bg-single

หนังสือ 4 เล่ม อธิบายเหตุการณ์เนปาล ที่ไทยเองก็ควรระวัง

23.09.2025

นัยความเป็นคน | นิ้วกลม

หนังสือ 4 เล่ม

อธิบายเหตุการณ์เนปาล

ที่ไทยเองก็ควรระวัง

ติดตามข่าวเนปาลแล้วนึกถึงหนังสือสี่เล่ม

1. The Anxious Generation

: ความเปราะบางของเจเนอเรชั่นสมาร์ตโฟน

Jonathan Haidt อธิบายว่า เด็กที่เติบโตในยุคสมาร์ตโฟนไม่ได้แค่เล่นอินเตอร์เน็ต แต่พวกเขาใช้โซเชียลมีเดียสร้างอัตลักษณ์และความสัมพันธ์

สำหรับเจน Z เนปาล การแบน Facebook, Instagram, YouTube จึงไม่ใช่แค่ปิดแพลตฟอร์ม แต่คือ การ “ปิดบ้าน” ไล่คนออกไปจากโลกของตัวเอง ไม่ยอมให้พวกเขาเข้าบ้าน

ความวิตกกังวลที่ Haidt พูดถึงเปลี่ยนเป็นความโกรธ และความเปราะบางทางจิตใจอาจกลายเป็นพลังขับเคลื่อนการต่อต้านที่รุนแรงรวดเร็ว เพราะนี่คือ “เรื่องใหญ่” ของพวกเขา

คนเจน X หรือ Babyboom อาจโตมากับการถูกปิดสื่อแบบทีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์ แต่นั่นเป็นแค่ “สื่อ” สำหรับคนเจน Z โซเชียลมีเดียไม่ใช่แค่สื่อ หากคือตัวตนและชีวิต

ลักษณะการเคลื่อนไหวที่เริ่มจากไวรัลออนไลน์ ไปสู่การชุมนุมใหญ่ในท้องถนน คือตัวอย่างของ “การเมืองแบบโซเชียลมีเดีย” ที่ Haidt เตือน

Haidt วิเคราะห์ว่าเด็กที่โตมากับโซเชียลมีเดียเรียนรู้การ เรียกร้องความถูกต้อง ผ่านการ “call-out” (การประณาม) และการสร้างไวรัล

การประท้วงในเนปาลมีรูปแบบนี้ จุดเริ่มจากแฮชแท็กและการแชร์ออนไลน์ กลายเป็นมวลชนบนท้องถนน

และที่มองข้ามไม่ได้คือ โลกออนไลน์นอกจากเป็น “บ้าน” แล้ว ยังเป็น “หน้าร้าน” หรือแหล่งรายได้ของคนเจนนี้ด้วย!

2. Why Nations Fail

: สถาบันการเมืองตรึงอำนาจพาชาติล่มสลาย

Daron Acemoglu และ James Robinson เสนอว่าชะตาของประเทศขึ้นกับว่า สถาบันทางสังคมการเมืองเป็น inclusive (เปิดให้ทุกคนมีส่วนร่วม) หรือ extractive (กดอำนาจไว้ในมือชนชั้นนำ)

เนปาลหลังปี 2008 เปลี่ยนจากระบอบกษัตริย์สู่สาธารณรัฐ แต่การเมืองยังหมุนอยู่ในวงจร “ชนชั้นนำผูกขาด”

การแบนโซเชียลมีเดียสะท้อนถึงการพยายาม “ปิด” และ “กันออก” ยิ่งขึ้นไปอีก

เล่มนี้บอกว่า “อำนาจผูกขาด” จะพยายามบล็อก “พลังสร้างสรรค์” และสิ่งนี้ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญมักนำไปสู่การล่มสลายของประเทศ

การประท้วงครั้งนี้ของคนเจน Z เพื่อต้องการ “มีส่วนร่วม” มิใช่ “ถูกกันออก” จากอำนาจ และเรียกร้องไปถึงการแก้โครงสร้างทางอำนาจ ผู้โดนเล่นงานจึงเป็น “ผู้มีอำนาจ” ที่เถลิงอำนาจในระบบบิดเบี้ยวที่มีมาเนิ่นนาน

