บทความพิเศษ | จักรกฤษณ์ สิริริน
X-Men ของจริง?
โครงการ Synthetic Human Genome Project หรือ “การสังเคราะห์ Genome มนุษย์” คือโครงการสร้างสารพันธุกรรม หรือ DNA ของมนุษย์ขึ้นมาใหม่ทั้งหมด เพื่อเป็นต้นแบบในการวิจัยทางการแพทย์ ซึ่งจะช่วยให้ค้นพบวิธีชะลอวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ
ดร. Julian Sale ผู้เชี่ยวชาญจากห้องปฏิบัติการชีววิทยาโมเลกุล MRC (Molecular Biology in Cambridge) แห่งมหาวิทยาลัย Cambridge ในฐานะหัวหน้าทีมนักวิทยาศาสตร์ประจำโครงการ Synthetic Human Genome Project ระบุว่า ผลสำเร็จของโครงการ ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งใหญ่ของวงการชีววิทยา
อย่างไรก็ดี มีหลายฝ่ายได้ออกมาแสดงความวิตก ถึงคำให้สัมภาษณ์ของ ดร. Julian Sale ที่กล่าวว่า “เราได้ใช้วิธีสังเคราะห์ Genome มนุษย์เทียม เพื่อสร้างเซลล์ที่มีภูมิต้านทานโรค ซึ่งสามารถใช้ฟื้นฟูอวัยวะที่เสียหายโดยเพิ่มจำนวนเซลล์ขึ้นมาใหม่ เช่น ตับ หัวใจ หรือระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย”
บรรดานักวิทยาศาสตร์พากันกังวล ว่านักวิจัยที่ไร้จริยธรรมจะฉวยโอกาสใช้ข้อมูลจากโครงการ Synthetic Human Genome Project สร้างมนุษย์ดัดแปลงพันธุกรรม หรือ X-Men ที่เป็น “มนุษย์กลายพันธุ์” ซึ่งมีลักษณะเด่นเหนือคนธรรมดาขึ้นมาได้ในอนาคตอันใกล้
ดร. Pat Thomas ผู้อำนวยการกลุ่มรณรงค์ Beyond GM ชี้ว่า ที่ผ่านมา เรามักจะมองว่าบรรดานักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่มีเจตนาที่ดี แต่วัตถุประสงค์ของโครงการ Synthetic Human Genome Project อาจถูกบิดเบือน หรือเปลี่ยนแปลงกลางคันได้เสมอ โดยอาจกลายเป็นการมุ่งทำร้ายมนุษย์ หรือการสร้างอาวุธสงครามได้
“การบิดเบือนวัตถุประสงค์ เช่น การออกแบบทารกตามสั่ง หรือ Designing Baby ให้มีลักษณะต่างๆ ตามที่พ่อแม่ต้องการ รวมทั้งการสร้าง X-Men นั้น เป็นเรื่องที่น่ากังวลมาก”
ศาสตราจารย์ Matthew Hurles ผู้อำนวยการ Wellcome Sanger Institute หรือ WSI ผู้เคยถอดรหัสพันธุกรรมมนุษย์ บอกว่า การสร้าง DNA ขึ้นมาใหม่ทั้งหมด ได้ช่วยให้เราทดสอบได้ว่ามันทำงานอย่างไร รวมทั้งสามารถพิสูจน์ความถูกต้องของแนวคิดทฤษฎีใหม่ๆ ได้ง่ายขึ้น
“อย่างไรก็ตาม ณ ปัจจุบัน การที่เราจะทำเช่นนั้นได้ ก็ต่อเมื่อต้องลงมือดัดแปลง DNA ของจริงที่มีอยู่แล้วในสิ่งมีชีวิตเท่านั้น” ศาสตราจารย์ Matthew Hurles กล่าว
ตรงกันข้ามกับความคิดเห็นของศาสตราจารย์ Bill Earnshaw นักวิทยาศาสตร์พันธุกรรมแห่งมหาวิทยาลัย Edinburgh ผู้เคยออกแบบวิธีสังเคราะห์ Chromosome เทียม ที่กล่าวว่า ปีศาจได้หลุดออกจากที่คุมขังแล้ว!
