หลังลับแล มีอรุณรุ่ง | ธงทอง จันทรางศุ
ลง ‘ประชามติ’
ขอเป็น ‘ตาสว่างคลำช้าง’
เวลานี้ในหมู่ผู้ที่คุ้นเคยกันกับผมเมื่อพบหน้ากันครั้งใดก็อดเสียไม่ได้ที่จะต้องพูดถึงเรื่องการบ้านการเมืองที่กำลังเข้มข้นและกำลังจะมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้
อย่างน้อยก็พอมองเห็นอยู่แล้วว่าจะมีการยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ในปลายเดือนมกราคมปีหน้า
ถ้าเป็นเช่นนี้แล้วการเลือกตั้งก็คงจะไปอยู่ในราวเดือนมีนาคมปลายเดือน
เลือกตั้งจบแล้วกว่าจะตั้งรัฐบาลกันได้เรียบร้อยก็อาจต้องใช้เวลาอีกสองเดือนตามกติกาของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน กว่าที่รัฐบาลใหม่จะเข้ารับหน้าที่และลงมือทำงานได้จริงก็ในราวเดือนพฤษภาคมโน่น
ระหว่างนี้เราในฐานะประชาชนพลเมืองก็เมาธ์กันไปนะครับว่าใครจะมาใครจะไปในสนามเลือกตั้งคราวนี้
แต่การเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้นในเดือนมีนาคมดังว่า คราวนี้มาแปลกครับ
เพราะนอกจากจะมีบัตรเลือกตั้งสองใบ คือ บัตรเลือกตั้งหนึ่งใบใช้สำหรับเลือกพรรคที่ถูกใจ เพื่อได้คะแนนไปรวมคำนวณเป็นที่นั่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทปาร์ตี้ลิสต์ และบัตรเลือกตั้งอีกหนึ่งใบสำหรับเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสำหรับเขตเลือกตั้งของเราแล้ว
เลือกตั้งคราวนี้จะมีบัตรแถมมาให้อีกสองใบ
บัตรสองใบนี้หากเรียกว่า “บัตรเลือกตั้ง” เห็นจะไม่ถูก เพราะไม่ได้ใช้สำหรับเลือกตั้งใครไปทำอะไร แต่ต้องเรียกว่า “บัตรลงประชามติ”
และที่สนุกยิ่งกว่านั้นคือประชามติคราวนี้มีสองเรื่อง เรื่องแรกเป็นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประชาชนจะต้องออกเสียงเป็นประชามติว่า เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กำลังพูดจากันอื้ออึงอยู่ในแวดวงการเมืองเวลานี้หรือไม่
พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือต้องตอบคำถามว่าจะยอมให้แก้หรืออยากให้แก้รัฐธรรมนูญหรือไม่
ยิ่งไปกว่านั้นยังมีอีกคำถามหนึ่งที่เกี่ยวเนื่องกัน คือ เห็นด้วยกับกระบวนการหรือวิธีการที่จะแก้รัฐธรรมนูญตามที่รัฐสภาจะได้พิจารณาสร้างตุ๊กตาตัวนี้ขึ้นมาให้เราได้เห็นก่อนวันลงประชามติหรือไม่
เวลานี้ผมยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนเพียงพอว่าบัตรลงประชามติเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญนี้ เมื่อมีสองคำถามผูกมัดติดกันอยู่ จะออกแบบให้ประชาชนได้ออกเสียงลงคะแนนประชามติกันอย่างไร
บอกกันตามตรงว่า เป็นห่วงเรื่องบัตรเสีย เพราะเป็นของที่พวกเราไม่เคยคุ้นเคยมาแต่ก่อน แถมคำถามข้อที่หนึ่งกับข้อที่สองก็ซับซ้อนมากพอสมควร ประเด็นนี้ต้องติดตามกันต่อไปว่าหน้าตาบัตรลงประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญหน้าตาจะออกมาเป็นอย่างไร
ยังครับ เรื่องยังไม่จบเพียงแค่นี้
ยังมีบัตรลงประชามติเรื่องเอ็มโอยู ด้วยความตกลงร่วมกันระหว่างไทยกับกัมพูชาเมื่อปี 2543 ซึ่งเป็นกรอบวิธีทำงานในเรื่องการเจรจาเขตแดนระหว่างสองประเทศในส่วนที่ยังไม่สามารถตกลงกันได้ชัดเจน ที่มีผลใช้ปฏิบัติยาวนานมาเป็นเวลาถึง 25 ปีแล้ว และมีประเด็นคำถามว่าสมควรจะยกเลิกความตกลงที่ว่านี้หรือไม่
