หลักศิลากลางน้ำเชี่ยว | มุกดา สุวรรณชาติ
49 ปี 6 ตุลา
ห้ามปวงประชา
เลือกคนร่างรัฐธรรมนูญ
2 ปี หลังการสังหารหมู่ และรัฐประหาร
6 ตุลา 2519
เผด็จการสร้างรัฐธรรมนูญ 2521
เพื่อสืบทอดอำนาจ
ช่วงเวลานั้นมีนักศึกษาประชาชนเข้าป่าไปร่วมกับ พคท.ใช้อาวุธต่อสู้กับรัฐบาล ทำให้เกิดสงครามในประเทศ เศรษฐกิจตกต่ำชื่อเสียงประเทศเสียหาย
การแก้ไขที่กลุ่มอำนาจเก่าทำได้ก็คือรัฐประหารซ้ำในวันที่ 20 ตุลาคม 2520 โดย พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ แล้วกลุ่มทหารที่มีอำนาจตัวจริงก็ขึ้นมาคุมอำนาจรัฐ
ออกกฎหมายนิรโทษกรรมกรณี 6 ตุลาคม ในกลางปี 2521 ทำให้ตัวเองพ้นผิด และก็ยกเลิกข้อกล่าวหาที่ตั้งไว้กับประชาชน จากนั้นก็พยายามขอสงบศึก เพื่อให้พวกที่เข้าป่าจับปืนต่อสู้ กลับมาสู่เมือง ด้วยคำสั่งตามนโยบาย 66/23 สมัยนายกฯ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
ในทางการเมืองก็จัดให้มี รธน.ฉบับ 2521 แต่ก็เอาเปรียบโดยการแต่งตั้ง ส.ว. จำนวน 3 ใน 4 ของ ส.ส. และจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ในปี 2522 ดังนั้น พล.อ.เกรียงศักดิ์จึงได้เป็นนายกฯ เพราะมี ส.ว.ที่ตัวเองแต่งตั้งบวกกับนักการเมืองที่คุมได้มาสนับสนุนให้ตั้งรัฐบาล แต่ดำรงตำแหน่งได้ไม่ถึง 1 ปี ก็ถูกโค่นกลางสภาในเดือนมีนาคม 2523
และกลุ่มอำนาจเก่าก็ยกให้ พล.อ.เปรม เป็นนายกฯ แทน
หลังสังหารหมู่ 2553
จึงต้องรัฐประหารปี 2557
ดีไซน์รัฐธรรมนูญ 2560
เพื่อสืบทอดอำนาจถึง 2568
30 ปีนับจาก 6 ตุลาคม 2519 เกิดการรัฐประหารปี 2549 แต่ไม่สามารถยึดอำนาจรัฐและสืบทอดอำนาจได้อย่างต่อเนื่องพอรู้สึกว่า…เสียของ…ก็พยายามใช้ตุลาการภิวัฒน์ยึดอำนาจอีกครั้ง เมื่อถูกประชาชนต่อต้านจึงเกิดการปราบปรามและเข่นฆ่าประชาชนกลางเมืองในปี 2553 คนในคณะรัฐประหาร รสช.มีส่วนร่วมมาตลอดตั้งแต่ 2549 จนถึง 2553 กลัวความผิดนี้
ดังนั้น เมื่อรัฐบาลพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งได้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ในปี 2554 ถ้าปล่อยให้มีอำนาจต่อไปอาจจะมีการรื้อฟื้นคดีและฟ้องร้องผู้ที่เกี่ยวข้องในคดีสังหารประชาชน การรัฐประหารของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และคณะ คสช.ในปี 2557 จึงต้องเกิดขึ้น จากนั้นก็ครองอำนาจภายใต้คณะรัฐประหารยาวนานเกือบ 5 ปี
มีการสืบทอดอำนาจโดยร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ 2560 มีบทเฉพาะกาลให้แต่งตั้ง ส.ว. 250 คนมีสิทธิ์เลือกนายกฯ ได้และให้มีอายุนานถึง 5 ปีซึ่งสามารถจะทำให้การเลือกนายกฯ ทำได้ 2 ครั้ง
พล.อ.ประยุทธ์ จึงสืบทอดอำนาจหลังเลือกตั้ง 2562 ไม่ยาก