“แม้ในตอนนี้เราจะสร้างกฎเกณฑ์ใหม่ๆ ขึ้นมาเพื่อควบคุมมัน แต่ถ้ามีองค์กรไหนสักแห่งเข้าถึงเครื่องมือและเทคโนโลยีที่เหมาะสม แล้วเริ่มสังเคราะห์บางสิ่งขึ้นมา ผมคิดว่าเราคงไม่มีปัญญาที่จะหยุดพวกเขาได้เลย” ศาสตราจารย์ Bill Earnshaw สรุป
ดร. Tom Collins จากกองทุน Wellcome Trust องค์กรการกุศลทางการแพทย์ที่ใหญ่ที่สุดของโลก ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในสหราชอาณาจักร ผู้มอบเงินสนับสนุนเบื้องต้นจำนวน 10 ล้านปอนด์ ระบุว่า เราได้ถามตัวเองแล้วว่า จะสูญเสียอะไรไปบ้างหากไม่ทำโครงการนี้
“แน่นอนว่า เทคโนโลยีนี้อาจดูเป็นอันตราย แต่ไม่วันใดก็วันหนึ่ง มันจะต้องถูกพัฒนาขึ้นโดยใครสักคนอย่างแน่นอน ดังนั้น การที่เราลงมือทำเองตอนนี้ ก็จะช่วยให้แน่ใจได้ว่า เราอยู่ในวิถีทางที่มีความรับผิดชอบมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” ดร. Tom Collins กล่าว และว่า
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่เราลงมือทำเอง ณ ตอนนี้ จะช่วยให้เราสามารถเผชิญหน้ากับคำถามทางจริยธรรมได้อย่างเปิดเผย และซื่อตรงได้มากที่สุด
ศาสตราจารย์ Joy Zhang นักสังคมวิทยาจากมหาวิทยาลัย Kent แห่งสหราชอาณาจักร เผยว่า ขณะนี้กำลังจะมีการรวบรวมความเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้าน Genome รวมถึงนักสังคมวิทยา โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนทั่วไป
“เป็นการสำรวจความคิดเห็นกว้างๆ เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเทคโนโลยี Genome ว่าพวกเขามองว่ามันจะมีประโยชน์อย่างไรต่อมวลมนุษยชาติ ดังนั้น คำถามที่สำคัญที่สุดก็คือ พวกเขามีข้อสงสัย และความวิตกกังวลอะไรบ้างเกี่ยวกับเรื่องนี้” ศาสตราจารย์ Joy Zhang กล่าว และว่า
เพราะโครงการในลักษณะเดียวกับ Synthetic Human Genome Project เช่นนี้ จะต้องมีการทำวิจัยทางสังคมศาสตร์ควบคู่กันไปด้วยเสมอ
ศาสตราจารย์ Matthew Hurles ผู้อำนวยการ Wellcome Sanger Institute หรือ WSI ผู้เคยถอดรหัสพันธุกรรมมนุษย์ กลับมาคุยกับเราต่อว่า การพัฒนาเทคโนโลยีในโครงการ Synthetic Human Genome Project จะถูกจำกัดให้เป็นแค่การทดสอบในห้องทดลองเท่านั้น
“เราจะไม่พยายามสร้าง หรือสังเคราะห์สิ่งมีชีวิตใหม่นอกห้องทดลองอย่างเด็ดขาด อย่างไรก็ดี พวกเราคาดการณ์กันว่า เทคโนโลยีที่พัฒนาได้นี้ จะช่วยให้เราสามารถควบคุมกลไกการทำงานของร่างกายได้ดีขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน” ศาสตราจารย์ Matthew Hurles กล่าว และว่า
ขณะนี้ หลายภาคส่วนได้พากันวิตกกังวล และหวั่นเกรงว่าจะมีนักวิทยาศาสตร์ที่ไร้จริยธรรม นำเทคโนโลยีดังกล่าวไปใช้ในทางที่ผิด ไม่ว่าจะเป็นการสร้างอาวุธชีวภาพล้างโลก การเสริมสมรรถนะทั้งทางกาย และทางปัญญาของคนธรรมดาให้เหนือมนุษย์ หรือสร้างสัตว์ประหลาดที่มี DNA ของคนรวมอยู่ด้วย
เช่นเดียวกับ ดร. Pat Thomas ผู้อำนวยการกลุ่มรณรงค์ Beyond GM ที่ชี้ว่า เทคโนโลยีที่ได้คิดค้นขึ้นมาจากความสำเร็จของโครงการ Synthetic Human Genome Project อาจกลายเป็น “ศาสตร์มืด” ได้ไม่ยาก
“เทคโนโลยีจากโครงการ Synthetic Human Genome Project นี้ อาจเป็นเครื่องมือทางการค้า และเครื่องมือแสวงหาผลกำไรของบริษัทยา และเวชภัณฑ์ต่างๆ ได้” ดร. Pat Thomas กล่าว และว่า
หากเราสามารถสังเคราะห์อวัยวะเทียม หรือแม้แต่สร้างมนุษย์เทียมขึ้นมาได้ ใครจะเป็นเจ้าของสิ่งเหล่านี้? และใครจะเป็นผู้ครอบครองข้อมูลที่ได้จากการสร้างมันขึ้นมา?
