bg-single

บ้านหินตั้ง ข้างเมืองเสมา มีหินตั้งปักอยู่เหนือหลุมฝังศพ ตั้งล้อมเป็นวงกลม

22.09.2025

On History | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ

นักโบราณคดีระดับบรมครูของแวดวงโบราณคดีไทยอย่าง ศ.ชิน อยู่ดี (พ.ศ.2455-2529) ผู้ล่วงลับ คงจะเป็นคนไทยคนแรกๆ ที่เอ่ยถึงอะไรที่ในโลกวิชาการตะวันตกเรียกว่า “Megalithic culture” เอาไว้ในชื่อที่แปลตรงตามรูปศัพท์มาอย่างตรงตัวว่า “วัฒนธรรมหินใหญ่”

ดังปรากฏอยู่ในงานอย่างน้อย 2 ชิ้น ได้แก่ หนังสือ “สมัยก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทย” ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อเรือน พ.ศ.2510

และบทความอีกชิ้นหนึ่งซึ่งถูกรวมพิมพ์อยู่ในหนังสือที่ชื่อ “อดีต” อันเป็นหนังสือรวมบทความทางด้านโบราณคดีของ อ.ชิน และ นพ.สุด แสงวิเชียร ที่ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2517

อ.ชินยังได้ระบุไว้ในงานทั้ง 2 ชิ้นข้างต้นด้วยว่า ในสมัยนั้นได้มีการค้นพบอะไรที่ท่านเรียกว่า “หินใหญ่” ในประเทศไทยแล้วทั้งหมด 3 แห่ง โดยทุกแห่งเป็น “หินตั้งเป็นวงกลม” (Stone circles หรือ Cromlechs) ได้แก่

1. หินตั้งเป็นวงกลม ที่หมู่บ้านเก่าของชาวละว้า ในป่าสะเลียม อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ พบทั้งหมด 3 กลุ่ม

2. หินตั้งเป็นวงกลม จำนวน 6 ก้อน ที่บริเวณที่ฝังศพของพวกละว้า ใน อ.แม่สะเรียง จ.เชียงใหม่ โดยมีเสาไม้ปักเป็นวงกลมตั้งอยู่ใกล้บริเวณที่ฝังศพนี้ด้วย ชาวละว้าเรียกเสาไม้พวกนี้ว่า “นาม” และยังบอกด้วยว่า ในสมัยโบราณ เมื่อหัวหน้าของละว้าเสียชีวิตแล้ว ก็จะมีการนำหลักหิน (ไม่ใช่หลักไม้) มาปักไว้ไม่ไกลจากหลุมฝังศพ

และ 3. หินตั้งเป็นวงกลม จำนวน 2 กลุ่ม ที่บ้านหินตั้ง ต.โคราช อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา ยังไม่ทราบว่าเป็นของชนกลุ่มใดแน่?

คงจะสังเกตได้อย่างไม่ยากเย็นนักด้วยว่า อ.ชินเรียกสิ่งปลูกสร้างในวัฒนธรรมที่ท่านเรียกว่า “หินใหญ่” ว่า “หินตั้ง”

ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะหินเหล่านี้ถูกจัดวางให้ตั้งขึ้น ทำมุมฉากกับพื้นโลกจริงๆ อย่างที่ฝรั่งมีศัพท์เรียกกันว่า “standing stone” หรือที่บางครั้งก็เรียกตามคำเก่าในภาษาเบรอตง (Breton, ภาษาถิ่นในแคว้นเบรอตาญ [Bretagne] ในประเทศฝรั่งเศส) ที่แปลว่า “หินยาว” ดังนั้น จึงดูเหมือนว่า สำหรับ อ.ชินแล้ว หินตั้งจึงเป็นเพียงสิ่งปลูกสร้างชนิดหนึ่งในวัฒนธรรมหินใหญ่

อย่างไรก็ดี นักมานุษยวิทยาระดับบรมครูของไทยอีกท่านหนึ่งอย่าง ศ.พิเศษ ศรีศักร วัลลิโภดม เลือกที่จะเรียกวัฒนธรรมการสร้างอนุสรณ์สถานหิน รวมถึงสิ่งปลูกสร้างหินเหล่านี้ทั้งหมดว่า “หินตั้ง” แตกต่างจาก อ.ชิน ที่เรียกว่า “หินใหญ่” ด้วยการแปลมาจากคำว่า “megalith” อย่างตรงตัว แต่การเรียกชื่อที่แตกต่างกันนี้ ก็ดูจะไม่ใช่ปัญหาในการศึกษาวัฒนธรรมดังกล่าวระหว่าง อ.ศรีศักร กับ อ.ชิน เลยแม้เพียงสักนิด