แต่การเกิดขึ้นของพรรคอนาคตใหม่ และการเคลื่อนไหวของเยาวชน คือการยกระดับการต่อสู้ ในปี 2563-2565 เปลี่ยนสถานการณ์บ้านเมือง ความนิยมทางการเมืองแสดงผลผ่านการเลือกตั้งปี 2566 พรรคเพื่อไทยได้เสียงเกือบ 11 ล้านและพรรคก้าวไกลได้เกินกว่า 14 ล้าน เสียงของพรรคฝ่ายอนุรักษนิยมรวมกันแล้ว ไม่ถึง 8 ล้าน
ดังนั้น กลุ่มอำนาจเก่าจึงพลิกเกมดึงเอาพรรคเพื่อไทยมาเป็นแนวร่วม และยอมให้เป็นนายกฯ แต่ในขณะเดียวกันก็มีวิธีควบคุม โดยกฎหมาย และคดีความ โดยเอานายกฯ ทักษิณ ชินวัตร กลับมาเป็นตัวประกัน
จากนั้นก็ใช้อำนาจนอกระบบช่วยโค่นล้มรัฐบาลเพื่อไทย ตั้งรัฐบาลอนุรักษนิยม ที่นำโดยภูมิใจไทยขึ้นมาได้สำเร็จ ทั้งที่คะแนนนิยมพรรคมีแค่ 1.1 ล้าน จากคะแนนรวม 37.5 ล้าน คิดเป็น 3%
สรุปบทเรียน 49 ปี ณ 6 ตุลาคม 2568
1.ปัจจุบันกำลังฝ่ายประชาชนได้ถูกแยกออกเป็น 2 ส่วน ความเป็นไปได้ที่จะรวมกันในระยะใกล้ๆ มองไม่เห็น การผลักดันนโยบายต่างๆ ที่จะทำให้ประชาชนได้ประโยชน์จะยากขึ้น การแก่งแย่งเป็นรัฐบาลจะเปิดช่องให้ฝ่ายอนุรักษ์ขวา เข้ามาชิงอำนาจรัฐไปได้ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป
2. การใช้ความรุนแรง ใช้กำลัง ใช้อาวุธเป็นวัฒนธรรมการต่อสู้เพื่อชิงอำนาจของกลุ่มอำนาจเก่าซึ่งสืบทอดมาตั้งแต่ยุคโบราณ พวกเขายังไม่ยอมรับระบบคนเท่ากัน จึงไม่ยอมแบ่งอำนาจให้ ยุคปัจจุบันผู้มีอำนาจเปลี่ยนยุทธวิธีปกครอง
คือการใช้กฎหมายเป็นหลัก จะดำเนินคดีในทุกๆ คดี ตั้งแต่ ม.112 ม.116 จนถึงเรื่องกฎหมายจราจร กฎหมายรักษาความสะอาด
การใช้กำลังอาวุธเข้าปราบปรามไม่ได้เป็นเป้าหมายของผู้ที่มีอำนาจรัฐในช่วงหลังแต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ใช้ถ้าจำเป็น
3. ขณะนี้กลุ่มอำนาจเก่าได้เปรียบในโครงสร้างทั้ง 3 ฝ่าย คือนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ หลังเลือก ส.ว .แบบฮั้ว พวกเขาได้เปรียบอย่างมาก ยังใช้แนวทางยึดกลุ่มองค์กรอิสระ อาศัยอำนาจตุลาการและพรรคการเมือง ประสานกันเพื่อเอาชนะเกมในสภาและเกมในกระบวนการยุติธรรมเพื่อสกัดและปลดผู้มีอำนาจของฝ่ายประชาธิปไตย และยุบพรรคการเมือง
ส.ว.ชุดนี้จะยังไม่ถูกตัดสิทธิ์ แต่จะเลือกกรรมการองค์กรอิสระไปเรื่อยๆ
การขยายอำนาจฝ่ายตุลาการ
ห้ามประชาชน เลือก ส.ส.ร.โดยตรง
มาร่างรัฐธรรมนูญ
มาตรฐานระบบยุติธรรมยังคงเป็นตาชั่งที่เอียงขวาแบบที่ผ่านมาแล้ว 20 ปี
เราจะเห็นตัวอย่างคดีใหญ่ เช่น คดีฮั้ว ส.ว. แม้ว่าเกมนี้หลักฐานจะชัดเจนแต่ก็ไม่มีการเปิดหีบบัตร เอาหลักฐานมาพิสูจน์ คงจะใช้วิธีลากคดีไปเรื่อยๆ เพราะไม่กล้าตัดสิน ผู้ต้องหาในคดีนี้ยังลอยนวลกินเงินเดือนแพงๆ ทำหน้าที่ใหญ่ๆ ส่วนคนที่กล่าวหาฟ้องร้องกลายเป็นถูกฟ้องเสียเอง
