ประจำวันที่ 19-25 ก.ย. 2568
อิสราเอล
นับวันท่าทีของอิสราเอลบนเวทีโลกยิ่งถูกโดดเดี่ยวมากขึ้นเรื่อยๆ
การละเมิดหลักกฎหมายและมนุษยธรรมอย่างต่อเนื่อง
ทำให้พันธมิตรที่เคยแนบแน่นเริ่มตีตัวออกห่าง
ขณะที่นานาชาติหันมาให้การสนับสนุนปาเลสไตน์อย่างเปิดเผย
เหตุใดการกระทำของอิสราเอลจึงนำมาซึ่งความพ่ายแพ้ทางการทูตครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่
1. การโจมตีที่กาตาร์ : ฟางเส้นสุดท้ายที่ตอกย้ำความป่าเถื่อน
เหตุการณ์สำคัญล่าสุดที่สร้างแรงกระเพื่อมไปทั่วโลก
คือการที่ กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) โจมตีทางอากาศในกรุงโดฮา เมืองหลวงของกาตาร์ เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2025
โดยมีเป้าหมายคือผู้นำระดับสูงของกลุ่มฮามาส
แม้จะอ้างว่าเป็นการปฏิบัติการเพื่อความมั่นคง
แต่การโจมตีครั้งนี้กลับละเมิดอธิปไตยของกาตาร์อย่างโจ่งแจ้ง
สร้างความเสียหายต่ออาคารที่พักอาศัยและทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 6 ราย
การกระทำนี้ก่อให้เกิดคลื่นแห่งการประณามจากทั่วโลก
ผู้นำโลกมุสลิมและสถาบันทางศาสนาที่มีอิทธิพลอย่าง อัล-อัซฮัร ได้ออกแถลงการณ์ประณามว่าเป็นการกระทำที่ก้าวร้าวและมีเป้าหมายเพื่อทำลายเสถียรภาพในภูมิภาค
ขณะที่กลุ่มฮามาสเองก็ชี้ว่าสิ่งนี้เป็นข้อพิสูจน์ว่า นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ไม่ต้องการบรรลุข้อตกลงสันติภาพใดๆ
และยังกล่าวโทษสหรัฐว่ามีส่วนรับผิดชอบในการสนับสนุนความรุนแรงนี้
แม้แต่ประเทศไทยซึ่งปกติจะวางตัวเป็นกลางในความขัดแย้ง ก็ได้ออกแถลงการณ์ประณามการโจมตีดังกล่าวเช่นกัน
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มาโนชญ์ อารีย์ นักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ชี้ว่าท่าทีนี้สะท้อนบทบาทของไทยในฐานะ “middle power” หรือประเทศที่มีอำนาจขนาดกลางที่กล้ายืนหยัดในหลักการสากล และการกระทำนี้จะช่วยปกป้องผลประโยชน์ของไทยในอนาคต หากวันหนึ่งต้องเผชิญกับการถูกละเมิดอธิปไตยบ้าง
2. การโดดเดี่ยวในเวทีสหประชาชาติ : ปาเลสไตน์ได้รับการรับรองจากทั่วโลก
ผลพวงจากการกระทำที่รุนแรงของอิสราเอล ทำให้ความเห็นอกเห็นใจจากนานาชาติที่มีต่อปาเลสไตน์เพิ่มขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน
สิ่งนี้เห็นได้ชัดที่สุดในที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2025
ที่ประชุมได้ลงมติอย่างท่วมท้นให้การรับรอง “ปฏิญญานิวยอร์ก”
ซึ่งกำหนด “ขั้นตอนที่เป็นรูปธรรม, มีกรอบเวลาชัดเจน และไม่อาจย้อนกลับได้”
เพื่อเดินหน้าสู่แนวทางแก้ปัญหา “สองรัฐ” หรือการจัดตั้งรัฐคู่ขนานระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์
มติครั้งนี้ได้รับคะแนนเสียงเห็นชอบถึง 142 เสียง
มีผู้คัดค้านเพียง 10 เสียง ซึ่งรวมถึงอิสราเอลและสหรัฐอเมริกา
การลงมติดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากที่นายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูของอิสราเอลประกาศว่า “จะไม่มีรัฐปาเลสไตน์”
ซึ่งท่าทีที่แข็งกร้าวนี้ยิ่งทำให้ประชาคมโลกไม่พอใจและหันมาให้การสนับสนุนปาเลสไตน์มากขึ้นไปอีก
