เมษา พฤษภา 2553 ความผิดพลาด ล้มเหลว พ่ายแพ้ การเมือง การทหาร 10 เมษา 53
ยุทธการแดงเดือด
เมษา พฤษภา 2553
ความผิดพลาด ล้มเหลว พ่ายแพ้
การเมือง การทหาร 10 เมษา 53
สถานการณ์วันที่ 10 เมษายน 2553 “ลับ ลวง เลือด” ของ วาสนา นาน่วม ระบุว่า ฝ่ายทหารเองก็มีการเคลื่อนไหวกำลังอย่างโจ่งแจ้ง เพราะให้นำกำลังเข้าไป “ที่รวมพล” ที่กองทัพภาคที่ 1
จึงทำให้คนเสื้อแดงผิดสังเกต เพราะหวาดระแวงอยู่แล้วว่าทหารจะสลายการชุมนุมจึงพากันไปล้อมกองทัพภาคที่ 1
ทั้งๆ ที่แผนเดิมนั้นจะให้ทหารเข้าไปปฏิบัติการพร้อมกันในหลายจุดหลายเส้นทางในเวลาเช้ามืดของวันที่ 11 เมษายน โดยให้ พล.1 รอ.รับผิดชอบถนนราชดำเนินนอกเพื่อมุ่งตรงเข้าสู่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ
ขณะที่ พล.ร.9 นำกำลังเข้ามาทางฝั่งธนบุรีข้ามสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้ามีที่หมายยังสะพานผ่านฟ้าลีลาศ
ส่วน พล.ม.2 รอ.ได้ใช้กำลังทหารจาก ม.พัน 3 รอ.เกียกกาย พร้อมด้วยรถสายพานลำเลียงพลที 85 เพื่อเป็นเกราะกำบังทหารทำงานไปพร้อมกับกำลังจาก พล.ร.2 รอ.
ซึ่งเป็นหน่วยหลักที่ใช้กำลังมากที่สุดในปฏิบัติการครั้งนี้นำกำลังออกจากกองทัพบก วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร บุกเข้าทางถนนดินสอผ่านหน้าโรงเรียนสตรีวิทยาและทางสี่แยกคอกวัว
ถ้ามองภาพจากทางอากาศหรือ bird eye’s view ก็จะเห็นชัดเจนว่า ทหารวางกำลังทุกเส้นทางเพื่อล้อมเข้าสลายม็อบในทุกทิศทางรายล้อมสะพานผ่านฟ้าลีลาศและเตรียมพร้อมถึงขั้นต้องใช้อาวุธ
โดยมีแผนนำอาวุธปืนไปใส่ในรถขยะของ กทม.เพื่อพร้อมรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงหน่วยระวังป้องกันของ พล.ร.2 รอ.และจาก ร.21 รอ.เอง
รวมทั้งทหารรบพิเศษจาก ฉก.90 อีกด้วย
แต่ก็ต้องแตกกระเจิงเมื่อโดนกองกำลังไม่ทราบฝ่ายยิงเอ็ม 79 ถล่มเข้าไปแบบนับไม่ถ้วนจนทหารถอนตัวไม่ทัน
ทหารม้าที่ดูแลรถสายพานลำเลียงพลไม่ยอมทิ้งรถหลวง ยอมถูกคนเสื้อแดงจับกุมตัว อาวุธปืนของทหารหลายแบบกว่า 60 กระบอกถูกคนเสื้อแดงยึด รวมถึงเสื้อเกราะทหาร ชุดโรโบคอป
ที่ต่อมากลายเป็นอุปกรณ์เสริมในการแต่งกายของม็อบเสื้อแดงและการ์ด นปช.ที่ยึดได้
การเปลี่ยนใจมาปฏิบัติการ 10 เมษายน ในขณะที่กำลังทหารทั้งหมดยังไม่พร้อมดี จึงส่งผลให้เกิดความผิดพลาดและพ่ายแพ้ ทั้งทหารป่าจาก พล.ร.9 กาญจนบุรี และบูรพาพยัคฆ์แห่ง พล.ร.2 รอ.
