bg-single

จับตาโครงการบิ๊กโปรเจ็กต์กระทรวงศึกษาฯ 2.9 หมื่นล้าน เช่าซื้อแท็บเล็ต/โน้ตบุ๊ก

22.09.2025

| การศึกษา

ส่อเค้าว่า จะมีเรื่องวุ่นวาย ให้ต้องสะดุด สำหรับโครงการส่งเสริมการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานทุกที่ทุกเวลา หรือ Anywhere Anytime ระยะที่ 2 เพื่อจัดหาอุปกรณ์การเรียนการสอน ของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)

ซึ่งจากประสบการณ์ปัญหาโครงการแท็บเล็ตในอดีต นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จึงปรับวิธีดำเนินงานใหม่ โดยมอบหมายให้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทั้ง 118 เขต เป็นผู้จัดซื้อจัดจ้าง และเช่าซื้ออุปกรณ์เสริมเอง แทนที่จะรวมศูนย์จัดซื้อที่ส่วนกลาง วิธีการนี้คาดว่าจะช่วยเพิ่มความคล่องตัว ป้องกันการล่าช้า และอำนวยความสะดวกในการดูแลซ่อมบำรุงในแต่ละพื้นที่

กลุ่มเป้าหมาย เริ่มต้นที่กลุ่มโรงเรียนคุณภาพและโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 1,018 โรงเรียน จำนวน 617,250 เครื่อง ใช้งบฯ 14,647,342,500 บาท แบ่งเป็นอุปกรณ์สำหรับนักเรียน 13,232,963,310 บาท อุปกรณ์สำหรับครู 1,414,379,190 บาท

ปีงบฯ 2568 ได้รับจัดสรรงบฯ จำนวน 1,221,276,400 บาท สำหรับการเช่าใช้อุปกรณ์ฯ ซึ่ง สพฐ.ได้กระจายอำนาจให้เขตพื้นที่การศึกษา 118 เขต ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างเอง ให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายนนี้

ล่าสุด มีผู้ร้องเรียน สพฐ. ส่อกระทำผิดฐานละเว้นการปฏิบัติ ในการกระทำหรืองดเว้นต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ในการปรับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อรองรับการเช่าซื้อสื่อดิจิทัล ทั้งที่ไม่มีกฎหมายใดที่บัญญัติไว้ และอาจสร้างความเสียหายต่อเด็กถึง 13 ล้านคน

นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการ กพฐ. ออกหน้าชี้แจงว่า โครงการนี้มุ่งเป้าหมาย เช่าซื้ออุปกรณ์เสริม เพื่อแจกให้นักเรียน ม.ปลาย ชั้นปีที่ 4-6 จำนวน 600,000 คน และปัจจุบัน เด็กในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัด สพฐ. ตั้งแต่ระดับอนุบาล 3 ขวบ ถึง ม.6 มีเพียง 6.3 ล้านคน ดังนั้น จึงถือว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่ถูกต้อง และได้มอบหมายให้สำนักนิติกร สพฐ. ไปตรวจสอบหลักฐานการร้องเรียนว่ามีการนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ และในเอกสารร้องเรียนนั้นมีเรื่องหมิ่นประมาทกับบุคคลที่เกี่ยวข้องด้วยหรือไม่

สำหรับงบประมาณปี 2568 ที่จัดสรรไปให้ 118 เขตฯ ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง ขณะนี้เหลือเพียง 30 เขตฯ เท่านั้น ที่อยู่ระหว่างขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ หรืออีบิดดิ้ง

ขณะที่นายวิษณุ ทรัพย์สมบัติ ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานการศึกษา สพฐ. ในฐานะคณะผู้จัดทำปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย 3-6 ปี ปีการศึกษา 2568 ยืนยันว่า การปรับหลักสูตร ไม่ได้ทำเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นการปรับปรุงหลักสูตรตาม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 27 ที่กำหนดให้คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) มีบทบาทในการพัฒนาหลักสูตรแกนกลาง เพื่อตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงและการสร้างพลเมืองของประเทศ มีการประกาศใช้อย่างเป็นทางการเมื่อเดือนพฤษภาคม 2568 ในกลุ่มโรงเรียนที่มีความพร้อมสมัครเข้าร่วมใช้หลักสูตรใหม่ฉบับนี้ โดยหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย 3-6ปี มุ่งพัฒนาเด็กอย่างรอบด้านให้มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ทั้งด้านสุขภาวะทางกาย ด้านอารมณ์ จิตใจ และสังคม

