bg-single

ยาต้ม พร้อมดื่มในทุกที่

12.09.2026

สมุนไพรเพื่อสุขภาพ | โครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งพาตนเอง

มูลนิธิสุขภาพไทย

ลองตอบคำถาม “คุณเคยกินยาต้ม หรือสมุนไพรต้ม หรือไม่?”

คนที่เคยกินอาจแบ่งได้ 2 กลุ่ม ยังกินอยู่และนึกไม่ออกว่านานแค่ไหนแล้วที่กิน ส่วนคนที่ตอบว่าไม่เคยกินเลย ก็อยากชวนคิดว่าคุณน่าจะเคยกินสักครั้งในชีวิตแน่ๆ แต่คุณอาจไม่ทันนึกว่าสิ่งนี้คือ ยาต้มสมุนไพร

ถ้าจัดให้ยาต้มเป็นตำรับยาเพื่อบรรเทาอาการหรือบำบัดรักษา ตามภูมิปัญญาดั้งเดิมก็มักจะเป็นสูตรตำรับที่ประกอบด้วยเครื่องยาสมุนไพรหลายชนิดหรืออาจใส่สัตว์วัตถุลงในหม้อต้มยาด้วย แต่ก็พบยาต้มที่ใช้เพื่อการพึ่งพาตนเองในครัวเรือนมักจะนำสมุนไพรเพียงชนิดเดียว ใช้ต้มกับน้ำดื่มเพื่อแก้อาการป่วยไข้ที่ดูแลเบื้องต้นได้ดี สมุนไพรเดี่ยวหลายชนิดจึงเป็นยาต้ม และก็เป็นเครื่องดื่มไว้ต้อนรับแขกเรือนหรือนำมาบริการลูกค้าในร้านอาหารที่ปัจจุบันพบเห็นทั่วไปด้วย ตัวอย่างเช่น น้ำมะตูม น้ำตะไคร้ (มักผสมใบเตยแต่งกลิ่น) น้ำกระเจี๊ยบแดง น้ำต้มสมุนไพรเช่นนี้เชื่อว่าทุกท่านเคยดื่ม

ถ้านำมาต้มด้วยสัดส่วนวัตถุดิบสมุนไพรที่เหมาะสม ไม่เติมน้ำตาลจนหวาน ตะไคร้และกระเจี๊ยบดื่มแล้วช่วยขับปัสสาวะ กระเจี๊ยบแดงยังช่วยให้สดชื่น ใช้แก้ไอละลายเสมหะได้ด้วย มะตูมเป็นสมุนไพรที่มีประโยชน์มาก แต่กล่าวเฉพาะน้ำต้มมะตูมเหมาะกับอากาศในไทยอย่างยิ่ง ดื่มแล้วช่วยดับกระหาย แก้ร้อนใน และสรรพคุณแต่ดั้งเดิมสืบต่อกันมาใช้เป็นยาบำรุงกำลังด้วย ถ้าช่วยกันต้มน้ำมะตูมอย่างพิถีพิถันและแต่งรสหวานให้น้อยที่สุด เพื่อให้ผู้ดื่มลิ้มรสมะตูมก็น่าจะเป็นเครื่องดื่มสร้างเอกลักษณ์ของไทยได้ เนื่องจากได้เคยลิ้มรสน้ำต้มดอกเก๊กฮวยในร้านอาหารริมทาง จ.แพร่ ที่เจ้าของร้านตั้งใจต้มให้กลิ่นและรสแบบฉบับยาต้ม แม้ใส่น้ำแข็งดื่มแล้วยังประทับใจมาก

เก๊กฮวยเป็นสมุนไพรจากจีน แม้สามารถนำมาปลูกได้ในไทยแต่ก็ปลูกได้ดีในเขตพื้นที่ภาคเหนือ แต่มะตูมเป็นไม้ถิ่นมาจากอินเดียแพร่พันธุ์ในไทยได้ทุกภาค มะตูมย่อมปลูกและได้ผลผลิตนำมาทำหม้อยาต้มแบบส่งเสริมสุขภาพได้อย่างกว้างขวาง

สําหรับยาต้มแบบตำรับเป็นหม้อยาต้มที่ท้าทายยุคนี้ คนรุ่นเบบี้บูมเมอร์ (Baby Boomers) น่าจะโตมากับการได้กินยาต้ม รุ่นเจนเอ็กซ์ (Generation X) ก็น่าจะเคยผ่านคอและลิ้นกับรสยาต้มเช่นกัน แต่คนรุ่นถัดมาจนเด็กรุ่นใหม่ๆ น่าจะไม่เคยสัมผัสยาต้มร้อนๆ อุ่นๆ กันแล้ว ขอเล่าให้ชวนคิดว่า คนรุ่นใหม่ๆ อาจไม่ได้กินยาต้ม แต่คุณแม่ของเด็กรุ่นนี้กินยาต้มที่ช่วยเพิ่มน้ำนมมารดาไว้เลี้ยงลูกน้อยกัน ตัวอย่างการศึกษาวิจัยในหลายแห่ง เช่น โรงพยาบาลสอง จ.แพร่ เมื่อ 10 ปีมาแล้วทำการศึกษากึ่งทดลอง (Quasi experimental design) โดยแบ่งหญิงหลังคลอด เป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม รวม 33 ราย พบว่ากลุ่มที่ได้กินยาต้มใบน้ำนมราชสีห์และเตยหอม ช่วยปรับสมดุลและช่วยไหลเวียนโลหิต ทำให้กระตุ้นการไหลของน้ำนมในหญิงหลังคลอดได้มากกว่ากลุ่มที่ไม่ได้กินยาต้ม

