รายงานพิเศษ | พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร
ทัศนัย เศรษฐเสรี
จ้องปรากฏการณ์ประหลาด คดี ‘ศิลปินแห่งชาติ’
เป็นอีกประเด็นต้องจับตา สำหรับคดีศิลปินแห่งชาติที่เข้มข้นขึ้นทุกขณะ ด้วยสถานการณ์ที่ถูกเคี่ยวกรำมาจนถึงวันที่สุชาติ สวัสดิ์ศรี อดีตศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ พ.ศ 2554 จ่ออุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด หลังศาลปกครองกลางมีคำพิพากษายกฟ้อง กรณียื่นฟ้องคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ และกระทรวงวัฒนธรรม จากการถูกเพิกถอนศิลปินแห่งชาติว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อ 18 กันยายนที่ผ่านมา
ไหนจะเหตุการณ์ปริศนา ที่ชื่อของ วรรณา สวัสดิ์ศรี หรือ ‘ศรีดาวเรือง’ นักเขียนหญิงชื่อดัง ภรรยาคู่ชีวิตของสุชาติ หายไปอย่างลึกลับ จากลิสต์ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ พ.ศ.2568 ก่อเกิดเครื่องหมายคำถามตัวโตๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นในประเทศนี้
ยังไม่นับคดีของศิลปินแห่งชาติอีกราย ที่โดนผู้เสียหายยื่นฟ้องต่อศาลแขวงเชียงใหม่กล่าวหาในข้อหายักยอกทรัพย์ คือผลงานศิลปะที่ซื้อไปแล้ว อ้างว่าเอาไปจัดแสดง แต่กลับขายให้สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม โดยศาลนัดไต่สวนไปหมาดๆ เมื่อ 29 กันยายนที่ผ่านมา
หลากเคสแปลกประหลาดเช่นนี้ ไม่พ้นต้องสนทนากับ ทัศนัย เศรษฐเสรี อาจารย์คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งสร้างตำนานคว้าคีมตัดโซ่ที่พันธนาการหอศิลป์ มช. จนเป็นคดีดังมาแล้ว แน่นอนว่าประเด็นข้างต้นไม่หลุดพ้นสายตาศิลปินผู้มีชีวิต 5 พันปีที่ขยันวิพากษ์อย่างเผ็ดร้อนตลอดมา

: ขอเริ่มที่คดี สุชาติ สวัสดิ์ศรี ที่เตรียมอุทธรณ์ คิดว่าจะจบอย่างไร?
กรณีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องชะตากรรมของบุคคลหนึ่ง แต่คือบททดสอบของระบบกฎหมายไทยว่าจะตีความเสรีภาพทางศิลปะและการแสดงออกอย่างไร คดีนี้จะไม่จบลงด้วยชัยชนะหรือความพ่ายแพ้ของสุชาติเท่านั้น แต่จะสะท้อนขอบเขตของเสรีภาพในการวิพากษ์อำนาจของศิลปินในประเทศนี้
หากศาลปกครองสูงสุดยืนตามศาลชั้นต้น ก็จะเป็นการปักหมุดให้ทุกศิลปินแห่งชาติรู้เส้นแบ่งของ “สิ่งที่พูดได้” กับ “สิ่งที่พูดไม่ได้”
แต่ถ้าศาลปกครองสูงสุดพลิก นั่นจะเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่ทำให้รางวัลนี้ไม่ใช่เครื่องมือควบคุมศิลปินอีกต่อไป
แต่ต่อให้คดีนี้จะออกมาในทิศทางไหน ชัยชนะเชิงสัญลักษณ์ก็ตกอยู่กับสุชาติแล้ว เพราะเขาทำให้เห็นว่า “ศิลปินแห่งชาติ” ไม่ได้ขึ้นกับการแต่งตั้งของรัฐเท่านั้น
แต่ขึ้นอยู่กับการยืนหยัดในเสรีภาพและการยอมรับจากประชาชนด้วย
ดังนั้น คดีนี้อาจไม่จบที่ศาล แต่จบลงในใจสังคม ระหว่าง “ศิลปินแห่งรัฐ” ที่อยู่ใต้การควบคุม กับ “ศิลปินแห่งราษฎร์” ที่ยืนเคียงข้างเสรีภาพและความเป็นธรรม
: กรณี ‘ศรีดาวเรือง’ ถ้าให้มองเป็นพล็อตในนิยาย คิดว่ามาจากสาเหตุใด?