และถึงแม้ อ.ศรีศักรจะไม่เคยเขียนอธิบายเอาไว้ในที่ใดเลยว่า ทำไมจึงเลือกที่จะใช้ศัพท์คำนี้ แต่ก็เป็นที่เข้าใจกันดีในแวดวงผู้ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องวัฒนธรรมหินตั้งในไทยว่า คำว่า “หินตั้ง” นั้น เป็นคำศัพท์ที่ใช้กันโดยทั่วไปในสังคมไทยมาก่อน จึงทำให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจสำหรับคนทั่วไป ดังที่พบปรากฏเป็นชื่อบ้านนามเมืองอย่าง “บ้านหินตั้ง” ซึ่งได้มีการค้นพบกลุ่มหินตั้งเป็นวงกลม อย่างที่ อ.ชิน ได้ระบุเอาไว้นั่นแหละครับ

อันที่จริงแล้ว ยังมีหลักฐานคำว่าหินตั้งเป็นคำเก่า ที่ใช้กันอยู่โดยทั่วไปในกลุ่มคนที่ใช้ภาษาตระกูลไท-ไต ดังปรากฏเป็นชื่อบ้านนามเมืองในสถานที่ต่างๆ หลายท้องที่ ซึ่งก็มีการค้นพบสิ่งปลูกสร้างในวัฒนธรรมหินตั้งหลงเหลืออยู่ มาตั้งแต่โบราณแล้ว นอกจากที่บ้านหินตั้งที่ อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา ซึ่ง อ.ชินอ้างไว้ด้วยเช่นกัน

เกี่ยวกับเรื่องนี้หลักฐานเก่าแก่ที่สำคัญชิ้นหนึ่งก็คือ ข้อมูลจากบันทึกการสำรวจของนักสำรวจ ควบตำแหน่งนักโบราณคดีรุ่นบุกเบิก ชาวฝรั่งเศสอย่าง เอเตียง อายโมนีเยร์ (?tienne Aymonier) ซึ่งเดินทางเข้ามาสำรวจเมืองเสมา แล้วได้ตีพิมพ์ลงหนังสือที่ชื่อ “Le Cambodge. Les provinces siamoises” (ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2444) ในหัวข้อ “เมืองโคราชเก่า” ดังความที่ว่า

“และท้ายที่สุด ได้แก่ บ้านหินตั้ง ซึ่งหมายถึง หมู่บ้านของหินตั้ง ที่พบอิฐและก้อนหินที่ผ่านการขัดแต่งรูปทรงเป็นจำนวนมาก เช่นเดียวกับแผ่นหินตั้งที่ทำขึ้นจากหินทรายแดง ที่บางชิ้นยังคงตั้งอยู่ ส่วนบางชิ้นก็ล้มลงกับพื้นเสียแล้ว”

บ้านหินตั้งที่อายโมนีเยร์กล่าวถึงข้างต้นนั้น ก็คือ บ้านหินตั้ง ต.โคราช อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา ที่ในภายหลัง อ.ชินได้อ้างว่ามีการพบหินตั้งเป็นรูปวงกลมนั่นแหละ

ดังนั้น หินตั้งที่อายโมนิเยร์หมายถึง จึงควรเป็นอนุสรณ์สถานหินในวัฒนธรรมหินตั้งด้วย

แต่อายโมนีเยร์ยังได้อธิบายถึงที่มาของชื่อ “บ้านหินตั้ง” อีกแห่งหนึ่ง ที่ปัจจุบันตั้งอยู่ใน ต.โตนด อ.โนนสูง จ.นครราชสีมา เอาไว้ด้วย ดังความที่ว่า

“หมู่บ้านหินตั้งหรือ ‘หมู่บ้านแห่งหินตั้ง’ ได้ชื่อมาจากแผ่นศิลาขนาดใหญ่ 7-8 แผ่นที่วางเรียงกันอย่างหยาบๆ ตรงกลางเนินดินที่หมู่บ้านตั้งอยู่ แผ่นศิลาเหล่านี้มีจารึกที่แกะสลักอย่างหยาบๆ เป็นบรรทัดเดียว แทบจะอ่านไม่ออกเลย”

กลุ่มหินตั้งที่ ต.โตนด อ.โนนสูง ที่ว่านี้ ต่อมาได้มีการสำรวจและขุดค้นทางโบราณคดีเพิ่มเติมในช่วงระหว่าง พ.ศ.2518-2519 จนค้นพบเพิ่มจากยุคที่อายโมนีเยร์สำรวจ อีกหลายกลุ่มเลยทีเดียว

