีการ “ชี้เป้า” เพื่อให้ยิงถล่มได้ตรงจุด เพราะมีการใช้แสงเลเซอร์เล็งมาก่อนที่เอ็ม 79 จะกระหน่ำตาม
มีรายงานว่า ในเวลาที่เอ็ม 79 ลงกระหน่ำใส่ฝูงนายทหาร จปร.ที่เป็น ผบ.หน่วยนั้น เป็นห้วงเวลาที่ พล.ต.วลิต โรจนภักดี กำลังหารือเรื่องแผนการถอนกำลัง
เนื่องจากเห็นว่าเสียเปรียบและเป็นเวลาค่ำมืดแล้ว
ดังนั้น ต้องยอมรับว่ายุทธการยึดผ่านฟ้าลีลาศผิดพลาดเพราะคาดไม่ถึงว่าจะเจอ “ลูกยาว” จะมีการยิงเอ็ม 79 ใส่ ทั้งๆ ที่มีการข่าวและสิ่งบอกเหตุมาตลอดอยู่แล้วจากเหตุยิงระเบิดรายวันที่เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนการชุมนุมของคนเสื้อแดง
เมื่อถูกยิงทั้งเอ็ม 79 และเอ็ม 67 ทหารบาดเจ็บ เสียชีวิต กองทัพก็ระส่ำ
แถมทั้งยุทธภูมิที่สี่แยกคอกวัวและหน้าโรงเรียนสตรีวิทยาเป็นถนนเส้นเล็กๆ ที่มิอาจหนีไปได้
กลายเป็น “คิลลิ่งโซน”
ในเวลานั้นกำลังทหารพยายามที่จะถอยออกแต่ก็ถูกยิงระเบิดใส่ซ้ำเข้ามาอีก แม้ว่าจะถอยมาถึงแยกสิบสามห้าง บางลำพู กองกำลังไม่ทราบฝ่ายก็ยังอุตส่าห์เอาเอ็ม 67 มาหยอดใส่รถที่ทำให้สูญเสียหนัก
จนที่สุดต้องถอยมาตั้งหลักที่สโมสรทหารบก เทเวศร์ ข้างบ้าน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
ทำให้วันที่ 10 เมษายน เป็นวันที่ “บูรพาพยัคฆ์” ต้องจดจำไปชั่วชีวิต
วันนั้นทหารทั้งสูญเสียและเสียขวัญ แต่ที่แน่ๆ ทำให้ความรู้สึกของทหารจากที่เคยทำใจเป็นกลางมองว่าคนเสื้อแดงเป็นคนไทยด้วยกันแปรเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ
เพราะทหารถูกทำร้ายหนัก บางคนบาดเจ็บแต่ก็ถูกม็อบบางส่วนทำร้ายซ้ำและขวางไม่ให้รถไปส่งโรงพยาบาล
เวลาเดียวกัน ม็อบแดงที่ดีก็เข้ามาห้ามปรามไม่ให้ทำร้าย เปิดทางให้ไป
มองจากมุมของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เหตุการณ์ที่สี่แยกคอกวัวในคืนวันที่ 10 เมษายน 2553 กองกำลังติดอาวุธเปิดฉากโจมตีทหารด้วยระเบิดและอาวุธสงคราม เป็นเหตุการณ์ที่มีภาพถ่าย วิดีโอคลิป ประจักษ์พยาน
และคนไทยทั่วไปก็คงได้เห็นภาพข่าวกันอย่างแพร่หลาย
เวลานั้นผมติดตามสถานการณ์อยู่ที่ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ในราบ 11
อยู่กับผู้บัญชาการระดับสูงของทหาร
รัฐมนตรีกลาโหม ท่านรองนายกฯ สุเทพ เทือกสุบรรณ คุณกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ และอีกหลายท่านที่ทำหน้าที่ติดตามสถานการณ์อยู่ในวันนั้น
เมื่อเกิดเหตุยิงเอ็ม 79 เข้าใส่ทหาร
ตอนนั้นก็มีรายงานเข้ามาได้ยินเสียงว่า “เฮ้ย! มันยิงอย่างนี้เลย”
ขณะนั้นรู้แน่ว่ามีบาดเจ็บ แต่ก็ยังไม่รู้ว่าร้ายแรงขนาดไหน ยังไม่แน่ใจว่ามีการเสียชีวิตหรือไม่
ความรู้สึกตอนนั้นคือ ในใจวาบชา หนักอึ้ง
แม้ก่อนหน้าจะเคยมีการก่อเหตุยิงระเบิดตามสถานที่ต่างๆ แต่ครั้งนี้มันเป็นการยิงถล่มใส่เจ้าหน้าที่โดยตรง
เป็นสงครามกองโจรเต็มรูปแบบ!
นาทีนั้นคิดอย่างเดียวว่าจะทำอย่างไรให้เหตุการณ์คลี่คลายเอาคนเจ็บออกมาให้ได้ ผู้บังคับบัญชาทหารแต่ละท่านก็ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด ปรึกษาหารือกันอย่างเคร่งเครียด
วันนั้นผมเห็นผู้บังคับบัญชาหลายคนน้ำตาซึมเมื่อทราบว่าผู้ใต้บังคับบัญชาที่เป็นนายทหารที่มีคุณภาพต้องมาสูญเสียในเหตุการณ์
คืนวันที่ 10 เมษายนเป็นคืนที่ยาวนานที่สุด
ผมทุกข์ใจที่สุด ตลอดช่วงเวลาที่เป็นนายกรัฐมนตรี คืนนั้นเป็นคืนที่ผมร้องไห้อยู่นานมาก
