เมษา พฤษภา 2553 มองมุมต่าง 10 เมษา 2553 ระหว่าง อภิสิทธิ์ กับ นักข่าว
ยุทธการแดงเดือด
เมษา พฤษภา 2553
มองมุมต่าง 10 เมษา 2553
ระหว่าง อภิสิทธิ์ กับ นักข่าว
ในชีวิตการเมืองของผมไม่เคยต้องการจะเห็นความสูญเสียของพี่น้องประชาชนคนไทยแม้แต่คนเดียว ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใด แต่เหตุการณ์นี้มาเกิดขึ้นในยุคที่ผมเป็นนายกรัฐมนตรี
ผมคิดมาก คิดอยู่นาน คิดว่าตัวเองควรจะทำอย่างไรต่อไป
ขณะนั้นไม่ใช่สถานการณ์ควบคุมการชุมนุมของประชาชนธรรมดา แต่ได้กลายเป็นสถานการณ์ที่มีสงครามกองโจรแทรกเข้ามา มีความสูญเสียของเจ้าหน้าที่และประชาชน
แรงกดดันก็มีเข้ามาเยอะมากจากหลายทาง
คืนนั้นผมคิดทบทวนแล้วทบทวนอีก คิดอยู่ตลอดเวลาว่าจะต้องตัดสินใจอย่างไร
แม้ในใจนั้นรู้มาตลอดว่าทั้งผมทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐเราพูดกันและปฏิบัติกันอย่างชัดเจนอยู่แล้วว่า เราจะทำทุกอย่างเพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียที่เกิดขึ้น ผมรู้ตั้งแต่คืนนั้นแล้วว่า ไม่ว่าผมจะตัดสินใจอย่างไรชีวิตผมจะไม่มีทางเหมือนเดิม
ต้องมีคนโกรธ ต้องมีคนแค้นโดยธรรมชาติ และกระบวนการในการปลุกระดมให้เกิดความเกลียดชังก็ต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
ผมคิดหลายตลบยังคิดไม่ตกผลึกว่าจะต้องทำอย่างไร คนที่ให้สติผมในวันนั้นก็คือภรรยาคู่ชีวิตของผม เขาก็รู้ว่าชีวิตของเขาและลูกๆ ของเราก็ไม่มีวันเหมือนเดิม
ผมรู้สึกผิดเพราะผมอาสาตัวเข้ามาสู่การเมือง
แต่เขาไม่ได้เป็นคนอาสา เขาไม่ได้เป็นคนที่ต้องมาอยู่กับการเมืองกับผมแต่ก็ผูกติดกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
วันนั้นเขาบอกกับผมว่า
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเรามั่นใจว่าเราไม่ได้เป็นคนที่ต้องการให้เกิดขึ้น ไม่ได้เป็นเงื่อนไขที่ทำให้เกิดขึ้น ทางเดียวที่จะเป็นความรับผิดชอบ คือ ต้องแบกรับปัญหาและแก้ปัญหานั้นให้สำเร็จลุล่วงไป
ห้ามหนี ห้ามทิ้งปัญหา เผชิญหน้าและแก้วิกฤตให้สำเร็จลุล่วงให้ได้
จากวันนั้นจนถึงวันนี้ผมยืนยันในเจตนาบริสุทธิ์ของตนเอง และยืนยันว่าพร้อมเดินเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม พร้อมเคารพและยอมรับคำพิพากษาชี้ขาดของศาลยุติธรรมทุกประการ
ผมรู้สึกเสียใจกับความสูญเสียทุกฝ่ายและจะไม่มีวันออกกฎหมายนิรโทษกรรมตัวเองเด็ดขาด
หลังเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน 2553 มีแรงกดดันถาโถมเข้ามาทุกทาง ทั้งเสียงจากพรรคร่วมรัฐบาลที่ร่วมกดดัน แต่ผ่านไปครึ่งวัน เมื่อหลักฐานข้อเท็จจริง วิดีโอคลิป ปากคำของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์
บ่งชี้ออกมาในทิศทางเดียวกันว่ามีกองกำลังติดอาวุธลงมือฆ่าเจ้าหน้าที่ทหาร
โดยที่ทหารไม่ได้ตอบโต้ด้วยอาวุธแบบสงครามเต็มรูปแบบ และยิ่งไม่ได้มีเจตนาจะบุกเข้าเข่นฆ่าประชาชนผู้ชุมนุมเลย
เสียงกดดันก็เริ่มเปลี่ยนทิศ
เวลานั้นการพยายามนำข้อเท็จจริงออกมาให้สังคมได้พิจารณาอย่างชัดเจนเป็นสิ่งสำคัญมาก
เราได้นำภาพเหตุการณ์จริงจากการบันทึกของช่างภาพต่างประเทศเผยแพร่ออกสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ทำให้ประชาชนเห็นถึงสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยตนเองโดย คุณสาทิตย์ วงศ์หนองเตย และอีกหลายคนก็พยายามติดตามและทำหน้าที่ตรงนั้นอย่างเต็มที่
เพราะเรารู้ว่าทั้งหมดมันเป็นความพยายามที่จะให้เกิดปัญหา เกิดความรุนแรง เกิดเงื่อนไขสถานการณ์ความวุ่นวาย
หรือกระทั่งนำไปสู่สถานการณ์พิเศษบางประการ
