บทความพิเศษ | จักรกฤษณ์ สิริริน
ทุกวันนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า สัตว์เลี้ยงได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของหลายครอบครัว ที่มิใช่เพียงสิ่งมีชีวิตที่อยู่ร่วมบ้าน แต่เสมือนเพื่อน หรือลูก เปรียบเหมือนคนเยียวยาจิตใจ และเป็นตัวแทนของความรักที่ไม่มีเงื่อนไข
ปรากฏการณ์นี้ได้ก่อให้เกิดคำที่ผมนำมาใช้ในตอนนี้ว่า Petonomics หรือ “เศรษฐศาสตร์สัตว์เลี้ยง” ที่สะท้อนถึงการเติบโตของมูลค่าทางการตลาดมหาศาลระดับ 100,000 ล้านบาท
ไม่เพียงวิเคราะห์ออกมาเป็นตัวเลขการจับจ่ายใช้สอยสินค้า และบริการเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง
แต่ Petonomics เป็นการทำความเข้าใจถึงพฤติกรรมผู้บริโภค การเปลี่ยนแปลงทางสังคม และการปรับตัวของธุรกิจในยุคที่สัตว์เลี้ยงมีสถานะเป็นหนึ่งในสมาชิกครอบครัว
เพราะ Petonomics เป็นภาพสะท้อนของความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างสังคมที่เชื่อมโยงกับแนวโน้มการครองตัวเป็นโสด การไม่อยากมีลูก และการเพิ่มขึ้นของผู้สูงอายุ
แรงขับเคลื่อนสำคัญของ Petonomics คือการเปลี่ยนแปลงค่านิยมของสังคม และความสัมพันธ์ส่วนบุคคล ผู้คนจำนวนมากเลือกที่จะมีลูกน้อย หรือมีลูกช้า แต่หันมาเลี้ยงสัตว์แทน
ด้วยเหตุผลด้านอารมณ์ ความสะดวก และความสามารถในการควบคุมความสัมพันธ์ สัตว์เลี้ยงจึงกลายเป็น “สมาชิกครอบครัว” ที่ได้รับการดูแลเอาใจใส่ในระดับเดียวกับมนุษย์
ตั้งแต่การเลือกอาหารที่มีคุณภาพสูง การพาไปพบสัตวแพทย์เป็นประจำ ไปจนถึงการจัดงานวันเกิด และซื้อของขวัญในโอกาสพิเศษ ยังไม่นับการทำประกันภัย หรือประกันสุขภาพ
ตลาดสินค้าและบริการสำหรับสัตว์เลี้ยงจึงเติบโตอย่างรวดเร็ว และหลากหลาย ตั้งแต่อาหารสัตว์ที่มีสูตรเฉพาะสำหรับสายพันธุ์ อายุ และสุขภาพ ไปจนถึงของเล่น เสื้อผ้า เครื่องประดับ และอุปกรณ์ต่างๆ เช่น GPS หรือกล้องวงจรปิด
โรงแรมสัตว์เลี้ยง สปา คลินิกเฉพาะทาง และแม้แต่จิตแพทย์สัตว์ ไปจนถึงการจัดกระดูก และห้างสรรพสินค้าก็เปิด Zone ให้พาสัตว์เลี้ยงมาเดินเล่น หรือจะพาเข้าร้านอาหารด้วยก็ได้
ธุรกิจเหล่านี้ไม่เพียงตอบสนองความต้องการของสัตว์เลี้ยง แต่ยังตอบสนองความต้องการทางอารมณ์ของเจ้าของ ที่ต้องการมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับ “คุณลูก”
ปัจจุบัน Petonomics มีมูลค่ารวมทั่วโลกกว่า 300,000 ล้านดอลลาร์ เฉพาะในประเทศไทยมีมูลค่ากว่า 100,000 ล้านบาท และคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 10% เลยทีเดียว
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเติบโตนี้ ได้แก่ การเพิ่มขึ้นของประชากรเมือง การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างครอบครัว การเข้าถึงข้อมูลและผลิตภัณฑ์ผ่านช่องทาง Online และการสร้างภาพลักษณ์ของสัตว์เลี้ยงในฐานะ Lifestyle ที่ต่างจากอดีต