ซึ่งเห็นภาพแล้วชวนให้ตระหนักยิ่ง สำหรับประเทศที่ผูกขาดอำนาจไม่ต่างจากเนปาล

3. The Price of Inequality

: ราคาที่สังคมทั้งประเทศต้องจ่าย

Joseph Stiglitz ชี้ว่า ความเหลื่อมล้ำไม่ใช่ปัญหาของ “คนจน” อย่างเดียว แต่คือ ต้นทุนของทั้งประเทศเนปาลเต็มไปด้วย nepo kids – ลูกหลานนักการเมืองและชนชั้นนำที่ได้รับอภิสิทธิ์เกินใคร คนหนุ่มสาวรู้สึกว่าอนาคตถูกขโมยไป ไม่ใช่เพราะจนอย่างเดียว แต่เพราะกติกาทั้งหมดเอื้อคนรวยซึ่งเป็นคนส่วนน้อย

Stiglitz เน้นว่า ความเหลื่อมล้ำไม่ใช่แค่เรื่องรายได้ แต่คือความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงโอกาส อำนาจ และสิทธิพลเมือง–ซึ่งเป็นรากของความไม่พอใจ โกรธแค้น เดือดดาล ที่พร้อมแปรเปลี่ยนเป็นความรุนแรงและเปลวไฟ ความเหลื่อมล้ำสูงทำให้คนส่วนใหญ่ หมดศรัทธา ต่อสถาบันการเมืองและเศรษฐกิจ มองว่ากติกาถูกออกแบบมาเพื่อคนไม่กี่คน

ความเหลื่อมล้ำรุนแรงจะทำให้การเมืองถูกครอบงำโดยกลุ่มผลประโยชน์ สถาบันประชาธิปไตยอ่อนแอ ยิ่งผลักประเทศเข้าสู่วงจรเหลื่อมล้ำหนักขึ้น (อันนี้พอระยะยาวจะยิ่งเห็นภาพชัดและน่ากลัวขึ้นเรื่อยๆ)

เนปาลเปลี่ยนนายกฯ 13 คน ตั้งแต่ปี 2008 สะท้อนการเมืองไร้เสถียรภาพและการตรึงอำนาจ คุ้นมาก ไม่รู้มียุบพรรคมั้ย

ความมั่งคั่งและอำนาจกระจุกที่ชนชั้นนำ เศรษฐกิจไม่ inclusive ประชาชนโดยเฉพาะเจน Z ที่โอกาสน้อยเพราะคนที่เกิดก่อนก็ยังครองพื้นที่เดิม จึงรู้สึกว่า “อนาคตถูกขโมยไป”

และเมื่อ “ปะทุ” ขึ้นมา นั่นคือตอนที่ผู้ถูกกดขี่บอกกับคนทั้งสังคมว่า ไม่ใช่แค่ฉันอีกต่อไปที่จะเป็นเหยื่อ แต่คือ “ทั้งประเทศ” ต้องจ่ายต่อความเหลื่อมล้ำวิปริตนี้ด้วย

4. The Broken Ladder

: จิตวิทยาของการอยู่ล่างบันได

Keith Payne ชี้ว่า “ความรู้สึกว่าตัวเองอยู่ต่ำกว่า” มีผลต่อสมอง พฤติกรรม และการเมืองมากกว่าตัวเลขรายได้จริง

เจน Z เนปาลเปรียบเทียบตัวเองกับ “ลูกหลานชนชั้นนำ” แล้วเห็นชัดว่าตัวเองถูกทิ้งอยู่ล่างบันได ความรู้สึกนี้นำไปสู่ ความเครียด ความสิ้นหวัง และการตอบสนองที่รุนแรงและรวดเร็ว (ตามสปีดเจน Z ที่ต้องการผลลัพธ์เร็วกว่าคนรุ่นพ่อแม่)

นี่คือ “ความเหลื่อมล้ำทางจิตวิทยา” ที่ Payne พูดถึง การเปรียบเทียบสร้างบาดแผลลึกในใจคนเสมอ หากจนเหมือนกันหมดไม่เป็นไร แต่การได้เห็นคนบางกลุ่มชีวิตดีอยู่กลุ่มเดียว นานวันเข้ามันทนความเจ็บปวดไม่ไหว