แตกพ่ายบาดเจ็บล้มตายกันเกลื่อนชนิดที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าของ ทบ.มีเตียงไม่พอ
แถมห้องผ่าตัดและแพทย์ต้องทำงานตลอดยิ่งกว่าสงครามครั้งไหนๆ
แน่นอนว่า ผู้บังคับบัญชาตั้งแต่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ลงมาถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รอง ผบ.ทบ. และ พล.ท.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รอง เสธ.ทบ. ผู้วางแผนยุทธการจึงถูกลูกน้องวิจารณ์ลั่นกองทัพ
พาลไปพาดพิงถึงเรื่องการขาดประสบการณ์ในการรบของบิ๊กๆ ในยุคนี้อีกด้วย
แถมมุขบางมุขก็ไม่เวิร์ก เช่น การเอาเฮลิคอปเตอร์ขึ้นไปโปรยใบปลิวจนนายทหารบนเครื่องถูกยิงบาดเจ็บ หรือการใช้เฮลิคอปเตอร์โปรยแก๊สน้ำตาจำนวน 200 ลูกใส่ผู้ชุมนุมที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศเบื้องล่างโดยลืมคิดเรื่องกระแสลม
ความผิดพลาดทำให้ทหารบาดเจ็บนับร้อย อาวุธปืนถูกยึดไปราว 60 กระบอก เสื้อเกราะ ชุดโรโบคอปอีกนับไม่ถ้วน
รถสายพานลำเลียงพลแบบที 85 จำนวน 6 คันของ ม.พัน 3 รอ. ถูกยึดและถอดแยกส่วน พ่นสีข้อความระบายแค้นต่อรัฐบาล และรถยนต์ทางทหาร ฮัมวีย์ ยูนิม็อก รถจี๊ปของ พล.ร.9 อีก 21 คัน
ความสูญเสียที่แสนสาหัสเหล่านี้แทนที่จะมองย้อนว่าเป็นความผิดพลาดจากความรีบร้อนสลายการชุมนุมและวางแผนไม่รัดกุม แต่กลับไปมองว่าเป็นเพราะทหารไม่ได้ใช้อาวุธกระสุนจริงจึงถูกกองกำลังติดอาวุธโจมตี
เพราะการสลายการชุมนุมด้วยปืนและกระสุนจริงไม่ได้อยู่ในหลักมาตรฐานสากลเลยแม้แต่น้อย
ในเมื่อนายทหารต่างก็ร่ำเรียนกันมาหลายโรงเรียน หลายหลักสูตร ก็เพื่อที่จะหาทางแก้ปัญหา เพื่อลดความสูญเสีย หรือเพื่อไม่ต้องใช้อาวุธปืนกระสุนจริงกับผู้ชุมนุม แต่ที่สุดแล้วที่ร่ำเรียนมาก็ไร้ค่าไร้ประโยชน์ไม่ได้นำมาใช้
ความสูญเสีย พ่ายแพ้ อารมณ์และศักดิ์ศรีของทหารเข้ามาครอบงำการตัดสินใจของผู้นำกองทัพ
นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้จากนั้น ศอฉ.มีคำสั่งให้ทหารพกอาวุธปืนจริงเพื่อป้องกันตัวเองและระงับเหตุ เป็นการเริ่มต้นของการใช้ความรุนแรงของทั้งสองฝ่ายเพราะทหารจะไม่ยอมเป็นฝ่ายถูกกระทำแต่ฝ่ายเดียวอีกต่อไป
อีกทั้งในการประชุม ผบ.หน่วย ระดับผู้บัญชาการกองพล ผู้บังคับการกรม และระดับผู้บังคับกองพัน ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกรอกหู ผบ.ทบ.เลยว่า ถ้าให้ลุยอีกครั้งแบบมือเปล่า ใช้ 7 ขั้นตอนก็ไม่มี ผบ.หน่วยคนไหนจะทำตามเพราะเท่ากับเป็นการนำลูกน้องไปตาย
