นัยความเป็นคน | นิ้วกลม
มนุษย์ผู้ไม่เคยสมบูรณ์
1
อะไรอยู่ตรงกลางระหว่างการเกิดและการตาย
แน่นอน สิ่งนั้นคือ ชีวิต
คำถามที่น่าครุ่นคิดต่อไปคือ–แล้วชีวิตคืออะไร?
คำตอบที่เรียบง่าย ชีวิตคือร่างกายที่มีอารมณ์ความรู้สึกซึ่งพยายามประคับประคองตนให้อยู่รอดต่อไปเรื่อยๆ แต่ไม่แน่ ถ้าให้นักวิทยาศาสตร์ตอบ เราอาจได้คำตอบที่เป็นฟิสิกส์ เคมี ชีวะ ที่ตอบชัดว่า ชีวิตมีธรรมชาติและกลไกการทำงานอย่างไร ประกอบขึ้นจากธาตุและสารอะไรบ้าง แต่ด้วยคำตอบเช่นนี้อาจไม่ได้มอบแก่นสารสำคัญสำหรับการดำเนินชีวิตให้กับเรานัก หากต้องการถามว่า “แล้วเรามีชีวิตไปเพื่ออะไร”
ผู้ที่ทำหน้าที่ตอบคำถามนี้ได้ดีอาจเป็นนักปรัชญา
2
มุมมองหนึ่งที่ถูกบรรจุไว้ในหนังสือปรัชญาเล่มสำคัญของมาร์ติน ไฮเดกเกอร์ Being and Time อาจพอช่วยเราตอบคำถามนี้ได้
ไฮเดกเกอร์มองว่า ระหว่างที่เรามีชีวิตอยู่เราสัมพันธ์กับสองสิ่งใหญ่ๆ นั่นคือ โลกและเวลา สำหรับตัวเขาแล้ว โลกนั้นเป็นของเรามากพอๆ กับที่เราเป็นส่วนหนึ่งของมัน ขณะใช้ชีวิตอยู่ในโลก (และทุกสิ่งที่แวดล้อม) เราจะได้ค้นพบความหมายของสิ่งเหล่านั้นและตนเองผ่านประสบการณ์และการปฏิสัมพันธ์กับโลก
และการที่เราเป็นอย่างที่เป็นอยู่ในวันนี้ก็ถูกกำหนดขึ้นจากสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ดังนั้น สิ่งที่เราแบกติดตัวมาคือประสบการณ์ เช่น ผมเรียนจบคณะสถาปัตย์ ตัวตนของผมในวันนี้จึงมีวิธีแบบที่ร่ำเรียนมา แต่อีกมิติของเวลาคืออนาคต ซึ่งเป็นตัวก่อรูปสิ่งที่เราปรารถนาจะเป็น เช่น ผมอยากเป็นนักเขียนในอนาคต สิ่งนี้กำหนดตัวตนของผมในปัจจุบันให้ต้องพยายามฝึกปรือฝีมือการเขียนเพื่อกลายไปเป็นตัวตนที่คาดหวังเอาไว้
มนุษย์จึงมีชีวิตอยู่ได้ด้วยสิ่งที่ไม่ได้ดำรงอยู่ในขณะนี้ ตัวตนเรา ณ ปัจจุบันก่อร่างจากอดีตที่จบไปแล้ว และอนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้น-ซึ่งที่จริงมันคือความว่างเปล่า
3
อีกคำที่ไฮเดกเกอร์พูดถึงคือ ‘การถูกโยน’
เราต่างเกิดมาท่ามกลางสภาวการณ์บางอย่างที่ไม่ได้เลือก (ถูกโยนลงไป) ซึ่งไม่ใช่แค่ตอนเกิด ระหว่างมีชีวิตอยู่เราก็ถูกโยนใส่ลงไปในบางสภาวการณ์ตลอดเวลา เช่น โยนใส่ไปในโรงเรียน โยนใส่ไปในช่วงเวลาที่โรคระบาด โยนใส่มาในยุคสมัยที่มีเอไอ ฯลฯ ในทุกระดับไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ภายในโลกที่ไม่ได้เลือกเหล่านี้ เราต้องพยายามทำความเข้าใจตัวเอง และจัดการกับสถานการณ์ท่ามกลางความเป็นไปได้ต่างๆ นานา