นอกจากนี้ เอกสารดังกล่าวยังเรียกร้องให้ กลุ่มฮามาส ยุติการปกครองในฉนวนกาซาและปล่อยตัวประกันทั้งหมด
ซึ่งแสดงให้เห็นว่าประชาคมโลกกำลังมองหาทางออกที่ยุติธรรมสำหรับทุกฝ่าย
การลงมติครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น
โดยคาดว่าจะมีอีกหลายประเทศสำคัญ เช่น ฝรั่งเศส นอร์เวย์ สเปน ไอร์แลนด์ และสหราชอาณาจักร ที่จะเข้าร่วมให้การรับรองรัฐปาเลสไตน์อย่างเป็นทางการในเร็วๆ นี้
ซึ่งจะเป็นการตอกย้ำว่าโลกกำลังหันหลังให้กับการกระทำของอิสราเอลอย่างแท้จริง
การละเมิดหลักมนุษยธรรมและกฎหมายระหว่างประเทศซ้ำแล้วซ้ำเล่าของอิสราเอล
กำลังนำไปสู่ความพ่ายแพ้ทางการทูตครั้งใหญ่
พวกเขาอาจจะชนะในสงครามบนภาคพื้นดิน
แต่กำลังพ่ายแพ้ในสงครามแห่งความชอบธรรม
ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในโลกสมัยใหม่
อับดุลสุโก ดินอะ
เชื่อว่าหลายคนผิดหวัง
กับการกระทำของ อิสราเอล
ที่เคยเผชิญกับการถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มาก่อน
แต่วันนี้ สิ่งที่อิสราเอลทำ
ดูจะไม่จะแตกต่าง
และยังไม่มีท่าทีหยุดยั้ง
อะไร และทำไม?
เนปาล
การปราบปรามผู้ชุมนุมประท้วง “เจน Z” ที่ต่อต้านการคอร์รัปชั่นและการแบนโซเชียลมีเดียในเนปาล
จนทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก
นิราจัน ธาปาลิยา ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เนปาล เผยว่า แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลประณามอย่างรุนแรงต่อการใช้กำลังอย่างมิชอบด้วยกฎหมายทั้งถึงแก่ชีวิตและไม่ถึงแก่ชีวิตโดยเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายในเนปาล
ขณะที่ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เรียกร้องให้รัฐบาลเนปาลต้องดำเนินการสอบสวนอย่างละเอียด เป็นอิสระ และเป็นกลางต่อการเสียชีวิตในทันที และให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคนรับผิดชอบอย่างเต็มที่
รวมถึงการดำเนินคดีอาญา เหยื่อของการใช้กำลังโดยมิชอบด้วยกฎหมายจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและกองกำลังความมั่นคงต้องได้รับการเยียวยาอย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพจากรัฐ
ผู้ชุมนุมประท้วงมีสิทธิในเสรีภาพการชุมนุมประท้วงโดยสงบ
และแสดงความไม่พอใจและความโกรธแค้นต่อการคอร์รัปชั่นและการจำกัดสิทธิในเสรีภาพการแสดงออกของรัฐบาล รวมถึงการแบนโซเชียลมีเดียในเนปาล ทางการเนปาลมีภาระหน้าที่ที่จะต้องเคารพสิทธินี้ เพื่อให้สอดคล้องกับพันธกรณีภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงรัฐธรรมนูญของตนเอง และปกป้องผู้ชุมนุมประท้วงทุกคนจากอันตราย
รัฐบาลต้องรับฟังข้อเรียกร้องที่ชอบธรรมของเยาวชนอย่างจริงจัง เพื่อยุติการคอร์รัปชั่น สร้างความรับผิดรับชอบ และรับประกันเสรีภาพของพลเมือง แทนที่จะดำเนินการด้วยความรุนแรงอย่างไม่เหมาะสมต่อพวกเขา”
แอมเนสตี้
อินเตอร์เนชั่นแนล
บทเรียนจากเนปาล
แม้จะไม่ใช่ของใหม่
แต่ก็ยังต้อง เรียนรู้
เพราะอย่าเพิ่งนอนใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นที่นั่น
จะไม่เกิด “ที่นี่”
“ที่นี่” ที่มีปัจจัยและเงื่อนไข
โน้มนำ ให้ไปสู่การเมืองที่ “รุนแรง”
มากมายเหลือเกิน!?!?