ถ้าจะเล่าแบบนิยายการเมืองวัฒนธรรม เรื่องศรีดาวเรืองก็เหมือนบทตอนที่ตัวละครถูกเขียนทิ้งกลางเรื่องโดยไม่มีคำอธิบาย
การหายไปแบบลึกลับนี้อาจเป็น “บาปทางความคิด” ที่ไม่เข้ากับระเบียบที่รัฐอยากให้ศิลปินรับใช้ หรืออาจเป็น “แรงกดดันเงียบ” จากกลุ่มอำนาจ อาจเป็นเพียง “เทคนิคทางเอกสาร” ที่ใช้เป็นข้ออ้างให้ดูเรียบร้อย
แต่จริงๆ คือการเมืองของการตัดชื่อ หรืออาจเป็นเพียง “การประนีประนอม” ที่ตัดไฟตั้งแต่ต้นลมเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาใหญ่เมื่อประกาศออกสู่สาธารณะ
ถ้าเป็นนิยายจริง เหตุผลทั้งหมดนี้คือการสะท้อนว่าการเป็นศิลปินแห่งชาติ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณภาพผลงานหรือเสียงชื่นชมจากประชาชนเท่านั้น
แต่ขึ้นอยู่กับความพอดีระหว่างศิลปินกับภูมิทัศน์ของอำนาจ เมื่อใครเริ่มเป็นภาระ ก็เพียงกดปุ่ม delete แล้วทำให้ชื่อหายไปจากหน้ากระดาษ
: ทั้ง 2 กรณีข้างต้น ผู้ร่วมวงการศิลปะและวรรณกรรม ออกมาแสดงจุดยืน-เคลื่อนไหวน้อยไปหรือไม่ ดูเหมือนมีผู้โพสต์เฟซบุ๊กเรียกร้องแบบนับนิ้วได้?
สิ่งที่เห็นชัดในทั้งสองกรณีคือ ความเงียบของวงการ ความเงียบที่ไม่ใช่ความเป็นกลาง แต่คือการยอมจำนนต่อระเบียบที่บิดเบี้ยว ศิลปินจำนวนไม่น้อยยังถูกหล่อเลี้ยงด้วยเครือข่ายรัฐ ทุน งาน รางวัล การออกมาพูดจึงเสี่ยงตัดขาดตัวเอง
แต่ความเงียบนี้ไม่ใช่แค่เพราะกลัว มันคือผลผลิตของวัฒนธรรมที่ปลูกฝังให้ “นิ่งคืออยู่รอด”
ที่อันตรายที่สุดคือการขาดจินตนาการทางการเมืองของทั้งวงการ เรามองการถอดถอนหรือการกล่าวหาเป็นเรื่องส่วนตัวของศิลปินคนนั้น ไม่ใช่ปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งที่จริงมันคือเส้นแบ่งของเสรีภาพทางศิลปะกับอำนาจรัฐ เส้นแบ่งที่ถ้าเราไม่ปกป้องกันวันนี้ วันหนึ่งมันจะปิดปากเราทุกคน
ดังนั้น ปัญหาไม่ใช่แค่การออกมา “น้อย” แต่คือการเคลื่อนไหวที่ไร้น้ำหนัก ไร้พลังที่จะสั่นคลอนระเบียบที่ใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือกำกับศีลธรรมของสังคม
: ใคร หรือหน่วยงานใด ควรเป็นผู้รับผิดชอบในเหตุการณ์แปลกประหลาดเหล่านี้?
