บัญชีม้าเปรียบมะเร็งลุกลาม กฎหมายเหมือน ‘เคมีบำบัด’ ตร.หนังหน้าไฟ งัด ‘โมเดล ดิไอคอน’ รับมือ
บทความโล่เงิน
บัญชีม้าเปรียบมะเร็งลุกลาม
กฎหมายเหมือน ‘เคมีบำบัด’
ตร.หนังหน้าไฟ งัด ‘โมเดล ดิไอคอน’ รับมือ
“ขออภัยที่สร้างความเดือดร้อน ลำบาก ให้ผู้บริสุทธิ์ เข้าใจคนทำมาหากิน แต่ขอฝากให้นึกถึงหัวอกคนที่ถูกมิจฉาชีพหลอก แล้วเงินที่เก็บออมไม่เหลือเลย มิจฉาชีพเปรียบเหมือนมะเร็งที่ลุกลาม ถ้าไม่รักษา เราจะกลายเป็นประเทศเทาๆ สะดวกสำหรับมิจฉาชีพ” นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้กล่าวไว้ในวันอำลาตำแหน่งกับสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 16 กันยายน
ชี้ให้เห็นถึงสถานการณ์ภัยไซเบอร์ได้ขยายตัวทำให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์ตกเป็นเหยื่อ
เพราะฉะนั้นการบังคับใช้ พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568
เพื่อควบคุม ป้องกัน และจัดการอาชญากรรมทางไซเบอร์ได้ทันท่วงที มีประสิทธิภาพ
เสมือนเป็นเคมีบำบัด สกัดไม่ให้มะเร็งลามหรือไม่
ผลจาก พ.ร.ก.ฉบับนี้มีการระงับบัญชีม้าได้ 2.8 ล้านบัญชี 1.97 แสนรายชื่อ
แต่ถึงอย่างไรยังมีเหยื่อถูกหลอกให้โอนเงินอีกจำนวนมาก จากกลยุทธ์หลอกลวงที่เปลี่ยนไป แล้วโอนเงินออกไปยังบัญชีอื่นๆ ต่ออย่างรวดเร็ว
ล่าสุด แก๊งสแกมเมอร์ ได้พัฒนายกระดับเหนือไปอีกขั้น โดยไปจดทะเบียนนิติบุคคล แล้วเปิดบัญชีธนาคาร ทำให้การตรวจสอบยากขึ้นไปอีก
ที่สำคัญสร้างความน่าเชื่อถือและไม่ต้องสแกนใบหน้า
แน่นอนว่า เมื่อบังคับใช้กฎหมายเข้มงวด ชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ คนทำมากิน เปรียบเหมือน “เซลล์ดี” ได้รับผลกระทบไปด้วย
แต่ประเด็นที่ถูกตำหนิกันมากคือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไร้มาตรการเตรียมการล่วงหน้าป้องกันและแก้ไขปัญหาให้ผู้บริสุทธิ์
เกิดสภาพแม่ค้าออนไลน์ พ่อค้าแม่ค้าในตลาดถูกอายัดบัญชี งดรับสแกนจ่ายเงิน กลายเป็นความตื่นตระหนกแห่ถอนเงินสดออกจากธนาคารกัน
จนทำให้ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) ภายใต้กลไกแห่ง พ.ร.ก.ฉบับนี้
ประกอบด้วย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี), ธปท., สมาคมธนาคารไทย, สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ต้องเรียกประชุม เพื่อลดระดับการระงับและเร่งกระบวนการปลดให้เร็วขึ้น จาก 3-7 วัน เหลือไม่เกิน 3-4 ชั่วโมง
อย่างไรก็ตาม วอร์รูมศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์พบว่า ผู้ที่ถูกระงับบัญชีแล้วติดต่อ ศปอท. และสถาบันการเงินมีกว่า 100 เคส แต่มีเพียง 11 เคส หรือ 10% เท่านั้นที่สามารถปลดระงับได้จริง
เนื่องจากบางส่วนไม่สามารถตอบข้อมูลบัญชีได้