เมื่อปี 2562 ที่โรงพยาบาลเชียงยืน จ.มหาสารคาม ก็ทำการศึกษาวิจัยแบบกึ่งทดลอง จำนวน 30 ราย แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มเช่นกัน การศึกษานี้นำเอาตำรับยาบำรุงน้ำนมของหมอพื้นบ้านมาใช้ ประกอบด้วยตัวยา ว่านชักมดลูก (Curcuma comosa Roxb.) ฝางเสน (Ceasalpinia sappan Linn.) หัสคุณ (Micromelum minutum Wight & Arn.) นมสาว (Xantolis cambodiana (Pierre ex Dubarb) P.Royen) ย่านางแดง (Bauhinia strychnifolia Craib.) โกศหัวบัว (Ligusticum Chuanxiang Hort.) โปร่งฟ้า (Murraya siamensis Craib.) ชะเอมเทศ (Glycyrrhiza glabra Linn.) ซึ่งตำรับนี้มีสรรพคุณ บำรุงโลหิต กระตุ้นน้ำนม บำรุงร่างกาย ช่วยขับน้ำคาวปลาด้วย ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มที่กินยาต้มมีปริมาณน้ำนมมากกว่ากลุ่มที่ไม่ได้กิน

นอกจากนี้ ยังมีการศึกษายาบำรุงน้ำนมในโรงพยาบาลอื่นๆ ที่ใช้ตำรับพื้นบ้านหลากหลายตำรับ ที่แสดงให้เห็นศักยภาพของยาต้มโบราณแต่ร่วมสมัย ยาต้มที่โดดเด่นอีกขนานและเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่คนชอบกินยาต้ม คือ ยาต้มบำรุงกำลัง และแก้อาการปวดเมื่อยร่างกาย ตำรับที่ได้รับการยอมรับจนบรรจุในรายการบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร คือ ตำรับยาโคคลาน ประกอบด้วยตัวยา 4 ชนิด เถาโคคลาน (Mallotus repandus (Willd.) M?ll. Arg) โด่ไม่รู้ล้ม (Elephantopus scaber L.) ผลมะตูมอ่อน (Aegle marmelos (L.) Correa ex Roxb.) ทองพันชั่ง (ทั้งต้น) (Rhinacanthus nasutus (L.) Kurz) และยังมีสูตรตำรับโคคลานที่เพิ่มตัวยา เถาเอ็นอ่อน (Cryptolepis dubia (Burm. f.) M. R. Almeida) แก่นฝาง (Ceasalpinia sappan Linn.) และเถาสะค้าน (Piper wallichii (Miq.) Hand.-Mazz.)

น่ายินดีที่เมื่อ 24 สิงหาคมที่ผ่านมา มูลนิธิสุขภาพไทยได้รับเชิญไปร่วมงาน “คืนความรู้ภูมิปัญญาและมุขปาฐะยาหม้อ (ยาต้มสมุนไพร)” จัดโดยสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ ร่วมกับคณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสกลนคร

น่าตื่นตาตื่นใจที่ชุมชนชาวบ้านจากภาคใต้เดินทางไปร่วมเรียนรู้และจัดแสดงยาต้มชนแก้วกับภาคเหนือและอีสาน จุดเริ่มต้นที่ดีเมื่อนักวิชาการจากอีสานทบทวนความรู้ว่า ตำรับยาแก้ปวดเมื่อยของอีสานมีการใช้สมุนไพรถึง 150 ชนิด แต่สมุนไพรที่พบว่ามีการใช้บ่อยที่สุดในตำรับยา ได้แก่ กำแพงเจ็ดชั้น กำแพงเก้าชั้น ช้างน้าว เถาวัลย์เปรียง กำลังเสือโคร่ง ม้าทลายโรง ฝางแดง เถาเอ็นอ่อน และโคคลานซึ่งอยู่ในตำรับยาบัญชียาหลักแห่งชาติด้วย

หม้อยาต้ม หม้อดินบนเตาถ่าน คล้ายกับภาพลักษณ์ของความเชย แต่ถ้าเหลียวมองหม้อยาต้มสมัยใหม่ระบบไฟฟ้าอัตโนมัติใช้สะดวก นำมาเรียนรู้กับยาต้มตำรับคลายปวดเมื่อย หรือยาต้มสมุนไพรเดี่ยวส่งเสริมสุขภาพ ปรับสมดุลธาตุ บำรุงร่างกาย ดื่มอร่อยได้ทั้งที่บ้าน ที่ทำงาน และแหล่งท่องเที่ยวทั่วไทย



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เจาะ ออล-นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร ฟื้นตำนานเอสยูวี-ออปชั่นพร้อมลุย
ภารกิจใหญ่ของ ‘ไก่เดือยทอง’ เร่งเปลี่ยนโรงพยาบาลเป็นความสำเร็จ
NPA บ้านอีกระลอกใหญ่
เจาะความหวังไทยในเอเชี่ยนเกมส์ เหรียญทองและบทพิสูจน์ศักยภาพ
ข้าวผัดน้ำพริกมะขามทรงเครื่อง
ยาต้ม พร้อมดื่มในทุกที่
‘อ่านคนไร้ราก (1)’
คิดต่อจาก 6 ตุลา (5) : ทำอย่างไรประวัติศาสตร์จึงจะไม่ฆ่าคน
รถเมล์ท้องถิ่น
E-DUANG | สภาพ อาทิตย์ 13 กันยายน คือ ตัว”แปร” ทาง การเมือง
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 11-17 กันยายน 2569
การ์ตูน จุก ชายคา