bg-single

มนุษย์ทำไมต้องฝัน

22.10.2025

นัยความเป็นคน | นิ้วกลม

มนุษย์ทำไมต้องฝัน

1

เคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมมนุษย์ต้องฝันด้วย?

ความฝันมีประโยชน์อะไรในชีวิตเรา?

ถ้าให้ซิกมุนด์ ฟรอยด์ หรือคาร์ล ยุง ตอบคำถามนี้ก็คงอธิบายด้วยเหตุผลเชิงจิตวิเคราะห์ได้อย่างลึกซึ้ง แต่ถ้าเราจะถามในมุมธรรมชาติพื้นฐานของระบบการทำงานของสมองและร่างกายมนุษย์ก็อาจได้คำตอบอีกแบบ ซึ่งพอผมทราบคำตอบในแง่นี้ก็รู้สึกว่ามันช่างเป็นเหตุผลที่น่าอัศจรรย์ใจเสียนี่กระไร

ผมได้คำตอบมาจากหนังสือ Livewired โดยเดวิด อีเกิลแมน ศาสตราจารย์ด้านประสาทวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ซึ่งถูกแปลเป็นภาษาไทยโดยคุณศิวลี โกศลศศิธร สำนักพิมพ์ชัชพลบุ๊กส์

ก่อนที่เราจะตอบคำถามว่าทำไมมนุษย์จึงต้องฝัน ขอพาทัวร์ความมหัศจรรย์ของสมองสักครู่ เพื่อโยงไปสู่คำตอบในช่วงท้าย

2

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจว่าสมองมนุษย์มีพื้นที่บริเวณหนึ่งที่เรียกว่า ‘คอร์เทกซ์ส่วนรับความรู้สึกจากร่างกาย’ (somatosensory cortex) ซึ่งเป็นขาเข้าของข้อมูล ที่คอยรับสัมผัสจากอวัยวะส่วนต่างๆ และอีกบริเวณคือ ‘คอร์เทกซ์ส่วนสั่งการ’ (motor cortex) ที่เป็นขาออก คือสั่งให้อวัยวะต่างๆ ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว

ครั้งหนึ่งศัลยแพทย์ท่านหนึ่งลองปล่อยกระแสไฟฟ้าไปกระตุ้นเนื้อเยื่อสมองบางจุด ผู้ป่วยรู้สึกเหมือนมือของเขาถูกสัมผัส ทั้งที่ไม่มีใครจับมือเขา นั่นหมายความว่าในสมองของเรามี ‘แผนที่ร่างกาย’ อยู่ในนั้น หากสมองส่วนนั้นได้รับการกระตุ้น เช่น บริเวณที่รับข้อมูลขาเข้าส่วนแขน ก็จะรู้สึกเหมือนถูกจับแขน ทั้งที่แขนไม่ถูกจับ!

ธรรมชาติข้อนี้นำไปสู่สถานการณ์น่าสนใจหลายแบบ เช่น บางคนที่สูญเสียแขนขวาของตัวเองไป เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่งกลับยังรู้สึกว่าตนเองมีแขนขวาอยู่! คือรู้สึกได้ถึงแขนขวาตัวเอง ทั้งที่มองไปก็เห็นว่ามันไม่มีแล้ว คนที่ถูกตัดแขนหรือขาไปหลายคนพูดถึงปรากฏการณ์เช่นนี้

หรืออีกการทดลองคือ ลิงตัวหนึ่งที่ถูกตัดเส้นประสาทที่แขนจนพิการ กลับรู้สึกที่แขนเมื่อถูกสัมผัสที่ใบหน้า!

สิ่งเหล่านี้เกิดจากการที่สมองกำลังปรับตัวเองใหม่ เมื่อแขนถูกตัด พื้นที่ในสมองส่วนที่เป็นจุดแทนของแขน (ตัวรับข้อมูล) จะถูกแย่งชิงพื้นที่โดยสมองรอบข้างซึ่งทำหน้าที่อื่น อาจเป็นตัวที่รับข้อมูลที่ใบหน้า จึงทำให้เวลามีคนจับใบหน้าแล้วคนผู้นั้นไปรู้สึกที่แขน

สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นตลอดเวลาในสมองของเรา เมื่อพื้นที่ในสมองส่วนหนึ่งไม่ถูกใช้งานแบบเดิม ก็จะถูกยึดครองโดยพื้นที่ข้างเคียงที่ทำหน้าที่อื่น (รับรู้อวัยวะอื่น)

3

กระบวนการเช่นนี้จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้คนตาบอดอ่านอักษรเบรลล์จากการสัมผัสโดยปลายนิ้วได้อย่างคล่องแคล่ว หรือมีหูที่ฟังเสียงต่างๆ ได้ชัดและละเอียดกว่าคนที่มองเห็น ทั้งนี้เพราะสมองส่วนคอร์เทกซ์ส่วนท้ายทอยที่เสียหายไปจากการตาบอดได้ถูกนำไปใช้งานกับประสาทสัมผัสปลายนิ้วหรือหู จึงเพิ่มความสามารถขึ้นไปอีกขั้น

