bg-single

‘ลืมไม่ได้ จำให้ลง’

13.10.2025

บทความพิเศษ | พิธา ลิ้มเจริญรัตน์

‘ลืมไม่ได้ จำให้ลง’

แฟนๆ มติชนสุดสัปดาห์จำนวนไม่น้อยคงเคยผ่านตาหรือผ่านหูงานของอาจารย์ธงชัย วินิจจะกูล ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ Moments of Silence หรือบทสัมภาษณ์ที่ถูกพูดถึงในไทยในชื่อว่า “ลืมไม่ได้ จำไม่ลง”

งานที่ตั้งคำถามใหญ่กับสังคมไทยว่า เราจะอยู่ร่วมกับบาดแผลทางการเมืองอย่างไร

เราจะเลือกจำ หรือเลือกที่จะลืม

งานของอาจารย์ธงชัยมีแก่นสำคัญว่า สังคมไทยไม่ได้ “ลืม” เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ไปเสียทีเดียว

แต่คือ “ความทรงจำที่บิดเบี้ยว” เป็นความทรงจำที่ติดอยู่กลางทาง-ลืมก็ไม่ได้ แต่ก็จำลงลึกไม่ได้ เพราะรัฐและชนชั้นนำพยายามกดทับไม่ให้ความจริงถูกเปิดเผยเต็มที่

ในฐานะที่ผมเป็นทั้งอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมเคยกลับไปเยี่ยมมหาวิทยาลัยพร้อมกับเพื่อนๆ ในพรรคก้าวไกล ได้พบกับคนรุ่นตุลาที่ยังคงอยู่

ได้ฟังเรื่องราวตรงจากปากผู้รอดชีวิต และเดินชมงานนิทรรศการที่จัดขึ้นเป็นครั้งคราว

นิทรรศการเหล่านี้มักแสดงภาพถ่ายจากช่างภาพเยอรมันหรือญี่ปุ่น ภาพที่สะท้อนความโหดร้ายในดวงตาของผู้มีอำนาจและทหารในวันนั้น

แต่ก็เป็นเพียงนิทรรศการชั่วคราว ไม่เคยถูกทำให้เป็นพิพิธภัณฑ์ถาวรที่คนรุ่นหลังจะได้เรียนรู้ซ้ำแล้วซ้ำอีกเหมือนในเกาหลีใต้

สิ่งที่เราเห็นจึงเป็นเสมือนความทรงจำที่ลอยอยู่ในอากาศ-ยังอยู่ แต่ไม่มีที่ยึดเหนี่ยวในโครงสร้างของสังคม

เกาหลี

: ความจำที่ถูกทำให้เป็น “สถาบัน”

เกาหลีใต้ในยุคเผด็จการทหารเผชิญกับความรุนแรงไม่ต่างจากไทย โดยเฉพาะการลุกฮือของประชาชนเมืองกวางจู ปี 1980 ที่ถูกปราบปรามอย่างนองเลือด มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคน (ตัวเลขที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการยังแตกต่างกัน แต่ทุกคนเห็นตรงกันว่าความสูญเสียมหาศาล)

สิ่งที่ตามมาหลังจากนั้นไม่ใช่ “การลืม” แต่คือการบังคับให้จำ

การเดินทางมาที่เกาหลีครั้งนี้ ผมมีโอกาสขึ้นเวทีพูดที่ National Museum of Korean Democracy ในกรุงโซล ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากทำเนียบรัฐบาล

เกือบจะไม่เชื่อสายตาตัวเองว่า อาคารที่สวยงาม โปร่งโล่ง เต็มไปด้วยแสงธรรมชาติและนิทรรศการเรื่องสิทธิ เสรีภาพ และการมีส่วนร่วมของประชาชนแห่งนี้

เดิมทีเคยเป็น Namyeong-dong Anti-Communist Interrogation Office สถานที่ที่ชื่อเพียงอย่างเดียวก็ทำให้เย็นยะเยือกแล้ว เพราะตลอดทศวรรษ 1970-1980 ที่นี่คือหนึ่งใน “เครื่องจักรแห่งความกลัว” ของเผด็จการทหารเกาหลี นักศึกษา นักหนังสือพิมพ์ และนักเคลื่อนไหวจำนวนมากถูกนำมาตรวจสอบ กักขัง และทรมาน

ห้องหมายเลข 509 กลายเป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศ หลังจาก Park Jong-cheol นักศึกษาถูกทรมานจนเสียชีวิตในปี 1987

เหตุการณ์นี้เองที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ กระตุ้นให้เกิด June 10 Democratic Uprising ซึ่งเปิดทางสู่การเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตยในที่สุด