โดยคำว่า “หินตั้ง” ทั้งที่พบที่ อ.สูงเนิน และ อ.โนนสูงนี้ ในเอกสารต้นฉบับที่เขียนด้วยภาษาฝรั่งเศสของอายโมนีเยร์นั้น ใช้คำว่า “pierres dresses” ซึ่งหมายถึง หินตั้งประเภท menhir/standing stone ในภาษาฝรั่งเศสอย่างชัดเจน

และควรสังเกตด้วยว่า อายโมนีเยร์นั้นเป็นผู้สนใจทางด้านภาษาศาสตร์ ในระดับที่เขียนพจนานุกรม ภาษาจาม-ฝรั่งเศส ออกมาได้ ซ้ำยังสามารถอ่านจารึกภาษาโบราณที่พบในอุษาคเนย์ได้หลากหลายภาษาเลยทีเดียว ดังนั้น การที่เขาอธิบายถึงความหมาย และที่มาของคำศัพท์ต่างๆ จึงเป็นสิ่งที่น่ารับฟังเป็นพิเศษ

ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ ช่วงเวลาที่ผลงานชิ้นนี้ของอายโมนีเยร์ตีพิมพ์ออกมานั้น ก็เป็นเวลาให้หลังสามสิบกว่าปีเศษล่วงมาแล้ว ที่มีการเสนอศัพท์บัญญัติคำว่า “megalith” ขึ้นใช้ไว้ในแวดวงโบราณคดีโลกยุคนั้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในการประชุมที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสเมื่อ พ.ศ.2410

และโปรดอย่าลืมว่า “อายโมนีเยร์” นั้นถือตนว่าเป็น “นักโบราณคดี” คนหนึ่งด้วยนะครับ

อย่างไรก็ตาม หากจะนับเฉพาะที่กลุ่มหินตั้ง ที่บ้านโตนดแล้ว งานศึกษาขุดค้นทางโบราณคดีในยุคหลังจากนั้น อย่างเช่น วิทยานิพนธ์ระดับปริญญาตรี เสนอต่อคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อ พ.ศ.2519 ของอดีตอธิบดีกรมศิลปากรอย่าง คุณบวรเวท รุ่งรุจี ที่มีชื่อว่า “หินตั้ง ที่ตำบลโตนด อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา” ได้สรุปเอาไว้ว่า หินตั้งที่บ้านโตนดนั้น เป็นวัตถุที่สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นขอบเขตของศาสนสถาน ในวัฒนธรรมแบบทวารวดี ช่วงหลัง พ.ศ.1100

ถึงแม้ว่าในวิทยานิพนธ์ของคุณบวรเวทจะเรียกหินเหล่านี้ว่า “หินตั้ง” แต่ในใครหลายคนที่ได้นำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ก็มักจะแปลความหมายว่าเป็น “ใบเสมา” ในพุทธศาสนา (รวมถึงในระหว่างบรรทัดของวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ด้วย)

แต่ก็มีรายงานด้วยว่า ที่บ้านหินตั้ง อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา ซึ่งก็คือบ้านหินตั้งเดียวกันกับที่นักสำรวจชาวฝรั่งเศสอย่าง เอเตียง อายโมนีเยร์ ได้มาสำรวจพบหินตั้ง (pierres dresses/standing stone) เอาไว้เมื่อ 100 เศษมาแล้วนั้น ได้มีการปรับปรุงพื้นที่บริเวณที่มีหินตั้งเพื่อสร้างอาคารบ้านเรือนในช่วงราวก่อน พ.ศ.2530 เล็กน้อย จึงได้ค้นพบว่า มีโครงกระดูกมนุษย์ถูกฝังอยู่ทางด้านล่างของแผ่นหินตั้ง พร้อมกับข้าวของเครื่องใช้ในพิธีศพต่างๆ โดยจะพบหลุมศพเหล่านี้อยู่ที่ใต้หินตั้ง

ถึงแม้ว่าหลักฐานทางโบราณคดีเหล่านี้จะไม่ได้ถูกค้นพบโดยการขุดค้นทางโบราณคดี จนทำให้เป็นที่น่าเสียดายว่า ไม่อาจจะศึกษารูปแบบ หรือประเพณีความเชื่อในพิธีศพ ที่สัมพันธ์อยู่กับหินตั้งได้โดยละเอียด

อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นก็มีการเคลื่อนย้ายไปเก็บรักษาไว้ที่ศูนย์วัฒนธรรม อ.สูงเนิน เป็นเวลายาวนานหลายปี ก่อนที่สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา กรมศิลปากร จะนำไปเก็บรักษาเอาไว้