การไม่บังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นมาตรฐานกลายเป็นธรรมเนียม ถ้าเป็นพวกเดียวกันก็ดีกัน ไม่มีผิด ถ้าเป็นฝั่งตรงข้ามก็ต้องหาเรื่องให้ผิด ตัวอย่างก็คือคดีตึก สตง.ถล่ม สุดท้ายคงจะไม่มีข้าราชการระดับสูงมีความผิดในเรื่องนี้ ถ้าไม่มีอุโมงค์ถล่มคงลืม 89 ชีวิตที่ถูกตึกถล่มทับตายไป
การขยายอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ คลุมไปถึงฝ่ายบริหาร และนิติบัญญัติ ล่าสุด ได้ประกาศออกมาว่าประชาชนไม่มีสิทธิ์เลือก ส.ส.ร. มาร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง
คำสัญญาที่จะดำเนินการทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญคงเป็นเรื่องเลื่อนลอยที่เป็นไปไม่ได้เพราะเสียง ส.ว. 1 ใน 3 คงหาไม่ได้ ส.ว.ที่ได้รับเลือก ล่าสุด ส่วนใหญ่เป็นสีน้ำเงิน คงทำตามใบสั่งไม่ให้แก้รัฐธรรมนูญ เพราะความได้เปรียบของพวกเขาจะหายไป
การเสนอให้ประชาชนลงประชามติ
ยกเลิกหรือคงไว้ในเรื่อง MOU 43-44
MOU 43 คือบันทึกความเข้าใจระหว่างไทยกับกัมพูชา สมัยรัฐบาลชวน หลีกภัย ว่าด้วยการจัดทำหลักเขตแดนบนพื้นที่ที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อนกันทางบก มีการตั้งคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) กำหนดให้ยึดเอกสารสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส 1904-1907 ใช้สันปันน้ำตามธรรมชาติและหลักเขตเดิม 73 ตำแหน่งเป็นฐานโดยใช้แผนที่อัตราส่วน 1 : 200,000
MOU 44 คือ บันทึกความเข้าใจระหว่างไทยกับกัมพูชา สมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ว่าด้วยความร่วมมือในพื้นที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อนทางทะเล (Overlapping Claims Area : OCA) ในอ่าวไทยประมาณ 26,000 ตารางกิโลเมตร
ความแปลกของเรื่องนี้ก็คือ เรื่อง MOU ระหว่างไทยกับกัมพูชาเป็นเรื่องที่มีความซับซ้อนมากแม้แต่ผู้เชี่ยวชาญทั้ง 2 ประเทศทำงานร่วมกันก็ยังไม่สามารถตัดสินใจได้ถูกต้องและต้องใช้เวลายาวนาน แต่เรื่องนี้กลับยกมาให้ประชาชน (ซึ่งรู้เรื่องนี้น้อยมาก) โหวตว่าจะเอาหรือไม่เอา ตอนที่ตัดสินใจทำ MOU ก็เพราะมันมีความยากและตัดสินไม่ได้ จึงต้องทำเรื่องนี้โดยไม่ต้องถามประชาชน
แต่อยู่ๆ วันนี้มายกเรื่องนี้ให้ประชาชนตัดสินใจ ต้องมีเบื้องหลังแน่นอน เป็นภาระให้ต้องขุดคุ้ยค้นหา คงไม่ใช่แค่เป็นการสร้างความปั่นป่วนในการลงประชามติช่วงการเลือกตั้งซึ่งจะทำให้ประชาชนต้องกาบัตรถึง 4 ใบ
ส่วนการขัดขวาง ไม่ให้สิทธิ์ประชาชนเลือก ส.ส.ร.มาร่างรัฐธรรมนูญ ตามระบอบประชาธิปไตย ทำให้เกิดข้อสรุปว่า
ในยุคนี้ ประชาชน ยังต้องต่อสู้เพื่ออำนาจในการสถาปนารัฐธรรมนูญ โดยการคัดเลือกตัวแทนมาร่างโดยตรง เพราะบทเรียนของการปล่อยให้ผู้มีอำนาจไปจัดการร่างรัฐธรรมนูญ คือการให้คนอื่นเอาโซ่มาคล้องคอประชาชน