เป็นที่ทราบกันดี ว่าทุกเซลล์ในร่างกายมนุษย์ มีโมเลกุลที่เรียกว่า DNA ซึ่งบรรจุข้อมูลพันธุกรรมที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของเซลล์นั้นเอาไว้
โดยองค์ประกอบย่อยของโครงสร้าง DNA คือเบส 4 ชนิด ได้แก่ A T C G เรียงตัวสลับกันไปมา ในรูปแบบต่างๆ แบบซ้ำแล้วซ้ำอีก ทำให้เกิดเป็นรหัสพันธุกรรม ที่สามารถกำหนดควบคุมลักษณะทางกายภาพของคนเรา
ทั้งนี้ โครงการ Human Genome Project ที่เสร็จสมบูรณ์ไปเมื่อ 25 ปีก่อน ทำให้ได้แผนที่ของลำดับโมเลกุลต่างๆ ใน DNA ของมนุษย์มาทั้งหมด ซึ่งเงินทุนวิจัยส่วนใหญ่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุน Wellcome Trust เช่นกัน
การถอดรหัสพันธุกรรมดังกล่าวช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถอ่านรหัสของ Gene หรือหน่วยพันธุกรรมแต่ละตัวได้ ไม่ต่างจากการใช้เครื่องสแกนบาร์โค้ดอ่านรหัสสินค้า
ส่วนโครงการใหม่ที่จะสังเคราะห์ Genome เทียม หรือ Artificial Genome ที่เป็นการลอกเลียนข้อมูลพันธุกรรมทั้งหมดของมนุษย์ จะสร้างความก้าวหน้าครั้งใหญ่ซึ่งต่อยอดจากโครงการเดิม
ซึ่งไม่เพียงแต่ถอดรหัสพันธุกรรม หรืออ่านโครงสร้างระดับโมเลกุลของ DNA ได้เท่านั้น แต่ยังนำข้อมูลดังกล่าวมาสังเคราะห์ หรือ DNA ขึ้นใหม่ในห้องปฏิบัติการได้ด้วย
โดยในขั้นต้น จะเริ่มมีการสังเคราะห์ DNA เทียมบางส่วนก่อน และจะขยายไปครอบคลุม Genome มนุษย์ทั้งหมดในภายหลัง
วัตถุประสงค์เบื้องต้นของทีมนักวิทยาศาสตร์ในโครงการ Human Genome Project ก็คือ การพัฒนาเทคนิควิธีในการสังเคราะห์ DNA เทียม โดยให้ประกอบสร้างขึ้นมาได้ครอบคลุมเป็นสายยาวมากขึ้น จนถึงขั้นที่สามารถสังเคราะห์ Chromosome เทียม หรือ Artificial Chromosome ได้จนเป็นผลสำเร็จ
เนื่องจาก Chromosome ของมนุษย์ มี Gene หรือหน่วยพันธุกรรมหลายตัว ที่ควบคุมการเจริญเติบโต ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และบำรุงรักษาอวัยวะต่างๆ นั่นเอง
โดย Genome ที่สังเคราะห์ได้ สามารถนำไปใช้เป็นต้นแบบในการศึกษาทดลองทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ เพื่อดูว่า Gene และ DNA มีกลไกการทำงานเพื่อกำกับควบคุมร่างกายของมนุษย์อย่างไร
ซึ่งในช่วงเวลาที่ผ่านมา มีงานวิจัยจำนวนมากที่พบว่า การทำงานที่ผิดปกติของ Gene ทำให้เกิดโรคร้ายแรงได้หลายชนิดนั่นเอง