จากข้อมูลที่มีในเบื้องต้นนี้ จึงอาจจะสรุปถึงกรณีของหินตั้งที่บ้านหินตั้งแห่งนี้ว่า ทำหน้าที่เช่นเดียวกับหินตั้งบนวงตีไก่ของพวกลัวะ อย่างที่ อ.ชินระบุไว้ เพียงแต่มีรายละเอียดของพิธีการทำศพที่แตกต่างกัน

ที่สำคัญก็คือ บ้านหินตั้งที่ อ.สูงเนินนี้ ตั้งอยู่ติดกันกับเมืองเสมา ในเขตอำเภอเดียวกัน โดยที่เมืองแห่งนี้ได้พบ “พระพุทธรูปประทับนอน” ในวัฒนธรรมแบบทวารวดี ที่มีแผ่นหินแบบเดียวล้อมรอบตัวอาคาร (ซึ่งหลายครั้งมักจะเรียกกันว่า วิหาร ไม่ใคร่จะเรียก โบสถ์ กันมากนัก) เอาไว้

แน่นอนว่า เมื่อเป็นพุทธสถานแล้ว ก็จึงมักจะพร้อมใจกันยกให้เจ้าแผ่นหินเหล่านี้เป็น “ใบเสมา” กันไปเสียหมด ทั้งที่แผ่นหินที่วิหารเหล่านี้ก็มีรูปร่างหน้าตาเป็นไปในทำนองเดียวกับหินตั้งที่ปักอยู่เหนือหลุมฝังศพ ที่บ้านหินตั้ง ที่ตั้งอยู่ข้างกัน

ดังนั้นเราอาจจะละเลยคำถามที่สำคัญกันไปหรือเปล่าครับว่า ผู้คนที่ปักหินเอาไว้รอบวิหารพระนอนที่เมืองเสมา ข้างบ้านหินตั้งนั้น เขาปักหินตั้งเป็นวงล้อมวิหาร ตามอย่างการปักหินตั้งเป็นวงกลมล้อมสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ หรือผูกพัทธสีมารอบพระอุโบสถ ตามธรรมเนียมในพุทธศาสนา ที่มีบัญญัติอยู่ในพระไตรปิฎกกันแน่?



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | เมื่อ ธรรมนัส พรหมเผ่า ขยับ คือ สัญญะ อันเป็น สัญญาณ
สุทธิพงษ์ นำประชุมมูลนิธิรักษ์เขาขยายชัยนาท ตั้งเป้าหมายให้เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับนักเรียนและเยาวชน แหล่งศึกษาตามธรรมชาติ ฯลฯ
สตอกโฮล์มเปิดเวที “ประชุมสันติภาพโลก 2026” เชิญผู้นำ-นักสันติวิธีทั่วโลก ร่วมสร้างอนาคตแห่งสันติภาพ 22 สิงหาคมนี้
CKPower ใช้นวัตกรรมเปลี่ยน “ของเสีย” เป็นคุณค่า คว้า 2 รางวัล TJDA ปีนี้
“สีหศักดิ์” ชี้ “กัมพูชา” ลากไทยเข้ากลไกประนอมภาคบังคับทำปิดประตูเจรจาเขตแดนทางบก รับกังวลกรณีเขมรประโคมข่าว “รถถังจีน” ในช่วงสถานการณ์เปราะบาง
“วัชระพล” มอบนโยบาย อ.ส.ค.เร่งแผนการตลาดระบายสต๊อกนมก่อนพึ่งงบฯ แนะเพิ่มประสิทธิภาพบริหาร-มาร์เก็ตติ้งให้แข่งได้ในตลาดเสรี
พิธีศพ อาลี คาเมเนอี : วาทกรรมแห่งศาสนา และอำนาจการทูตผ่านมุมมองภาษาศาสตร์
เคปเวิร์ด ‘ซินเดอเรลล่า’ ฟุตบอลโลก ผู้ชนะหัวใจคนทั้งโลก
คำถามเชิงซ้อน : คำถามลวงให้เราตอบ
จากเวทีปราศรัยสู่หน้าฟีด : อ่านยุทธศาสตร์หาเสียงผู้ว่าฯ กทม. ผ่านโซเชียลมีเดีย
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (14)
ทบ.ร้อน ชิง ‘ทบ.1’ ‘บิ๊กเต้-แม่ทัพไก่’ จับตา หมาก ‘แม่ทัพคอแดง’ มองข้ามช็อต ทัพใต้ ‘รองคิ้ว-รองด้วง’