ส่วนตัวคิดว่าเหตุการณ์ที่เนปาลเป็นตัวอย่างที่สังคมไทย ผู้มีอำนาจ และผู้ตรึงอำนาจทั้งหลายควรพิจารณาให้ดี

อย่าได้ประมาทพลังคนเจน Z และตระหนักเสมอว่า ผู้ใหญ่ทั้งหลายไม่เข้าใจคนต่างเจนอย่างถ่องแท้นัก รวมทั้งอย่าได้ประเมินอารมณ์ความรู้สึก สปีด และการเมืองออนไลน์ของพวกเขาต่ำเกินไป

สถาบันการเมืองที่ตรึงอำนาจและกันคนส่วนใหญ่ออกจากสมการคือรากของวิกฤตในระยะยาว อาจดูเหมือนกดเอาไว้ได้ แต่อาจไม่เสมอไป

ความเหลื่อมล้ำคือราคาที่ทั้งสังคมต้องจ่าย นั่นหมายถึง “ประเทศ” ล่มสลายได้ด้วยเรื่องนี้

การรับรู้ความไม่เท่าเทียมกัดกร่อนจิตใจและผลักคนไปสู่การลุกฮือ เดี๋ยวนี้เรามองเห็น “ชีวิตหรูหรา” ของผู้คนได้ง่ายขึ้นจากโลกออนไลน์ ความเจ็บแค้นยิ่งบ่มเพาะทุกวัน

นี่คือสัญญาณเตือนสำหรับประเทศใดๆ ก็ตามที่ผู้ตรึงอำนาจเพลิดเพลินกับวิธีการและวิธีคิดแบบเดิมๆ ทำให้สังคมเหลื่อมล้ำมากขึ้นเรื่อยๆ หากละเลยอารมณ์ของรุ่นใหม่ + ความเหลื่อมล้ำที่กัดกร่อน + สถาบันที่ไม่เป็นธรรม + ความเจ็บปวดจากการเปรียบเทียบ ก็ระวังว่า วันใดวันหนึ่งข้างหน้าอาจต้องเผชิญสถานการณ์ที่เลวร้ายเช่นที่เห็น

ซึ่งมันไม่ได้แย่เฉพาะ “พวกท่าน” หากคือการพังทลายของ “ประเทศ”

โปรดตระหนักให้จงหนักด้วยเทอญ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

รถไฟและไฮเวย์: เมกะโปรเจกต์เชื่อมลาว–เวียดนามภายใต้ความสัมพันธ์แบบพิเศษ
โลกและอาเซียนในอนาคต จากมุมมอง ‘อมิตาฟ อาชาเรีย’
Songs in the Key of Life : รักบังตา
โทษประหารชีวิต : ข้อถกเถียงทางปรัชญา (2)
บทวิจารณ์เรื่องสั้น ‘เพื่อนข้างบ้าน’ จากรอยแตกร้าวริมรั้ว… สู่ภาพสะท้อนสงครามเย็นในสังคมไทย
‘ขอให้ความจริงปรากฏ’ ชุติมา นวลพลับ สู้มาราธอน ทวงงานศิลป์ ‘พระพุทธบาท’
‘ฝ่ายอนุรักษนิยม (กว่า)’ ประสานเสียง วิพากษ์ ‘การเมืองวิปริต’ ใต้ ‘รธน.2560’
ตัดจบ โผทหาร ‘บิ๊กปู’ หักดิบ เก้าอี้สุดท้าย ‘บิ๊กใหญ่’ เซอร์ไพรส์ 5 เสือ ทบ. ทัพเรือวุ่น ‘ผบ.ทร.ฟริเกต’
E-DUANG | สภาวะ ซับซ้อน การเมือง แยกกัน”เดิน” รวมกัน”ตี”
SPIDER-MAN : BRAND NEW DAY | ‘โดดเดี่ยวอ้างว้าง’
การ์ตูน “อรุณ วัชระสวัสดิ์”
กาเมสุมิจฉาจาร ในรัฐจารีต ที่การมีเมียมาก คือสัญลักษณ์ของอำนาจและบารมี