ตั้งแต่วันแรกหรือสองวันแรกที่รัฐบาลชุดปัจจุบันเข้ารับหน้าที่ ท่านรองนายกรัฐมนตรี ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ก็ได้แถลงแล้วว่าในการเลือกตั้งปีหน้า ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งแต่ละคนจะได้บัตรสี่ใบ คือ บัตรเลือกปาร์ตี้ลิสต์ บัตรเลือก ส.ส.เขต บัตรลงประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญ และบัตรลงประชามติเรื่องเอ็มโอยู 43
วันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวันลงประชามติซึ่งจะกำหนดเป็นวันเดียวกันเช่นนี้ต้องนับว่าเป็นประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่งของเมืองไทยเรา
ขนาดผมเห็นโลกมาเจ็ดสิบปีแล้วยังตื่นเต้นเลยครับ
พูดถึงการลงประชามติ คำนี้ผมเคยได้ยินมาตั้งแต่สมัยผมเป็นนิสิตเรียนหนังสืออยู่ในคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยโน่นแล้ว
โดยครูบาอาจารย์สอนว่า เป็นวิธีการให้ประชาชนได้ร่วมกันตัดสินใจในปัญหาสำคัญของประเทศ
และการลงประชามติตามตำราเรียนยังบอกอีกว่า อาจแบ่งย่อยได้เป็นสองแบบ
คือ แบบแรกมีกฎหมายเขียนผูกพันไว้เลยทีเดียวว่าเมื่อประชาชนลงประชามติเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไรแล้ว ก็มีผลผูกพันตามกฎหมายที่ผู้เกี่ยวข้องต้องปฏิบัติตามนั้นหรือเป็นไปตามนั้น
ขณะเดียวกันยังมีประชามติอีกแบบหนึ่ง ที่เมื่อประชาชนแสดงความเห็นผ่านการลงประชามติมาแล้ว ว่ากันตามทฤษฎีก็ยังไม่มีผลผูกพันตามกฎหมายแบบร้อยเปอร์เซ็นต์
ผลจากการลงประชามติเป็นเพียงข้อมูลสำหรับผู้มีอำนาจหน้าที่รับใส่ใจไว้สำหรับไปคิดอ่านทำงานต่อไป
แต่นั่นแหละครับ ในทางปฏิบัติที่เป็นจริงแล้ว แม้ประชามติที่ไม่ได้มีกฎหมายรองรับว่ามีผลผูกพันทางกฎหมายแบบเต็มเหนี่ยว แต่ผู้มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องคงหนีไม่พ้นที่จะต้องเดินตามแนวทางของคะแนนเสียงที่ปรากฏชัดจากการลงประชามตินั้นแล้ว
ประเทศหลายประเทศทางโลกฝั่งตะวันตกได้ใช้วิธีการลงประชามติเพื่อตัดสินใจในปัญหาสำคัญของประเทศหรือของรัฐมาแล้วหลายครั้ง
เช่น เมื่อปี 2016 มีการลงประชามติในประเทศอังกฤษเพื่อตัดสินใจว่าจะอยู่ร่วมหัวจมท้ายกับสหภาพยุโรปต่อไปหรือไม่
การลงประชามติคราวนั้นเรียกชื่อว่า Brexit และเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลกเมื่อปรากฏผลการลงคะแนนว่า ผู้ออกเสียงประชามติร้อยละ 51.89 ออกเสียงสนับสนุนการถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป
ขณะที่ผู้ออกเสียงประชามติอีกร้อยละ 48.11 เห็นอังกฤษควรเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปต่อไป
เมื่อผลออกมาอย่างนี้ในที่สุดอังกฤษก็หย่าขาดกันกับสภาพยุโรปตามคะแนนเสียงประชามตินั้น
อีกประเทศหนึ่งที่ใช้การลงประชามติบ่อยครั้งทั้งในระดับประเทศโดยรวมและในระดับรัฐ คือประเทศสมาพันธรัฐสวิส ผู้คนประเทศนั้นคุ้นเคยกับการลงประชามติเพราะชีวิตนี้โดนตั้งคำถามให้ต้องตัดสินใจแบบนี้บ่อยมาก
สําหรับประเทศไทยเราตั้งแต่ผมเรียนหนังสืออยู่ในโรงเรียนกฎหมายเมื่อหลายสิบปีก่อน เพิ่งจะมีการลงประชามติเกิดขึ้นจริงเมื่อปี 2550 และปี 2560 รวมสองครั้งเท่านั้นเอง และเป็นการลงประชามติที่เกี่ยวกับเรื่องของรัฐธรรมนูญทั้งสองคราว
การลงประชามติครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของเมืองไทยเมื่อปี 2550 คำถามมีเพียงว่า เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญที่มีการดำเนินการจัดทำเสร็จเรียบร้อยแล้วหรือไม่
และเมื่อการลงประชามติคราวนั้นผ่านพ้นไปโดยได้คะแนนเสียงข้างมากเห็นชอบ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวก็ได้มีการประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญปี 2550 ในเวลาต่อมา
การลงประชามติครั้งที่สองของประเทศ เกิดขึ้นเมื่อปี 2560 คำถามในการลงประชามติคราวนั้นมีสองคำถาม คำถามแรกคือเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญซึ่งต่อมาได้มีการประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานี้หรือไม่
และที่เด็ดดวงมาก คือมีคำถามที่สอง ซึ่งเรียกกันทั่วไปว่า “คำถามพ่วง” แถมมาด้วยอีกหนึ่งคำถาม
คำถามพวกนี้เขียนเสียสวยหรูเชียว โดยตั้งคำถามว่า
“ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่า เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ สมควรกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลว่า ในระหว่าง 5 ปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี”
ข้อความแบบนี้ไม่ง่ายเลยที่ประชาชนผู้เป็นคนที่ต้องไปออกเสียงลงประชามติจะเข้าใจได้ถ่องแท้ว่าหมายถึงอะไร
ถ้าตั้งคำถามแบบตรงไปตรงมาว่า “ในช่วงห้าปีแรกจะยอมให้ ส.ว. ที่มาจากการแต่งตั้ง ร่วมกับ ส.ส. เลือกนายกรัฐมนตรีหรือไม่” แบบนี้ค่อยเข้าใจง่ายหน่อย
จะเป็นด้วยวิธีการหรือถ้อยคำอย่างไรก็ตามที ผลการลงประชามติเมื่อปี 2560 คำถามทั้งสองข้อก็สอบผ่าน เป็นผลให้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน และเกิดผลทางการเมืองพิสดารอย่างที่รู้ที่เห็นกันอยู่แล้ว
ที่พูดมายืดยาวทั้งหมดนี้เพื่ออยากจะบอกหลักวิชาที่ผมได้เล่าเรียนมาและผมก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งกับหลักวิชานั้นซึ่งมีอยู่ว่า การลงประชามติจะสามารถสะท้อนหรือบ่งบอกความเห็นที่แท้จริงของผู้คนในชาติได้
อยู่บนเงื่อนไขสำคัญว่า ก่อนการลงประชามติ ประชาชนต้องมีโอกาสได้รับฟังความคิดเห็นที่รอบด้าน ว่าประเด็นที่ลงประชามตินั้นมีข้อดีข้อด้อย มีผู้เห็นด้วย มีผู้เห็นต่างอย่างไร ผลที่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจคราวนี้จะเกิดมุมบวกมุมลบอะไรบ้างกับบ้านเมือง ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
ผู้รับข้อมูลก็ต้องเปิดใจ อย่าโมโหโกรธาท้าต่อยท้าตีกับคนที่ให้ความเห็นและไม่ตรงกับใจของเรา ต้องท่องไว้ให้ขึ้นใจว่า วิถีประชาธิปไตยต้องไม่ยกพวกตีกัน
การให้ข้อมูลหรือการแสดงความคิดเห็นจึงต้องเปิดกว้าง ไม่ใช่ทำแบบปิดประตูตีแมว เฉพาะคนเห็นด้วยให้ส่งเสียงเชียร์ได้ แต่ถ้าใครเห็นต่างให้นั่งหุบปาก ถ้าขืนแอะอะไรขึ้นมา ใครคนนั้นต้องได้รับผลร้ายหรือถูกข่มขู่ อย่างที่เราได้เคยเห็นมาแล้วในอดีต
หากประชาชนไม่มีโอกาสที่จะรับข้อมูลที่ครบถ้วนจากทุกฝ่ายแล้ว การลงประชามติก็เท่ากับเล่นเกมตาบอดคลำช้างเท่านั้นเอง
หลังจากเราเล่นตาบอดคลำช้างกันมาสองรอบแล้ว การลงประชามติรอบที่สามที่จะเกิดขึ้นต้นปีหน้า หวังว่าเราจะได้ “ตาสว่างคลำช้าง” กันเสียที
ขออย่าให้มีใครมาทำให้เราผิดหวังนะครับ
