พินิจนัย 2 ท่าที ปมน้ำปนเปื้อนสารโลหะหนักข้ามแดน ผ่านถ้อยแถลง ของ ‘จีน’ และ ‘ประชาสังคมไทย’
บทความพิเศษ | พาราตีรีตีส
พินิจนัย 2 ท่าที
ปมน้ำปนเปื้อนสารโลหะหนักข้ามแดน
ผ่านถ้อยแถลง
ของ ‘จีน’ และ ‘ประชาสังคมไทย’
สถานการณ์แม่น้ำปนเปื้อนสารโลหะหนักจากการทำเหมืองแร่หายากในเมียนมาข้ามพรมแดนมาไทยผ่านสายน้ำทั้งแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขงที่หล่อเลี้ยงชีวิตประชาชน ถือเป็นภัยพิบัติทางสิ่งแวดล้อมและความมั่นคงของมนุษย์ในพื้นที่ลุ่มน้ำทางเหนือและอนุภูมิภาคแม่น้ำโขง ยังคงยืดเยื้อไม่มีความคืบหน้าในทางปฏิบัติ ปล่อยให้ประชาชนต้องทนอยู่อย่างทุกข์ทรมาน
ปมนี้ยกระดับไปสู่การเผชิญหน้าระหว่างกลุ่มประชาชนที่ต้องการสายน้ำสะอาดกลับคืนมากับมหาอำนาจที่ติดพันในสงครามเทคโนโลยี (Tech War) เร่งสะสมแร่หายากด้วยทุกวิธีการที่หาได้
จากการปะทะกับตำรวจหน้าสถานกงสุลจีนในเชียงใหม่ สู่การยกระดับหน้าสถานทูตย่านห้วยขวาง และสถานกงสุลในขอนแก่น
นี่คือการต่อสู้เพื่อแสดงให้เห็นว่ามีคนรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้น
ขณะเดียวกัน อีกการต่อสู้กำลังดำเนินไปขนานกันนั้นคือ “เรื่องเล่า” ผ่านถ้อยแถลงที่ถูกเผยแพร่ของทั้ง 2 ฝ่าย ระหว่างฝ่ายสถานทูตในนามรัฐบาลจีน กับฝ่ายไทยที่มีภาคประชาสังคมและพรรคการเมืองที่ติดตามปัญหานี้
ถ้อยแถลงที่ 2 ฝ่ายเผยแพร่ ทำให้เราเห็นอะไร?
ประเด็นแม่น้ำปนเปื้อนสารโลหะหนักข้ามพรมแดนมายังไทย ถูกนำเสนอข่าวอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นย้ำตรงที่ “เหมืองแร่ที่ลงทุนโดยทุนจีน” ให้สำรวจและขุดเหมืองทางภาคเหนือของเมียนมา ทั้งในรัฐกะฉิ่นและรัฐฉาน ตามข้อมูลของศูนย์สติมสันที่เผยแพร่เมื่อพฤศจิกายนปีที่แล้ว นับตั้งแต่ปี 2022 เป็นต้นมา มีเหมืองแร่หายากเกิดขึ้นแล้วกว่า 2,670 แห่ง และเหมืองเหล่านี้สกัดแร่ด้วยวิธีฉีดสารเคมีละลายแร่ธาตุในดินเพื่อให้ได้แร่หายาก
และผลที่ได้คือเกิดสารโลหะหนักอันตรายทั้งสารหนูและแคดเมียม ได้ไหลลงสู่แหล่งน้ำ ซึ่งจะกระทบต่อสุขภาพและวิถีชีวิตประชาชน 70 ล้านชีวิตตามอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและแม่น้ำสาขา
ทั้งภาคประชาชน นักวิชาการและหน่วยงานท้องถิ่นของไทย นำหลักฐานจากการตรวจสอบตัวอย่างน้ำจนชี้ได้ว่า น้ำเหล่านี้ปนเปื้อนจากเหมืองแร่ และเหมืองแร่เหล่านี้ดำเนินการผ่านบริษัทนายทุนจีนที่ขุดเหมืองโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
มุมมองดังกล่าวทำให้กระแสการรับรู้เรื่องเล่าในสังคมไทย ชี้ไปทางที่ว่า จีนได้ประโยชน์จากสินแร่หายากที่นายทุนเถื่อนสัญชาติตัวเองไปลงทุนในเมียนมาและเมินเฉยต่อมลพิษทางสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดคำถามถึงจริยธรรมทางธุรกิจของทุนข้ามชาติ และกดดันให้จีนร่วมรับผิดชอบปัญหานี้
จุดนี้เอง ที่จีนเริ่มขยับเพื่อปฏิเสธความเกี่ยวข้องนี้
โดยเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ที่ผ่านมา เพจโซเชียลของสถานทูตจีนประจำประเทศไทยเผยแพร่คำแถลงถึงเรื่องนี้ว่า เราได้ทราบรายงานที่เกี่ยวข้องแล้ว โดยเป็นที่เข้าใจกันว่าไทยและเมียนมากำลังจัดตั้งคณะทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษทางน้ำ
และกำลังเตรียมที่จะดำเนินการตรวจสอบร่วมกัน เราเชื่อว่าจะได้ผลตรวจสอบที่ถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์และมีความรับผิดชอบ
พร้อมแถลงอีกว่า การปกป้องสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศของแม่น้ำโขงเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกประเทศในลุ่มแม่น้ำโขง รัฐบาลจีนให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปกป้องสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด ไม่เพียงแต่ยึดมั่นในการพัฒนาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมภายในประเทศเท่านั้น