ดังนั้น การกล่าวหาว่าหลักสูตรนี้ได้เอื้อกับการใช้อุปกรณ์เสริมการสอนทั้งแท็บเล็ต โน้ตบุ๊ก และโครมบุ๊กนั้น จึงไม่ถูกต้อง

ล่าสุด นายณรินทร์ ชำนาญดู นายกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย (ส.บ.ม.ท.) ออกมาเปิดเผยข้อมูล ว่า 30 โรงเรียนในเขตกรุงเทพฯ ปฏิเสธไม่ขอรับอุปกรณ์ อีกทั้งคณะกรรมการฯ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้างในหลายเขตพื้นที่ฯ ทยอยถอนตัว เพราะรู้สึกไม่มั่นใจต่อร่างขอบเขตงาน หรือทีโออาร์ ซึ่งสเป๊กบางส่วนถูกกำหนดจากส่วนกลาง จึงเกิดความกังวลว่าจะเกิดปัญหาเหมือนกรณีการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อปรับปรุงสนามกีฬาฟุตซอล

ที่ส่งผลให้ข้าราชการตัวเล็กๆ ในโรงเรียนและเขตพื้นที่ฯ หลายรายต้องถูกไล่ออก และถูกสั่งจำคุกกันจำนวนมาก!!

“แนวทางที่เหมาะสม คือ สพฐ. ควรเป็นผู้ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อหาบริษัทเช่าซื้ออุปกรณ์เสริมดังกล่าว ให้กับทุกเขตพื้นที่ฯ ไม่ควรผลักภาระให้แต่ละเขตพื้นที่ฯ ดำเนินการเอง เพราะขณะนี้พบปัญหาไม่มีใครสมัครใจมาทำหน้าที่คณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้าง ดังนั้น หาก สพฐ.ดำเนินการเอง จะสามารถควบคุมและรับผิดชอบได้ตั้งแต่ขั้นตอนการกำหนดคุณสมบัติของอุปกรณ์ กระบวนการประกวดราคาและการจัดซื้อจัดจ้าง ไปจนถึงกระบวนการตรวจรับและการจัดส่งอุปกรณ์

“ข้อดีที่ให้ สพฐ.รับผิดชอบดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างเองทั้งหมด คือ หากพบปัญหาทุจริตหรือความผิดพลาดใดๆ ก็จะเป็นความรับผิดชอบโดยตรงของ สพฐ. ไม่ต้องผลักให้เขตพื้นที่ฯ รับผิดชอบ อีกทั้งจะทำให้โรงเรียนมีเวลาไปทุ่มเทให้กับการจัดการเรียนการสอนอย่างเต็มที่ ไม่ต้องแบ่งเวลามาดูแลภาระด้านเอกสารและงานจัดซื้อจัดจ้างที่เพิ่มมากขึ้น โรงเรียนในกรุงเทพฯ และปริมณฑลหลายแห่ง มีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและอุปกรณ์การเรียนการสอนอยู่แล้ว บางแห่งมีอุปกรณ์ที่ทันสมัย กว่าที่โครงการจะจัดหาให้ จึงไม่จำเป็นต้องได้รับอุปกรณ์เหล่านี้” นายณรินทร์กล่าว

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา รัฐสภามีมติผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 วาระที่ 2 และ 3 โดยหนึ่งในโครงการที่ได้รับการจับตามากที่สุด คือ โครงการส่งเสริมการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานทุกที่ทุกเวลา ซึ่งได้รับอนุมัติวงเงินรวม 29,765.25 ล้านบาท

งบฯ ผูกพัน 5 ปี 2569-2573 วงเงินมหาศาล แบ่งเป็น ปีงบฯ 2569 จำนวน 5,953.05 ล้านบาท ปีงบฯ 2570-2573 23,812.20 ล้านบาท ใช้สำหรับการจัดหาแท็บเล็ตหรือโน้ตบุ๊กแบบเช่าใช้ เพื่อแจกให้นักเรียน

