ภาพยนตร์ | นพมาส แววหงส์
วิลล์ ฟาร์เรล ตัวจริงเสียงจริง เป็นนักแสดงตลกหน้าตายซึ่งเป็นที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีจากหนังคอเมดี้มากมายหลายเรื่อง และโดยเฉพาะจากรายการทีวียอดฮิต Saturday Night Live
วิลล์เจอแอนดรู สตีล ซึ่งเป็นนักเขียนบทครั้งแรก เมื่อไปออกรายการทีวีดังกล่าวเมื่อ ค.ศ.1995
นี่เป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์อันดีและยาวนานต่อมาในฐานะเพื่อนร่วมงานและเพื่อนที่คบหาชอบพอกัน
เมื่อ ค.ศ.2021 ระหว่างช่วงล็อกดาวน์จากวิกฤตการณ์โควิดระบาด วิลล์ได้รับอีเมลจากแอนดรู สตีล แจ้งให้ทราบว่าเขาตัดสินใจจะใช้ชีวิตต่อไปในฐานะผู้หญิง และได้ทำทุกอย่างเพื่อให้ความปรารถนานั้นเป็นจริง โดยผ่านการแปลงเพศเรียบร้อยแล้ว
แอนดรู สตีล ในวัยหกสิบจึงกลายเป็น “ฮาร์เปอร์ สตีล” ไป หลังจากใช้ชีวิตทั้งชีวิตนับจนถึงตอนนั้นในฐานะผู้ชายมาตลอด รวมทั้งแต่งงานและมีลูกสาวสองคนด้วย

ท้ายสุด อีเมลฉบับนั้นก็ขอความสนับสนุนด้วยกำลังใจจากเพื่อนสนิทมิตรสหายสำหรับการใช้ชีวิตที่เหลือของเขา/เธอ/นาง/หล่อน/พวกเขา
สรรพนามไทยว่ายากและชวนสับสนแล้วเชียว เรียกว่าเป็นเรื่อง “ปราบเซียน” สำหรับฝรั่งที่มาเรียนภาษาไทยเลยทีเดียว
แต่สมัยนี้สรรพนามในภาษาอังกฤษยิ่งชวนสับสนสำหรับคนไทยยิ่งกว่า เพราะใช้ they/them/their สำหรับบุคคลคนเดียวในเพศที่สาม ที่สี่ ที่ห้า ที่หก ฯลฯ
ปัจจุบันเอกพจน์พหูพจน์จึงอีนุงตุงนัง ดูน่างุนงงพิศวงสงกา ใช้ผิดใช้ถูกสำหรับคนเรียนอังกฤษด้วยไวยากรณ์แบบมาตรฐาน
หาไม่ก็จะถูกตีตราว่า “ไม่ถูกต้องทางการเมือง” (politically incorrect)
สมัยนี้ความอ่อนไหวทางการเมืองแพร่กระจายไปทั่วแทบทุกหย่อมหญ้าก็ว่าได้
หนังเรื่องนี้จึงถือว่าถูกต้องตามสมัยนิยมของความเป็น woke ซึ่งมีคำจำกัดความว่า ความตระหนักในอคติและการแบ่งแยกเชื้อชาติ” (หรือในที่นี้คืออคติและการเหยียดหยามเพศที่สาม)

เรื่องราวของแอนดรู สตีล ซึ่งเปลี่ยนชื่อเปลี่ยนชีวิตมาเป็น ฮาร์เปอร์ สตีล จึงกลายมาเป็นหนังสารคดีแบบการเดินทางบนถนน (road trip) ของเพื่อนสนิทสองคน ในชื่อ Will and Harper
เนื่องจากวิลล์ ฟาร์เรล ได้ไอเดียมาเป็นวัตถุดิบในการทำหนังซึ่งเขาก็มีบทบาทเป็นโปรดิวเซอร์เองด้วย
เพื่อสนับสนุนเพื่อนรักในการ “เดินทาง” สายใหม่ของชีวิต วิลล์ชวนฮาร์เปอร์กลับไปเดินทางตามทางสายเดิมในภูมิศาสตร์ ซึ่งเคยผ่านมาแล้วในตอนที่เป็น “ชาย” เพื่อเผชิญหน้าและก้าวผ่านอคติของผู้คนรอบข้าง ในยามที่เป็น “หญิง” โดยเฉพาะในสายตาของผู้คนที่ตระหนักว่าเขา/หล่อน/ฯลฯ เป็น “หญิงแปลงเพศ”
“โรดทริป” หรือการขับรถข้ามทวีปครั้งนี้กำหนดระยะเวลาไว้ 16 วัน จากมหานครนิวยอร์ก ลงไปเมืองหลวงของสหรัฐ คือวอชิงตัน ดี.ซี. และขับไปทางทิศตะวันตก แวะตามทางไปเรื่อย ๆ จนถึงแคลิฟอร์เนีย
ระหว่างทางวิลล์โทร.หาเพื่อนนักแสดง ชื่อ คริสเตน วิก (Wonder Woman) ขอให้ช่วยแต่งเพลงเป็น theme song สำหรับการเดินทางครั้งนี้ให้ โดยให้เวลาสองสามวัน “เป็นแจ๊ซหน่อยๆ…ร่าเริงนิดๆ…ให้เรียกน้ำตาคนฟังได้…”
ผลลัพธ์ก็คือเพลงที่เริ่มด้วยเนื้อร้องว่า Harper and Will go west…
เพลงนี้จะอยู่ในเครดิตท้ายเรื่อง ขอเตือนสำหรับคนที่มักจะรีบปิดเมื่อนึกว่าจบเรื่องแล้ว จะไม่ได้ฟัง theme song ที่น่ารัก ทำให้อมยิ้ม และได้ใจไปมากมาย