หลังจากถูกใช้เป็นศูนย์สอบสวนมายาวนาน พื้นที่แห่งนี้เพิ่งถูกเปลี่ยนผ่านอย่างแท้จริงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ปี 2018 การจัดการอาคารถูกโอนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มาสู่ Korea Democracy Foundation ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงและเรียนรู้จากสถานที่นี้ได้เป็นครั้งแรก

มีการเสริมโครงสร้างอาคาร และในปี 2025 ได้เปิดใหม่อย่างเป็นทางการในชื่อ National Museum of Korean Democracy

พิพิธภัณฑ์ไม่ได้ปกปิดอดีตอันโหดร้าย แต่เลือกจะเล่าอย่างตรงไปตรงมา ว่านี่คือสถานที่แห่งการทรมาน การสูญเสีย และการเสียสละที่แท้จริง และเปลี่ยนความหมายให้กลายเป็น “พื้นที่แห่งการเรียนรู้ร่วม” ของสังคมเกาหลี

วันนี้ ผู้คนทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่เดินเข้ามาที่นี่ ไม่ใช่เพื่อหวาดกลัว แต่เพื่อจดจำ และเพื่อสร้างพันธสัญญาร่วมกันว่าจะไม่ให้ประชาธิปไตยถูกพรากไปง่ายๆ อีกต่อไป

สิ่งที่ผมสัมผัสได้ชัดเจน คือความตั้งใจของสังคมเกาหลีที่จะไม่ปิดบังอดีต แต่เลือกเผชิญหน้าและเล่าเรื่องตรงไปตรงมา

ผู้จัดทำพิพิธภัณฑ์ไม่ได้เพียงนำเอกสารและภาพถ่ายมาติดบนผนัง แต่ยังออกแบบให้ผู้เข้าชมรู้สึกถึง “บรรยากาศ” ของยุคนั้น

ทั้งการจำลองห้องสอบสวน การบันทึกเสียงผู้รอดชีวิต และการเปิดพื้นที่ให้ครอบครัวผู้เสียชีวิตได้เล่าเรื่องราวด้วยตัวเอง

ทำให้ความทรงจำที่เจ็บปวดไม่ถูกลบเลือน แต่ถูกส่งต่ออย่างเป็นทางการในรูปแบบที่ทั้งคนรุ่นเก่าและรุ่นใหม่สามารถเข้าใจได้

นี่คือสิ่งที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากประเทศไทย-เรามีตึกและอนุสาวรีย์ แต่เรายังไม่เคยเปลี่ยน “พื้นที่แห่งความกลัว” ให้กลายเป็น “พื้นที่แห่งความทรงจำ” อย่างที่เกาหลีได้ทำสำเร็จ

นอกจากพิพิธภัณฑ์ เกาหลียังเลือกใช้พลังของศิลปะและวัฒนธรรมเพื่อทำให้การจดจำหยั่งลึกลงไปในหัวใจของผู้คน

วรรณกรรมระดับโลกอย่าง Human Acts ของ Han Kang ถ่ายทอดบาดแผลกวางจูผ่านชีวิตและความตายของคนธรรมดาที่ถูกปราบปรามอย่างโหดร้าย

ขณะที่ภาพยนตร์อย่าง A Taxi Driver ทำให้คนรุ่นใหม่ทั่วโลกได้เห็นเหตุการณ์ด้วยสายตาของพลเมืองธรรมดาที่ขับรถรับจ้าง แต่กลับกลายเป็นพยานประวัติศาสตร์

หรืออย่าง 1987 : When the Day Comes ที่บอกเล่าเรื่องราวการเสียชีวิตจากการทรมานของ Park Jong-cheol และแรงสั่นสะเทือนที่นำไปสู่การลุกฮือใหญ่ 10 มิถุนายน

ภาพเหล่านี้ไม่ได้มีแค่ในห้องเรียนหรือรายงานทางการ แต่ฝังอยู่ในวัฒนธรรมสาธารณะ

สร้างจินตภาพที่ไม่มีใครสามารถเพิกเฉยได้ และนี่คือสิ่งที่ทำให้ประชาธิปไตยเกาหลี “มีเลือด มีเนื้อ” ในความทรงจำของผู้คนจริงๆ

ไทย : ความจำที่ถูกทำให้ “จำไม่ลง”

เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย เรามีเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516, 6 ตุลาคม 2519, พฤษภาคม 2535, เมษายน-พฤษภาคม 2553 เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนการลุกขึ้นสู้ของประชาชนและการตอบโต้ด้วยความรุนแรงจากรัฐ