คําถามนี้เหมือนชี้ไปที่ปมใหญ่ของระบบ มันคือผลลัพธ์ของโครงสร้างที่วางไว้ชัดเจนว่าศิลปินแห่งชาติอยู่ใต้การครอบครองของรัฐราชการ
ผู้รับผิดชอบตรงๆ คือ คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ที่ถูกแต่งตั้งโดยรัฐบาลและอยู่ในมือของระบบราชการ ศิลปินและประชาชนกลายเป็นผู้รับกรรมในแบบที่ไม่อาจปฏิเสธได้
แต่การชี้นิ้วไปที่ใครคนใดคนหนึ่งก็อาจง่ายเกินไป เพราะที่จริงแล้วความรับผิดชอบยังตกอยู่ที่สังคมทั้งหมดที่ยอมรับระบบนี้ ไม่ว่าจะด้วยการนิ่งเฉย หรือแม้แต่การได้ประโยชน์จากมัน คนทำงานศิลปะที่เลือกจะเงียบก็มีส่วนร่วมในการผลิต “ความยินยอมเงียบ”
: เกิดการเปรียบเทียบระหว่างกรณีสุชาติ กับกรณีศิลปินแห่งชาติที่ถูกกล่าวหาว่ายักยอกทรัพย์?
กรณีสุชาติ สวัสดิ์ศรี เขาถูกปลดออกเพียงเพราะแสดงความเห็นทางการเมืองในเฟซบุ๊ก ความผิดที่ยังไม่เป็นคดี ไม่ได้ทำให้ใครเสียหายโดยตรง แต่ถูกตีความว่า “เสื่อมเสีย” จนถูกถอดถอนอย่างเป็นทางการ
ขณะที่ศิลปินแห่งชาติซึ่งถูกกล่าวหาว่ายักยอกผลงาน มีมิติทางกฎหมายชัดเจน ส่งผลต่อชีวิตของผู้เสียหายโดยตรง และถูกยื่นไปถึงคณะกรรมาธิการของรัฐสภา แต่จนถึงวันนี้ตำแหน่งศิลปินแห่งชาติของเขายังไม่ถูกแตะต้อง
สองกรณีนี้เมื่อวางเคียงกัน มันเผยให้เห็น “สองมาตรฐาน” ที่ชัดเจนและเจ็บปวดที่สุดในวงการศิลปะไทย ชี้ให้เห็นกลไกการคัดเลือก และรักษาตำแหน่งที่ตั้งอยู่บนการเมืองของอำนาจ
ใครอ้างศีลธรรมแบบอนุรักษนิยมก็ได้รับการปกป้อง
: เหตุการณ์เหล้านี้ ถ้าเกิดขึ้นในประเทศโลกที่ 1 รีแอ๊กชั่นของประชาชนคนในแวดวงศิลปะจะเป็นอย่างไร?
โลกสากลเองก็มีดราม่า แต่สิ่งที่ต่างอย่างสำคัญคือ เส้นแบ่งระหว่างงานศิลปะกับรัฐ ในประเทศโลกที่ 1 ศิลปินมักถูกวิจารณ์ ถูกแบนจากแกลเลอรี่ หรือถูกสังคมกดดันเรื่องพฤติกรรมส่วนตัว เช่น กรณีศิลปินชายที่ล่วงละเมิดทางเพศ หรือก่ออาชญากรรมร้ายแรง แต่สิ่งเหล่านี้ถูกจัดการในเชิงสังคมและกฎหมาย ไม่ใช่ด้วยกลไก “รัฐราชการ” ที่ลุกขึ้นมาประกาศถอดถอนเกียรติยศในนามของชาติ
ถ้าเรื่องแบบสุชาติ สวัสดิ์ศรี เกิดขึ้นในประเทศยุโรปตะวันตกหรืออเมริกา จะกลายเป็นการถกเถียงเรื่องเสรีภาพในการแสดงออกทันที วงการศิลปะ นักเขียน นักวิชาการ ไปจนถึงพิพิธภัณฑ์ จะออกมาโต้กลับอย่างแข็งแรง
ส่วนกรณีศิลปินแห่งชาติที่ถูกกล่าวหาว่ายักยอกทรัพย์ ถ้าไปเกิดในโลกที่หนึ่ง จะเป็นประเด็นใหญ่ที่สั่นสะเทือนวงการเกียรติยศใดๆ ที่รัฐหรือสังคมเคยมอบให้มักจะถูก “แขวน” ไว้ก่อน หรือถูกเรียกร้องให้ถอดถอนโดยเร็ว เพราะสังคมเหล่านั้นให้ความสำคัญกับความโปร่งใสและความรับผิดชอบ มากกว่าการรักษาภาพลักษณ์ของตำแหน่ง
แต่ในไทย กลับตาลปัตร
: มีผู้เสนอให้ยกเลิกการยกย่องศิลปินแห่งชาติ หรืออย่างน้อยก็ปฏิรูปเกณฑ์ใหม่ หรือจะไปแนวทางที่อาจารย์ถนอม ชาภักดี นักวิจารณ์ศิลปะผู้ล่วงลับ ชี้เป้าให้เปลี่ยนชื่อเป็น “ศิลปินแห่งรัฐ” ไปเลย?