หนังเดินไปเรื่อยๆ อย่างเป็นธรรมชาติ เริ่มตั้งแต่การนัดเจอกับลูกสาวสองคนของฮาร์เปอร์ในร้านอาหารข้างทาง เป็นช่วงเวลาแห่งความกระอักกระอ่วนจากความสัมพันธ์ในครอบครัวที่พลิกบทบาทจากหน้ามือเป็นหลังมือของบุคคลที่ลูกเรียกว่าพ่อมาร่วม 40 ปี
การไปเยี่ยมสตูดิโอที่เคยทำงาน พบปะกับอดีตเพื่อนร่วมงานตัวจริงเสียงจริง (รวมทั้ง ทีน่า เฟย์ นักแสดงที่เคยเล่นล้อเลียน “ซารา เพ-ลิน” ซึ่งหาเสียงคู่กับแมคเคนชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ได้อย่างสมบทบาทโดนใจคนดูอย่างมากในรายการ Saturday Night Live) ฯลฯ ฯลฯ
หนังสารคดีเกี่ยวกับ “การออกจากตู้” (coming out of the closet) เรื่องนี้ นำเสนออย่างจริงใจ ตรงไปตรงมา ไม่เบี่ยงเบนประเด็น และครอบคลุมรายละเอียดปลีกย่อยในชีวิตที่คนแปลงเพศหวั่นกลัวและปริวิตก
เช่น เรื่องง่ายๆ อย่างการใช้ห้องน้ำสาธารณะที่แบ่งหญิง-ชาย
ปฏิกิริยาเกลียดกลัวคนเพศที่สาม
ความเข้าใจผิดด้านจิตวิทยา แม้จากตัวจิตแพทย์ที่ยังติดอยู่กับความคิดตามประเพณีเดิมๆ
ความลังเลสงสัยในความผิดปกติของตัวเองตั้งแต่ยังเด็ก และโลกทัศน์ที่กล่อมให้ตัวเองเชื่อว่าทุกคนก็เป็นแบบนี้ทั้งนั้น
ความคิดอยากฆ่าตัวตาย ซึ่งตามมาด้วยความคิดที่พลิกไปเป็นคนละขั้วโดยสิ้นเชิง เมื่อเปลี่ยนตัวตนมาเป็นเพศที่ใจปรารถนาแล้ว นั่นคือ ความอยาก “ตาย” หายไป มีแต่ความอยาก “อยู่”
แน่นอน ประเด็นที่ว่าถ้าคิดได้แบบนี้เมื่อยังอายุน้อยกว่านี้ หรือเมื่อ 40 ปีที่แล้ว ชีวิตจะเปลี่ยนไปอย่างไร แค่ไหน
ฮาร์เปอร์บอกว่า นางก็คงไม่เป็นตัวเองอย่างที่เป็นอยู่เดี๋ยวนี้ นั่นคือไม่ได้เป็นนักเขียนบททีวีของ SNL ไม่ได้เป็นเพื่อนกับวิลล์ และใครๆ ที่รู้จักมักคุ้นอยู่ตอนนี้
ชีวิตจะต้องเปลี่ยนไปจนนึกไม่ออกเลยว่าเป็นตัวเองในขณะนี้

หนังลงจบอย่างน่ารัก หลังจากการเดินทางที่กำหนดไว้ 16 วันสิ้นสุดลง
และเพื่อนรักทั้งสองจะต้องลาจากกันไป ฮาร์เปอร์ซึ่งต้องขับรถกลับไปตามลำพัง ถามวิลล์ว่าจะไปไหนต่อ
วิลล์ตอบว่าเขาก็ไม่มีธุระอื่นที่ต้องทำเหมือนกัน เพราะงั้นก็ขอนั่งรถกลับไปกับฮาร์เปอร์ดีกว่า
เป็นสารคดีที่เรียบง่าย ไม่ดราม่าหวือหวา ไม่มีมีขึ้นมีลงมาก แต่ก็จับใจดี
จึงเข้าไปอยู่ในแวดวงเทศกาลภาพยนตร์นอกกระแสต่างๆ เช่น เทศกาลซันแดนซ์ เป็นต้น และได้รับการกล่าวขวัญถึงอย่างกว้างขวางพอควร
หาดูได้ในเน็ตฟลิกซ์ค่ะ

WILL AND HARPER
กำกับการแสดง
Josh Greenbaum
แสดงนำ
Will Farrell
Harper Steele
Kristen Wiig
Tina Fey