ดังที่กล่าวไป การมาถึงของ Petonomics เกิดจากการเยียวยาความเครียด ความเหงา และภาวะซึมเศร้า การมีสัตว์เลี้ยงช่วยให้ผู้คนรู้สึกมีเป้าหมาย มีความรัก และมีความรับผิดชอบ ซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาพจิต และคุณภาพชีวิตโดยรวม
การลงทุนแบบ Petonomics จึงไม่ใช่เพียงการใช้จ่าย แต่เป็นการลงทุนในแง่ความสุข และความมั่นคงทางอารมณ์
เราจึงได้เห็นปรากฏการณ์ Petonomics ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายใหม่เข้าสู่ตลาดอย่างหลากหลาย ตั้งแต่ Start-up ไปจนถึง Fashion Brand ที่ขยาย Line สินค้าไปยังสัตว์เลี้ยง
มีการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ทั้งสัตว์และเจ้าของ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำ และมีการสื่อสาร Brand แบบสร้างอารมณ์ร่วม ที่เป็นกลยุทธ์การแข่งขันที่สำคัญในตลาดที่มีความอ่อนไหวทางอารมณ์สูง
นอกจากนี้ Petonomics ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนกิจกรรมที่เชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการพบปะกันในสวนสาธารณะ การเข้าร่วมกิจกรรมของชมรมสัตว์เลี้ยง หรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่าน Online
บางครั้ง ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของสัตว์เลี้ยง กลายเป็นเครือข่ายทางสังคมที่มีพลังในการสร้างชุมชนแบบใหม่ได้
อย่างไรก็ตาม การเติบโตของ Petonomics มีข้อควรพิจารณาอย่างรอบด้านเช่นกัน เพราะการเติบโตของ Petonomics ได้สร้างความท้าทายใหม่ในการกำกับดูแลของรัฐ
เช่น การออกกฎหมายเกี่ยวกับสวัสดิภาพสัตว์ การควบคุมการค้าสัตว์ การจัดการพื้นที่สาธารณะสำหรับสัตว์เลี้ยง และการสนับสนุนธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสัตว์เลี้ยงอย่างเป็นระบบ
ยังไม่นับการสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมเศรษฐกิจ กับการคุ้มครองสิทธิสัตว์ ที่นับว่าเป็นสิ่งที่จำเป็น และท้าทาย ในยุคที่สัตว์เลี้ยงถูกยกระดับสถานะทางสังคม และสถานะทางเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ Petonomics ได้กลายเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ และพัฒนาทักษะชีวิตให้กับบุตรหลานในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็น ความรับผิดชอบ ความอดทน การสื่อสาร และการดูแลเอาใจใส่จิตใจผู้อื่น
ดังจะเห็นได้จากโรงเรียนหลายแห่งในต่างประเทศได้นำสัตว์เลี้ยงมาร่วมในการจัดการเรียนการสอน เพื่อส่งเสริมความฉลาดทางอารมณ์ และการสร้างสัมพันธ์ที่ดีระหว่างนักเรียนด้วยกัน
องค์ประกอบสำคัญอีกประการหนึ่งของ Petonomics ก็คือ นวัตกรรม ดังจะเห็นได้จากมีการพัฒนาอุปกรณ์ใหม่ๆ ขึ้นมามากมาย อาทิ ปลอกคอ GPS เครื่องให้อาหารอัตโนมัติ หรือ Application ติดตามสุขภาพสัตว์
ซึ่งนวัตกรรมเหล่านี้ได้เปลี่ยนวิธีการดูแลสัตว์เลี้ยงให้มีประสิทธิภาพ และเพิ่มความสะดวกสบายมากขึ้น