ผมเห็นว่าปัญหาของตำแหน่งศิลปินแห่งชาติไม่ได้อยู่ที่การตั้งชื่ออย่างเดียว แต่อยู่ที่โครงสร้าง ศิลปินเหล่านี้ถูกผูกเข้ากับรัฐราชการ ทั้งในเชิงเกณฑ์การคัดสรร ทั้งผลตอบแทน และทั้งอำนาจที่ใช้เป็นเครื่องมือจัดระเบียบทางศิลปะมากกว่าจะยกย่องผลงานจริงๆ
ข้อเสนอของอาจารย์ถนอม ชาภักดี ที่ให้เปลี่ยนชื่อเป็น “ศิลปินแห่งรัฐ” เป็นการดึงหน้ากากออกมาให้เห็นตรงๆ ว่านี่คือรางวัลเพื่อรับใช้รัฐ เมื่อเรายอมรับข้อเท็จจริงนี้ได้ เราก็จะได้ถกเถียงกันด้วยความจริง ไม่ใช่ด้วยมายาคติ
ถ้าจะคงไว้ในนาม “ศิลปินแห่งชาติ” จริงๆ ก็ควรหมายถึงชาติในความหมายของประชาชน ต้องมีระบบคัดเลือกที่โปร่งใส ยึดโยงกับชุมชนศิลปะและสังคมมากกว่ากับคณะกรรมการที่เป็นข้าราชการ แต่หากไม่สามารถปฏิรูประบบได้จริง การยกเลิกก็อาจตรงไปตรงมาที่สุด
เพราะการมอบเกียรติยศที่ตั้งอยู่บนอำนาจควบคุมและการบังคับให้เชื่อง ไม่ใช่การยกย่องศิลปะ แต่คือการทำให้ศิลปะเป็นเครื่องมือของรัฐ
: ฝากอะไรถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมคนใหม่ แม้มีเวลา 4 เดือนตาม MOA?
ผมก็อยากบอกว่า ทั้งกรณีสุชาติ สวัสดิ์ศรี และกรณีศิลปินแห่งชาติอีกคนหนึ่ง ต่างก็ผ่านสายตารัฐมนตรีวัฒนธรรมมาหลายสมัย แต่กลับไม่มีใครกล้าจับต้องปัญหาเชิงโครงสร้างจริงๆ เลย
จึงหวังว่าภายในกรอบเวลาเพียง 4 เดือน คุณซาบีดา ไทยเศรษฐ์ จะกล้าสร้างผลงานที่ยืนยันว่า ศิลปะกับความเป็นธรรมต้องเดินคู่กัน
ศิลปินแห่งชาติควรสะท้อนถึงศักดิ์ศรีของผู้สร้างงานและความไว้วางใจของสังคม
: เปิดหน้าวิพากษ์บ่อยๆ ไม่กลัวว่าจะไม่ได้เป็นศิลปินแห่งชาติกับเขาบ้างหรือ?
อย่าให้ชื่อของผมไปสร้างความกังวลใจให้ใครเลย