ปีงบ 2568 เริ่มนำร่อง จัดซื้ออุปกรณ์แจกนักเรียน ม.4-6 แล้ว จำนวน 600,000 กว่าเครื่อง ขณะที่ปี 2569 ตั้งเป้าจะจัดหาเพิ่มเติมอีกกว่า 1.2 ล้านเครื่อง เพื่อให้นักเรียนมัธยมปลายทั่วประเทศกว่า 1.8 ล้านคน ได้เข้าถึงอุปกรณ์การเรียนรู้ดิจิทัลอย่างทั่วถึง

อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่า การเดินหน้าโครงการดังกล่าวทำให้เกิดข้อกังวลว่าจะซ้ำรอยโครงการ One Tablet Per Child (OTPC) เมื่อสิบปีก่อน ซึ่งมีปัญหาความทนทานของอุปกรณ์และการใช้งานจริง อีกทั้งยังตั้งคำถามถึงความพร้อมของโรงเรียนชนบท โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานด้านอินเทอร์เน็ตและไฟฟ้า รวมถึงความเสี่ยงด้านความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง

เพราะเป็นหนึ่งในนโยบายที่ใช้งบประมาณสูงที่สุดของ ศธ.ในปี 2569 ขณะที่หลายฝ่ายเรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งสร้างระบบสนับสนุนควบคู่กัน ทั้งพัฒนาครูผู้สอน สร้างสื่อการเรียนรู้คุณภาพ และลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ต เพื่อไม่ให้แท็บเล็ต กลายเป็นเพียง “ของแจก” โดยไร้ผลลัพธ์ทางการศึกษา

เชื่อว่า สังคมจะจับตาอย่างใกล้ชิดว่า งบฯ 2.9 หมื่นล้านบาทนี้จะถูกใช้อย่างคุ้มค่า โปร่งใส และตอบโจทย์การยกระดับคุณภาพการศึกษาของเด็กไทยได้จริงหรือไม่!!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ยุทธการของ BRN ! | สุรชาติ บำรุงสุข
อดีต รมว.คลัง ชี้การยกเลิกธนบัตร 1,000 บาท—ประชาชนเดือดร้อน แต่คนโกงอาจรอด และ รัฐบาลเสียความเชื่อมั่น
นายกสมาคมตำรวจ เยี่ยม “ร.ต.ท.ประสาร”ถูกต่างชาติคัตเตอร์ฟันคอขณะเข้าจับกุม ชื่นชมใจผู้พิทักษ์ฯ ย้ำตำรวจต้องแม่นยุทธวิธี ลดสูญเสี
อำนาจภายใต้ความชอบธรรมที่แตกร้าว
สุนทรียศาสตร์แห่งบาดแผล ในงานของผดุงทรัพย์ ประชานันทร์
ส่องกราดยิงที่โรงเรียนเมืองไทย ในสายตาสื่ออเมริกัน ถึงเวลาออกกฎหมายห้ามเด็กไทยอายุต่ำกว่า 16 ปี เข้าถึงสื่อออนไลน์
รศ.ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว มองปรากฏการณ์ แห่จ้อง ‘ไลฟ์’ ประชุมงบ กทม. โปร่งใส โชว์วาทะ ดราม่าเกินเบอร์?
กว้านซื้อหนังสือมือสอง อาหารสมองของ AI
‘การศึกษา’ และ ‘สื่อ’ อีก 2 ปัจจัยกระตุ้น ‘ความรุนแรง’ ในสังคมไทย?
โผทหาร ฉบับลับ ผบ.เหล่าทัพ ทำเอง ยื้อ โค้งสุดท้าย จับตา ไพ่ใบสุดท้าย ‘บิ๊กปู’ ‘เต้-ไก่-กอล์ฟ’ ส่งออก ‘บิ๊กใหญ่’ ไป กห.
FEED X KHAOSOD AWARDS 2026 เปิดโหวตรางวัลยอดนิยม 6 สาขา ถึง 21 กันยายน นี้
E-DUANG |   เรื่องของคน เรื่องของกิเลส คนต้องคน ให้ทั่ว หัวถึงตีน