แต่หลังจากสังคมได้รับรู้เรื่องเหตุการณ์ 10 เมษาและปรากฏการณ์ชายชุดดำ ปัญหาการชุมนุมก็ยังไม่ยุติ ตรงกันข้าม มีการใช้ความรุนแรงอย่างต่อเนื่องกับประชาชนผู้บริสุทธิ์
ไม่ว่าจะเป็นการยิงเอ็ม 79 ที่สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส ศาลาแดง การสูญเสียของเจ้าหน้าที่ที่ถนนพระราม 4 ฯลฯ
เป็นปรากฏการณ์ที่ตรงกันข้ามกับที่เคยเกิดขึ้นในปี 2551 ที่ตอนนั้นเป้าหมายของเอ็ม 79 คือที่ชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แต่ในปี 2553 เอ็ม 79 กลับถูกยิงออกมาจากพื้นที่ชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง
โดยเฉพาะบางส่วนของสวนลุมพีนียิงใส่ชาวสีลม ข่มขู่ประชาชนทั่วไป
มีความแตกต่างอย่างแน่นอนระหว่างบทสรุปจาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับของนักข่าวภาคสนามที่ทำงานใกล้ชิดอย่างเป็นพิเศษ เช่น วาสนา นาน่วม
นั่นก็คือ วาสนา นาน่วม เห็นว่าเป็น “ความผิดพลาด”
ความพ่ายแพ้ในยุทธการผ่านฟ้า 10 เมษายน 2553 ที่จะอ้างแค่คำว่า “คาดไม่ถึง” ไม่ได้ ส่งผลให้เกิดบทเรียนมากมายให้กองทัพที่ครั้งนั้นก็ไม่รู้ว่าเอาหน้าไปซุกไว้ตรงไหน
โดยเฉพาะความผิดพลาดในทางยุทธวิธีที่ปล่อยให้กำลังทหารเข้าปฏิบัติการแบบประชิดตัวกับผู้ชุมนุม
เนื่องจากใช้โล่ กระบอง นำทัพหน้า
แถมคำสั่งในเรื่องการใช้อาวุธก็ให้เฉพาะนายทหารบางคนที่มีวุฒิภาวะและประสบการณ์เท่านั้น
อาจเป็นเพราะผู้นำทัพยังไม่กล้าแตะต้องประชาชน
เมื่อผู้ชุมนุมเสื้อแดงใช้ความรุนแรงทั้งด้วยมือเปล่าและสิ่งเทียมที่หาได้เข้าทำร้ายทหาร รวมทั้งการใช้ระเบิดถังแก๊สปล่อยเข้าใส่แถวทหาร โดยเฉพาะการใช้ลูกยาว คือเอ็ม 79 ยิงใส่ทหาร
จึงทำให้เกิดความสูญเสียอย่างหนัก
รวมถึงการตัดสินใจของวอร์รูม ศอฉ.อย่างกะทันหัน ที่ให้เริ่มปฏิบัติการในบ่ายวันนั้นเลยแล้วเป็นการเริ่มต้นที่ล่าช้าเกินไปเพราะเริ่มในเวลาบ่ายโมงครึ่ง โดยอาศัยเหตุการณ์ที่ม็อบราว 200 คนไปล้อมกองทัพภาคที่ 1 แล้วนำกำลังทหารเข้าตะลุยสลายการชุมนุม
จึงทำให้ทหารมีเวลาในการปฏิบัติการแค่ไม่กี่ชั่วโมง ซึ่งจะปฏิบัติได้ยากและเสี่ยงอันตราย
แต่ก็ต้องโทษนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพราะก็เพิ่งมาสั่งการให้สลายม็อบในตอนเช้าตรู่ นี่ขนาดนายทหารฝ่ายเสนาธิการได้เตรียมแผนไว้บ้างแล้วแต่ก็ยังฉุกละหุก
ทั้งนี้ มีรายงานว่าเพราะระดับบิ๊กๆ ใน ศอฉ.เชื่อมั่นว่าทหารจะเข้าจัดการได้เสร็จสิ้นภายในเวลาแค่ 3 ชั่วโมงด้วยซ้ำ เพราะคิดว่าง่าย คิดว่าทหารจะเดินลุยหน้าแล้วม็อบจะแตกหนีกระจาย
เหมือนตอนสงกรานต์เมื่อปี 2552 ที่สามเหลี่ยมดินแดง
แถมเมื่อถูกยิงกระหน่ำด้วยเอ็ม 79 แล้วแทนที่จะสั่งถอนกำลังกลับส่งกำลังไปเสริมแล้วสั่งให้สู้ต่อ เพราะมีความจำเป็นบางประการที่ต้องเคลียร์ให้จบภายในคืนนั้นและจัดการให้เสร็จทั้งหมดก่อนสงกรานต์
นี่คือสาเหตุที่ วาสนา นาน่วม สรุปว่า ทำให้ทหารเดินเข้าสู่ตะแลงแกง
บทเรียนที่สำคัญ คือ การปฏิบัติการทางทหารไม่ควรให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซง หรือกะเกณฑ์ว่าจะต้องทำเมื่อใด หรือเสร็จเมื่อใด เพราะต้องเป็นไปตามสถานการณ์
มีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสมและปัญหาเฉพาะหน้า ไม่ใช่ม้วนเดียวจบ
นี่คือบทสรุปและมุมมองที่แตกต่างกันเมื่ออ่านจาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เปรียบกับการอ่านจาก วาสนา นาน่วม
ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นมุมทางด้าน “การเมือง”
ขณะที่ของ วาสนา นาน่วม เหมือนกับจะเป็นความจัดเจนของนักข่าวสายทหารอย่างเป็นด้านหลัก
แต่สัมพันธ์กับกระบวนการ “ทางทหาร” อย่างแยกไม่ออก