แต่สิ่งที่แตกต่างจากเกาหลีคือ เราไม่เคยทำให้การจดจำกลายเป็นสถาบันของสังคม

หลังการปราบปราม มักจะมีความพยายาม “ปิดแฟ้ม” ห้ามพูดถึง อธิบายว่าเป็น “เรื่องที่ผ่านไปแล้ว” หรือแม้กระทั่งบิดเบือนให้ความหมายเสียใหม่

เราไม่มี truth commission ที่ทำงานอย่างเป็นระบบ

ไม่มีพิพิธภัณฑ์ประชาธิปไตยที่เล่าเรื่องราวของผู้เสียชีวิตและผู้ต่อสู้เพื่อสิทธิ เสียงของเหยื่อและครอบครัวถูกทำให้เงียบหาย

เราอาจมีหนังสือ มีบทกวี มีงานของศิลปิน และมีความพยายามของนักวิชาการ

แต่ทั้งหมดเป็นเพียงความทรงจำกระจัดกระจาย ไม่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการ

และที่สำคัญ-รัฐไทยหลายยุคหลายสมัย ไม่ต้องการให้คนจำ เพราะการจำหมายถึงการต้องยอมรับความผิดพลาด ความรุนแรง และความไม่ชอบธรรมของอำนาจรัฐ

ความแตกต่างที่สร้าง “ภูมิคุ้มกัน”

นี่คือความแตกต่างที่อธิบายได้ว่าทำไมสังคมเกาหลีในวันนี้ แม้ยังเผชิญปัญหาการเมือง

แต่กลับมีภูมิคุ้มกันประชาธิปไตยที่เข้มแข็งกว่า

เพราะพวกเขาเลือกจะเผชิญหน้ากับอดีต

ไม่ใช่ปัดมันออกไปจากหน้าประวัติศาสตร์

ถึงเวลาที่ไทยต้อง “จำให้ลง”

ประเทศไทยยังขาดพื้นที่ และเครื่องมือ ที่จะช่วยยึดโยงความทรงจำเหล่านี้ให้กลายเป็นพลังร่วม ไม่ใช่เพียงเศษเสี้ยวในหนังสือหรืองานนิทรรศการชั่วคราว แต่คือบางสิ่งที่สามารถส่งต่อได้อย่างต่อเนื่อง

สังคมที่เลือกจะจำอย่างตรงไปตรงมา แม้จะเจ็บปวด แต่ก็จะไม่เดินวนซ้ำกับความผิดพลาดเดิม ดังนั้น คำถามที่แท้จริงสำหรับเราไม่ใช่เพียงว่า ประชาธิปไตยไทยจะกลับมาเมื่อไร แต่คือ เมื่อถึงวันนั้น เราจะมีความทรงจำพอที่จะรักษามันไว้ได้หรือไม่

และน่าเศร้าที่ต้องยอมรับว่า เมื่อบทความชิ้นนี้ตีพิมพ์ออกมา เราอญุ่ในเดือนตุลาคมอีกครั้ง แต่การค้นหาความจริง การทำให้ผู้มีอำนาจต้องรับผิดชอบ และการสร้างความปรองดองอย่างแท้จริงในประเทศไทย…ยังคงเป็นสิ่งที่อยู่ไกลเกินเอื้อม



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | ความเปราะบาง อำนาจ การเมือง เบื้องหน้า สถานการณ์ “โกงส.ว.”
รัฐประหาร 2520 ! | สุรชาติ บำรุงสุข
ศุภชัย เบรกกระแสฮั้วสว. ปม‘สำนวนคณะ 26’ ชี้ต้นทางยังพิสูจน์ไม่ได้ เตือนอย่าเพิ่งเชื่อเพียงเพราะเขาพูดกันมา
“ประชาธิปัตย์” ต้อนรับ “ปุ๊น ตรีรัตน์” ร่วมพรรค มอบบทบาทเสริมทัพนโยบายพลังงาน-เศรษฐกิจ ชูเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเพื่อประชาชน
‘โครงการหิ่งห้อย’ โดย CKPower ส่งต่อความเชี่ยวชาญ สู่พลังขับเคลื่อนความยั่งยืน
ผู้คิดค้น Bluetooth ให้เราฟังเพลงเพราะๆ
จากฮอร์มุซสู่มะละกา : ข้อคิดเรื่องความเสี่ยงทางภูมิเศรษฐศาสตร์
กลไกอุดมการณ์หนังไทย ก่อนลั่นไกฆ่านกพิราบ 6 ตุลา 19
นโยบาย ‘กระเตง’ พม่า! ความท้าทาย ในนโยบายต่างประเทศไทย
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (191)
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (19)
จากนาราถึงรมณีนาถ : การเล่าประวัติศาสตร์ยุคสมัยใหม่ผ่านคุก (2)