ระดับ ผบ.ทบ.และบิ๊กๆ ได้แต่สั่งการอยู่ในห้องแอร์ ไม่ได้ลงมาเสี่ยงชีวิตกับลูกน้องด้วยจะไปเข้าใจความรู้สึกทหารในยามที่เฉียดตายได้อย่างไร จนทำให้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ไฟเขียวให้ติดอาวุธและใช้อาวุธได้แต่อย่างระมัดระวัง
ทว่า คำสั่งใช้อาวุธและกระสุนจริงตั้งแต่วันที่ 11 เมษายนนั้น มันหมายถึงไฟเขียวในการยิงจริงนั่นเอง
หากย้อนกลับไปศึกษาผ่านบทความของ เกษม เพ็ญภินันท์ “ข้อเท็จจริงการเสียชีวิต และความรุนแรง เมษา 53” เน้นไปยังช่วงหลังของเหตุการณ์ในวันที่ 10 เมษายน อีกคำรบหนึ่ง
นอกเหนือจากการเสียชีวิตของ นายฮิโรยูกิ มูราโมโต แล้ว กรณีการเสียชีวิตของทหารจากกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ก็มากด้วยความแหลมคม
รายงานการสืบสวนคดีพิเศษที่ 61/2553 คดีกรณีการเสียชีวิตของนายฮิโรยูกิ มูราโมโต (Mr.Hiroyugi Muramoto) ผู้สื่อข่าวชาวญี่ปุ่น (สถานที่เกิดเหตุบริเวณหน้าโรงเรียนสตรีวิทยา)
นายทหารยศพันเอกคนหนึ่งได้ให้การกับดีเอสไอว่า
เวลาประมาณ 20.00 น.ได้รับทราบจาก ผบ.พล.ว่า กำลังทหารที่ปฏิบัติภารกิจอยู่ที่ถนนตะนาว สี่แยกคอกวัว ได้ถูกยิงด้วยระเบิดเอ็ม 79 ทหารได้รับบาดเจ็บหลายนาย
ผบ.พล.จึงได้เรียกประชุมเพื่อวางแผนการถอนกำลังเนื่องจากไม่สามารถปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จได้เพราะกลุ่มผู้ชุมนุมมีจำนวนมากเกินไป
ขณะที่มีเรียกการประชุมมีระเบิดตกลงมาใกล้บริเวณที่นายทหารประชุมกันอยู่ สะเก็ดระเบิดถูกทหารได้รับบาดเจ็บหลายนาย และ พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม และ พลทหารภูริวัฒน์ ประพันธ์ เสียชีวิต
ส่วนพยานได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย
ต่อมาในเวลาไล่เลี่ยกันได้มีระเบิดอีกลูกหนึ่งตกเข้าใส่กลุ่มทหารที่กำลังถอยร่นเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บอีกหลายนาย กำลังพลจึงช่วยกันลำเลียงคนบาดเจ็บออกจากพื้นที่
พยานได้สั่งให้กำลังพลถอยกลับไปที่สี่แยกสะพานวันชาติ ขณะที่ทหารถอนกำลังนั้นกลุ่มชายฉกรรจ์เสื้อแดงได้รุกไล่ติดตามเข้ามารุมทำร้ายโดยตลอด
ในระหว่างนั้นพยานได้ยินเสียงปืนประปรายแต่ไม่ทราบว่ายิงมาจากฝ่ายใด
จนกระทั่งได้มีการประสานกับแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมเพื่อให้ต่างฝ่ายต่างหยุดการกระทำเหตุการณ์จึงได้สงบ