สภาวการณ์ทั้งหลายทำให้เราต้องดีลกับ ‘ความเป็นไปได้’
และเมื่อเราตัดสินใจเลือกกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งกับโลกใบนั้นย่อมก่อให้เกิด ‘ความหมาย’ ของสิ่งนั้นสำหรับเราขึ้นมา รวมถึงทำให้ตัวเราเองมี ‘ความหมาย’ อะไรบางอย่าง
แม้ในชีวิตนี้เราไม่สามารถเลือกได้ทุกอย่าง และด้วยอดีตที่ผ่านมาก็ไม่ได้ทำให้เราเข้าถึงทุกความเป็นไปได้ แต่อย่างน้อยเราก็มีทางเลือกและมีเสรีภาพที่จะเลือกภายใต้เงื่อนไขนั้น และนั่นคือสิ่งนิยามตัวตนของเรา
4
ไฮเดกเกอร์เชื่อว่าการดำรงอยู่ของมนุษย์มีความหมายได้ในแง่การมีความสัมพันธ์กับโลกเท่านั้น (ถ้าไม่สัมพันธ์กับโลก เราก็ไม่มีความหมาย) โดยเรากำลังใช้ชีวิตไปข้างหน้าอยู่เสมอ
กลับไปที่การมีอยู่ของเราในเส้นเวลาของชีวิต, ทุกสิ่งที่เราทำในปัจจุบันเป็นผลมาจากอดีต และทุกสิ่งที่มุ่งเป้าไปยังอนาคตของเรา ฉะนั้น เวลาที่เราสัมพันธ์กับอะไรสักอย่าง เราก็กำลังมองไปยังอนาคตที่ต้องการให้เป็น
เช่น หากมีค้อนอันหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะตรงหน้าผม ทั้งค้อนและผมไม่ได้มีความหมายอะไรต่อกันเลย แต่ทันทีที่ผมหยิบค้อนขึ้นมา ค้อนจะกลายเป็น ‘วิธีการ’ ในการบรรลุเจตนาของผม เพราะผมมองอนาคตไว้ว่าจะใช้มันทุบตะปู อนาคตที่วาดไว้คือหัวตะปูถูกตอกจนมิด
ไฮเดกเกอร์บอกว่า เราเผชิญหน้ากับสิ่งต่างๆ ในโลกในฐานะ ‘เครื่องมือที่เราใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายที่ต้องการ’ สิ่งเหล่านั้นจึงมีสถานะพร้อมใช้งาน และเมื่อเราสัมพันธ์กับสิ่งนั้น (หรือคนนั้น) มันก็จะมีความหมายขึ้นมา
อย่างต้นไม้ เราก็สัมพันธ์กับมันด้วยการมองว่า มันสามารถให้ร่มเงากับเราได้ ใช้ไม้มาทำเฟอร์นิเจอร์ได้ เก็บผลไม้มากินได้ เช่นนี้แล้วต้นไม้จึงมีความหมายบางอย่างกับเรา แต่ถ้าเราไม่ได้มองว่าจะใช้งานมันอย่างไรเพื่ออนาคตของเรา มันก็ไม่ได้มีความหมายอะไรสำหรับเรา-แต่ละคนสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆ คนละรูปแบบ สิ่งต่างๆ จึงมีความหมายต่างกันไป และตัวเราเองเมื่อสัมพันธ์กับสิ่งนั้น ตัวตนของเราก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย
สิ่งต่างๆ ในโลกนี้ (รวมถึงตัวเรา) จึงมิได้มีสารัตถะ (แก่นแท้) ที่แน่นอนตายตัว
และถ้าคล้อยตามความคิดนี้ ลองสังเกตดูก็ได้ว่า เราหยิบจับอะไรสักอย่างเพื่ออนาคตข้างหน้าเสมอ เช่น หยิบตะเกียบขึ้นมาเพื่อคีบก๋วยเตี๋ยว เพื่อให้ท้องอิ่ม ฯลฯ หรืออ่านตัวหนังสือเหล่านี้อยู่ก็เพื่อทำความเข้าใจชีวิต-เราสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆ เพื่อเป้าหมายที่วางไว้ในอนาคต
5
คราวนี้มาถึงความตาย, เรามักคิดว่าความตายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนอื่น แต่ก็ตระหนักดีว่าวันหนึ่งจะเกิดขึ้นกับเราด้วย ทว่า เราไม่มีโอกาสได้สัมผัสความตายด้วยตนเองหรอก เพราะเมื่อความตายมาถึง เราก็ไม่ได้มีชีวิตอยู่ที่จะรับรู้มันแล้ว
วิกเกนสไตน์จึงบอกว่า “ความตายไม่ใช่เหตุการณ์หนึ่งในชีวิต”
มันอยู่นอกชีวิต มันเกิดขึ้นเมื่อชีวิตไม่มีอยู่แล้ว
ไฮเดกเกอร์บอกว่า เราใช้ชีวิตไปข้างหน้าเสมอ และคาดหวังสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปอยู่เสมอ จึงไม่เคยเห็นชีวิตตัวเองในภาพรวมในฐานะสิ่งสมบูรณ์ ชีวิตมีปลายเปิดอยู่เสมอ คล้ายนิยายที่ต้องเขียนต่อไปเรื่อยๆ เมื่อจบประโยค หมดหน้า หรือจบบท
ชีวิตจึงไม่เคยสมบูรณ์
แต่ความตายนี่เองทำให้ชีวิตสมบูรณ์ เพราะมันได้ทำให้ความเป็นไปได้ทั้งหมดที่จะ ‘ไปต่อ’ ถล่มลงจนไม่เหลืออะไรอีกต่อไป ชีวิตกลายเป็นสิ่งสมบูรณ์ ไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไรได้อีก
6
ในเมื่อเราดำเนินชีวิตอยู่ใน ‘เวลา’ ปัจจุบันต่อเนื่องมาจากอดีตและวางแผนไปสู่อนาคต ระหว่างนั้นก็สัมพันธ์กับโลกรอบตัวที่ไม่ได้เลือก (ถูกโยนลงไป) และพยายามเลือกจากความเป็นไปได้ที่มีอยู่-คำถามคือ เราควรใช้ชีวิตอย่างไร
ไฮเดกเกอร์มองว่า ถ้าเราให้อดีตของเราเป็นตัวนิยามเราทั้งหมด ก็เท่ากับว่าเรามองตัวเองเหมือน ‘วัตถุ’ ที่ไม่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ตัวเอง เป็นเพียงผลลัพธ์จากอดีต ตรงกันข้าม, ถ้าเราจะซื่อสัตย์ต่อตนเอง เราต้องตระหนักถึงพื้นฐานของการใช้ชีวิตไปข้างหน้า โดยไม่ปล่อยให้ผู้อื่น สภาวการณ์ที่ไม่ได้เลือก หรืออดีตมากำหนดการตัดสินใจของเรา สิ่งที่ทำได้คือ การยอมรับ ‘ความรับผิดชอบ’ ในการเลือกของตัวเอง แล้วเลือกลงมือกระทำท่ามกลางความเป็นไปได้ที่มีอยู่ในสถานการณ์นั้น เพื่อดำเนินชีวิตไปข้างหน้า ไปสู่อนาคตที่เราวางแผนหรือตั้งเป้าไว้