สะท้อนว่าอาจเป็นบัญชีม้าตีเนียนมาขอปลดล็อกการระงับทำธุรกรรม หรือเป็นบัญชีม้าดำ (บัญชีต้องสงสัย ปปง. พัวพันการฟอกเงินชัดเจน) ที่รับเงินเป็นต่อแรกจากผู้เสียหาย
นอกจากนี้ แบงก์ชาติยังพบว่าบัญชีม้าบางส่วนได้มีการโทร.เข้ามาที่สายออนไลน์ 1441 กด 2 จำนวนมาก ทำให้คู่สายไม่ว่าง เพื่อให้ทางการปลดล็อกได้ช้าลง และผู้บริสุทธิ์ไม่สามารถโทร.เข้ามาปลดล็อกบัญชีได้
ขณะที่ตำรวจทำงานคลุกคลีใกล้ชิดประชาชน ซึมซับความเดือดร้อนของประชาชนที่ใช้ “บัญชีสุจริต” ทำอาชีพ ใช้จ่ายปกติ
งานนี้ต้องขอชม “บิ๊กต่าย” พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ขยับตัวไว เรียกประชุมด่วน “บิ๊กหวาน” พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศปอส.ตร.), ปปง., บช.สอท. ประสานดีอีและ ธปท.
จากนั้น “บิ๊กต่าย” นั่งหัวโต๊ะสั่งการผู้บัญชาการตำรวจนครบาล, ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1-9 และผู้บังคับการตำรวจนครบาล/ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด ทุกจังหวัด แก้ไขปัญหาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการระงับธุรกรรมทางการเงินที่เกี่ยวอาชญากรรมทางเทคโนโลยี
นำ “ดิไอคอน โมเดล” เป็นแนวทางการปฏิบัติขับเคลื่อนแก้ปัญหา
นั่นคือ ให้ทุกสถานีตำรวจทั่วประเทศรับแจ้งความผู้เสียหายทุกราย
โดยทุกคนที่ต้องการขอเพิกถอนบัญชีถูกอายัดนั้น ต้องให้ข้อมูลเบื้องต้นตำรวจดังนี้ 1. ชื่อ-สกุล 2. เลขบัตรประจำตัวประชาชน 3. ชื่อธนาคาร 4. เลขบัญชีธนาคาร และ 5. หมายเลขโทรศัพท์ เพื่อป้องกันมิจฉาชีพแอบอ้างตัวตนเป็นผู้บริสุทธิ์ ให้แจ้งความพร้อมยืนยัน 5 ข้อมูลได้ที่โรงพักทั่วประเทศ และสายด่วน 1599, 191
หากพบว่าเป็นประชาชนผู้บริสุทธิ์ ให้แอดมินของแต่ละสถานีตำรวจรวบรวมข้อมูลส่งให้ ศปอส.ตร. เพื่อรวบรวมข้อมูลส่งให้ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (Anti Online Scam Operation Center : AOC) พิสูจน์ทราบ เพื่อดำเนินการปลดล็อกบัญชีโดยเร็ว แต่หากพบว่าเป็นบัญชีที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดจริงๆ ก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดต่อไป
จากการคัดกรองที่ผ่านมาพบว่ามีการแจ้งความ 1,300 คู่สาย ตรวจสอบยืนยันความบริสุทธิ์ได้ 300 สาย ยืนยันไม่ได้ 1,000 สาย ได้จัดการปลดล็อกแล้ว 30 ราย
แสดงว่าแก๊งบัญชีม้าที่เป็นสแกมเมอร์ทั้งหลายโทร.มาป่วน สร้างความวุ่นวาย
ที่สำคัญ ผบ.ตร.ประกาศห้ามมิให้ปฏิเสธการรับแจ้งหรือไม่ดำเนินการใดๆ และห้ามเรียกรับผลประโยชน์อื่นใดจากผู้เสียหายทุกกรณี
หากพบข้อบกพร่องให้หน่วยพิจารณาอย่างเด็ดขาดต่อไป
ถือเป็นการทำงานเชิงรุก แก้ปัญหาความเดือดร้อนประชาชนอย่างทันท่วงทีของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