แต่ยังกำหนดให้วิสาหกิจจีนที่ “ก้าวออกไป” ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปกป้องและปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมด้วย
อย่างไรก็ตาม ภาคประชาสังคมหลายกลุ่มกลับมองว่า จีนยังไม่จริงจังพอนอกจากคำพูดสวยหรูเพื่อซื้อเวลาและวางระยะห่างว่าจีนไม่ใช่ผู้เกี่ยวข้อง และโยนให้ไทยกับเมียนมาจัดการกันเอง
นั่นจึงทำให้เกิดการเคลื่อนไหวที่มุ่งหมายกดดันจีนในเวลาต่อมา
การชุมนุมหน้าสถานกงสุลจีนในเชียงใหม่เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม หน้าสถานทูตจีน ถนนรัชดาภิเษก และหน้าสถานกงสุลในขอนแก่น เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม นอกจากการเผชิญหน้าด้วยสัญลักษณ์เชิงล้อเลียน กับข้อความบนป้ายที่ย้ำว่าไทยไม่ใช่เมืองน้องที่ต้องเกรงใจ สงครามเรื่องเล่าผ่านถ้อยแถลงบนโซเชียลก็ดำเนินคู่ขนานกันด้วย
หัวเรือหลักในการกดดันจีนคือ คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ได้สื่อสารตอกย้ำจุดยืนนี้ว่า ความรับผิดชอบของจีน ต้องเป็นไปตามพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศและคำมั่นสัญญาที่รัฐบาลจีนประกาศต่อโลก
กป.อพช.เห็นว่า ความรับผิดชอบของรัฐบาลจีนต่อวิกฤตมลพิษข้ามพรมแดนมิใช่เป็นเพียงข้อเรียกร้องทางศีลธรรมหรือการเมือง หากตั้งอยู่บนหลักกฎหมายระหว่างประเทศและพันธกรณีที่รัฐบาลจีนรับไว้ด้วยตนเอง
กป.อพช.จึงขอถามรัฐบาลจีนว่า “ประชาชนของทุกประเทศ” ที่รัฐบาลจีนกล่าวถึงนั้น รวมถึงประชาชนลุ่มน้ำกก สาย รวก และโขงด้วยหรือไม่ หากคำตอบคือ “ใช่” รัฐบาลจีนย่อมไม่อาจปล่อยให้ประชาชนริมแม่น้ำต้องเผชิญน้ำปนเปื้อน สูญเสียแหล่งอาหาร สุขภาพ และวิถีชีวิต ขณะที่ผู้ก่อผลกระทบยังไม่ต้องรับผิดชอบอย่างเป็นรูปธรรม
หากจีนต้องการเป็นมหาอำนาจที่ได้รับความไว้วางใจของโลก ความมั่งคั่งที่จีนภาคภูมิใจ ย่อมต้องเดินควบคู่กับความรับผิดชอบต่อผลกระทบจากการลงทุนของตนเอง
มิใช่ปล่อยให้ประชาชนประเทศเพื่อนบ้านเป็นผู้แบกรับต้นทุนของการพัฒนาเพียงฝ่ายเดียว
ต่อมาในช่วงเย็นของวันที่ 8 กรกฎาคม สถานทูตจีนประจำประเทศไทย ได้โพสต์ถ้อยแถลงที่ยังคงรักษาระยะห่างเช่นเคยว่า จีนให้ความสำคัญและติดตามประเด็นนี้มาโดยตลอด
และประเด็นดังกล่าวจำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบบนพื้นฐานยึดถือความเป็นจริง หลักวิทยาศาสตร์ และความรับผิดชอบ เพื่อให้สามารถระบุผู้ที่ต้องรับผิดชอบได้อย่างชัดเจน
และย้ำว่า ฝ่ายจีนสนับสนุนให้ประเทศไทยและเมียนมาส่งเสริมการสื่อสารและการประสานงานระหว่างกันให้มากยิ่งขึ้น และเร่งดำเนินการตรวจสอบร่วมกันโดยเร็ว
แต่แล้ว กป.อพช.แถลงตอบโต้ต่อในวันที่ 10 กรกฎาคม ครั้งนี้มาทั้งภาษาไทยและจีน ระบุว่า ที่สถานทูตจีนเผยแพร่ข่าวใจความสรุปว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำของนักลงทุนและรัฐบาลจีน เป็นเรื่องของไทยและเมียนมาต้องหาทางแก้ไขกันเองนั้น ไม่มีใครไม่รู้ว่าการทำเหมืองแร่หลายชนิดในรัฐฉาน ประมาณร้อยละ 70 เป็นเหมืองของนักลงทุนจีน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทในรูปแบบรัฐวิสาหกิจ ที่มีรัฐบาลจีนเป็นผู้ถือหุ้นหลัก และทำหน้าที่กำกับและควบคุมให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative หรือ BRI)
และไม่มีใครไม่รู้ว่าพื้นที่ทำเหมืองส่วนใหญ่ของนักลงทุนจีนในรัฐฉาน อยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพสหรัฐว้า (United Wa State Army หรือ UWSA) ที่มีความสัมพันธ์อันดีกับรัฐบาลจีนมาอย่างยาวนาน ซึ่ง UWSA ได้ทำหน้าที่คุ้มครองและดูแลความปลอดภัยให้กับการทำเหมืองของนักลงทุนจีนอย่างเปิดเผย
การตอบโต้กันผ่านถ้อยแถลงนี้ เห็นได้ชัดว่า ทั้ง 2 ฝ่ายมีมุมมองต่อผลประโยชน์ที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง กระนั้น ก็คาดหวังว่า ปัญหาข้ามพรมแดนนี้ จะมีข้อสรุปแบบวิน-วิน
ที่ทุกฝ่ายได้รับอย่างเท่าเทียมกัน