เพราะเทคโนโลยีดังกล่าวไม่เพียงช่วยให้เจ้าของสามารถดูแลสัตว์เลี้ยงได้ดีขึ้นเท่านั้น ทว่า ยังเปิดโอกาสให้เกิดการเก็บข้อมูล และวิเคราะห์พฤติกรรมสัตว์เลี้ยง เพื่อต่อยอดในการพัฒนาสินค้า และบริการของผู้ประกอบการได้อีกในอนาคต
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านเศรษฐศาสตร์ ที่การใช้จ่ายในกลุ่มสินค้า และบริการเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง ได้กลายเป็นรายจ่ายประจำของครัวเรือนจำนวนมากไปแล้ว
ไม่ว่าจะเป็น ค่าอาหาร ค่ารักษาพยาบาล เบี้ยประกันสุขภาพ เบี้ยประกันภัย บางครั้งไปจนถึงเบี้ยประกันการเดินทาง ซึ่งอาจมีถึงการโดยสารเครื่องบินเลยทีเดียว
ดังจะเห็นได้ว่า ค่าใช้จ่ายที่เจ้าของพาสัตว์เลี้ยงไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจประกันชีวิตสัตว์เลี้ยงที่ได้รับความนิยมมากขึ้น
เพราะเจ้าของสัตว์เลี้ยงจำนวนมากมองเห็นความเสี่ยงด้านสุขภาพ และค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิดจากอุบัติเหตุ หรือการเจ็บไข้ได้ป่วย
เนื่องจากอัตราค่าบริการของคลินิกเอกชน หรือโรงพยาบาลสัตว์ขนาดใหญ่ที่ทันสมัยในยุคนี้ หลักร้อยแทบไม่มีให้เห็น ส่วนหลักพัน หลักหมื่น เป็นเรื่องปกติ
ดังนั้น การวางแผนการเงินในยุค Petonomics โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริหารจัดการการเงินและบัญชีสำหรับสัตว์เลี้ยง เปรียบเสมือนการบริหารความมั่นคงของครอบครัวที่มีสัตว์เลี้ยงเป็นสมาชิก
กล่าวโดยสรุป Petonomics คือปรากฏการณ์ที่สะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงเชิงลึกในวิถีชีวิตยุคใหม่
เพราะสัตว์เลี้ยงไม่ใช่เพียงสิ่งมีชีวิตที่อยู่ร่วมบ้านเหมือนในอดีต แต่เป็นศูนย์กลางของความรัก ความสัมพันธ์ และการใช้ชีวิตที่มีความหมาย
ดังนี้ การเติบโตของ Petonomics จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของตัวเลข แต่เป็นเรื่องของวัฒนธรรม ความรู้สึก และความหวังในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
ในอนาคตอันใกล้ มีการคาดการณ์ว่า Petonomics จะยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ และความรับผิดชอบเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ
ผู้ประกอบการที่เข้าใจความต้องการเชิงลึกของเจ้าของสัตว์เลี้ยง และสามารถสร้างประสบการณ์ที่มีคุณค่าให้กับทั้งสัตว์เลี้ยง และเจ้าของ จะเป็นผู้ที่สามารถครองใจตลาด Petonomics ได้อย่างยั่งยืน
Petonomics คือภาพสะท้อนของโลกยุคใหม่ ที่มนุษย์ไม่ได้แสวงหาเพียง “ปัจจัย 4” แต่แสวงหาความรัก ความผูกพัน และความหมายในความสัมพันธ์
สัตว์เลี้ยงได้ก้าวข้ามสถานะจาก “สิ่งมีชีวิตร่วมบ้าน” สู่ “สมาชิกครอบครัว” ที่มีอิทธิพลต่อการใช้จ่าย การออกแบบ Life Style และการสร้างสรรค์สังคมให้อ่อนโยนมากขึ้น
Petonomics จึงไม่ใช่แค่ “เศรษฐศาสตร์สัตว์เลี้ยง” แต่เป็น “เศรษฐศาสตร์หัวใจ” ที่เชื่อมโยงมนุษย์กับสัตว์เลี้ยงในฐานะ “สมาชิกคนสำคัญของครอบครัว”