การมีชีวิตจึงเป็นความท้าทายในการยอมรับและการเลือก มากกว่าการเป็นเหยื่อของอดีต
เมื่อยอมรับผิดชอบในผลของการเลือก เราจะมีเสรีภาพที่จะเลือก
ทุกครั้งที่เลือก เรากำลังสัมพันธ์กับโลกรอบตัว แล้วสิ่งต่างๆ ก็จะมีความหมายขึ้นมาจากที่ไม่มีความหมายอะไรเลย เช่น ถ้าผมไม่ได้นิยามตัวตนด้วยอดีตที่เรียนมา ผมจบคณะสถาปัตย์แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะต้องเป็นนักออกแบบเสมอไป ผมวางแผนต่อไปในอนาคตว่าจะเป็นนักเขียน จากนั้นหนังสือทุกเล่มในห้องสมุดกลับกลายเป็น ‘สิ่งพร้อมใช้งาน’ หรือ ‘เครื่องมือบรรลุเป้าหมาย’ ของผมไปเลย รวมถึงอีกหลายสิ่งที่จะช่วยสนับสนุนเป้าหมายนี้
กระทั่งพูดได้ว่า โลกทั้งใบกลายเป็นสิ่งมีความหมายขึ้นมาพลัน!
เมื่อเราเริ่มมองเห็นอนาคตของตัวเอง แล้วใช้มันมาสร้างตัวตนในปัจจุบัน เราจะปฏิสัมพันธ์กับโลกต่างไปจากเดิม สิ่งต่างๆ กลายเป็นสิ่งที่มีความหมายกับเราขึ้นมา มีผลทำให้ตัวตนของเราเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ต้องการ
แม้ถึงที่สุดแล้วเราจะต้องตาย แต่ระหว่างมีชีวิตอยู่เรามีโอกาสสัมพันธ์กับโลกรอบตัวเพื่อก่อร่างตัวตนขึ้นมาใหม่โดยตลอด เราอาจไม่ได้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เพราะยังคงเคลื่อนไปข้างหน้าแบบปลายเปิดเสมอ แต่ระหว่างทางนั้น เราสัมผัสได้ถึงความหมายของตัวเองและโลกทั้งหมดที่ห่อหุ้มและสัมพันธ์กันไปมา ชีวิตแบบนี้ไม่อยู่ในสถานะเหยื่อ แต่อยู่ในฐานะประธานของประโยค เป็นผู้เลือก (อย่างมีเสรีภาพ) ภายใต้ความเป็นไปได้ทั้งหมดของโลกใบนั้นที่เราถูกโยนลงไป
ไม่ว่าจะถูกโยนลงไปในสภาวการณ์ใด หากมองชีวิตในมุมนี้ เราย่อมมองเห็นอดีตที่มีผลต่อเรา และวาดอนาคตที่แตกต่างออกไปได้ รวมถึงเลือกทำ เลือกสัมพันธ์กับเครื่องมือต่างๆ เพื่อสร้างตัวเราคนใหม่ได้อีกและอีก
โดยไม่ต้องคาดหวังถึงความสมบูรณ์แบบ
ไม่ต้องไปกังวลเรื่องนั้นมากหรอกครับ เพราะเมื่อวินาทีสุดท้ายของชีวิตสิ้นสุดลง เมื่อนั้น ‘ความสมบูรณ์’ จะเกิดขึ้นเอง เพราะเราไม่มีข้างหน้าให้ไปต่อแล้ว ไม่มีอะไรจะดีขึ้นไปอีกได้
ความตายจะทำให้ชีวิตสมบูรณ์เอง
*เนื้อหาบางส่วนอ้างอิงจาก ‘เข้าใจอัตถิภาวนิยมด้วยตนเอง’ โดย ไนเจล รอดเจอร์ส และ เมล ธอมป์สัน แปลโดย รติพร ชัยปิยะพร สำนักพิมพ์อิลลูมิเนชั่น เอดิชันส์