ที่เป็นเช่นนี้เพราะสมองจะมุ่งทำงานในแต่ละภารกิจโดยไม่สนว่าข้อมูลนั้นจะเข้ามาจากช่องทางประสาทสัมผัสใด สมองต้องการข้อมูลจากโลกภายนอกเพื่อรับรู้โลก หากไม่สามารถรับข้อมูลทางตา ก็เปลี่ยนไปรับทางปลายนิ้วหรือหูแทน นี่คือความยืดหยุ่นอันมหัศจรรย์ของอวัยวะเล็กๆ ในกะโหลกของเรา

จึงไม่แปลกที่จะมีนักดนตรีชั้นนำที่ตาบอดมากมายในโลกนี้ สตีวี วันเดอร์, เรย์ ชาลส์, รอนนี มิลแซป และอีกหลายคน มีข้อมูลบอกว่าคนตาบอดจำนวนมากแยกเสียงโน้ตดนตรีได้ถูกต้องแม่นยำ ระบุว่าโน้ตนั้นแกว่งขึ้นหรือลงได้ดีกว่าคนที่มองเห็นถึงสิบเท่า

เมื่อสูญเสียความสามารถบางด้านไป สมองจะไปสรรหาความสามารถในการรับรู้โลกด้านอื่นมาทดแทน

4

แล้วถ้าคนที่มองเห็นพยายามฝึกผัสสะอื่น จะช่ำชองเหมือนคนตาบอดไหม?

มีการให้ผู้เข้าทดลองสายตาปกติถูกทำให้มองไม่เห็นชั่วคราว โดยให้ปิดตาในห้องมืดหลายวัน ผลปรากฏว่าผ่านไปเพียง 5 วัน พวกเขาเริ่มแยกความแยกต่างของอักษรเบรลล์ได้เป็นอย่างดี พวกเขาใช้คอร์เทกซ์ท้ายทอย (ที่เคยทำงานเพื่อมองเห็น) มาใช้กับการสัมผัสที่ปลายนิ้วอย่างรวดเร็ว ภายในเวลาแค่ 5 วัน และเมื่อนำผ้าปิดตาออกวันเดียว คอร์เทกซ์ส่วนท้ายทอยของพวกเขาก็ไม่ตอบสนองต่อเสียงและสัมผัสอีกต่อไป สมองกลับไปมีหน้าตาเหมือนคนที่มองเห็นปกติ

นี่หมายความว่า พื้นที่ในสมองมีการแข่งขันแย่งชิงกันตลอด แถมยังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วภายในเวลาสั้นๆ ก็มีการแย่งพื้นที่สมองไปใช้ในงานอื่นของร่างกายแล้ว

ตรงนี้เองที่เรากำลังจะได้คำตอบว่า ทำไมมนุษย์จึงฝัน?

5

คําตอบของคำถามนี้เริ่มที่การนึกถึงสภาพที่เรามีชีวิตอยู่บนโลกนี้ ซึ่งมีการหมุนรอบตัวเองจนก่อให้เกิดกลางวัน 12 ชั่วโมง และกลางคืนอันมืดมิด 12 ชั่วโมง มนุษย์วิวัฒนาการขึ้นมาจากโลกที่เป็นเช่นนี้มาโดยตลอด เราเพิ่งมีไฟฟ้าใช้เพื่อทำให้กลางคืนสว่างจ้าไม่นานมานี้เอง

แล้วจะเกิดอะไรขึ้นในความมืดมิด?

ก็ไม่ต่างจากการทดลองปิดตาแล้วปล่อยมนุษย์ไว้กับความมืด หากเราต้องเผชิญความมืดอยู่ครึ่งวันในทุกวัน ย่อมหมายความว่าเราต้องเผชิญความมืดอยู่ครึ่งชีวิต เป็นไปได้ว่าสมองของเราอาจถูกยึดครองโดยผัสสะชนิดอื่นที่ไม่ใช่การมองเห็น และถ้าถูกยึดครองไปเรื่อยๆ เราย่อมสูญเสียความสามารถในการมองเห็นไปในที่สุด

ร่างกายจึงสร้างกระบวนการอันซับซ้อนให้สมองทำงานหนักขณะที่เราหลับลึก (ในความมืด) ช่วงการหลับแบบ REM (rapid eye movement) นี่เองที่เราฝัน ในช่วงนี้จะถูกกระตุ้นจากเซลล์ประสาทกลุ่มหนึ่งในก้านสมองที่ชื่อพอนส์ (pons) ส่งผลสองประการ หนึ่ง-กล้ามเนื้อกลุ่มหลักจะกลายเป็นอัมพาต ร่างกายขยับไม่ได้ขณะฝัน และสอง-สมองจะรับรู้คลื่นกระแสประสาทในรูปแบบ ‘ภาพ’ คือการที่เรา ‘มองเห็นแม้หลับตา’

คลื่นไฟฟ้าที่เข้าไปที่คอร์เทกซ์ส่วนท้ายทอยทำให้ระบบการมองเห็นถูกกระตุ้น ในขณะที่กล้ามเนื้อเป็นอัมพาต ป้องกันไม่ให้คนหลับลุกขึ้นมาวิ่งหนีไดโนเสาร์ที่พวกเขาเจอในฝัน

เช่นนี้แล้ว สมองจึงรักษาพื้นที่ส่วนการมองเห็นเอาไว้ได้ ไม่ถูกยึดครองจากการทำหน้าที่เพื่ออวัยวะอื่นในช่วงเวลาที่เราไม่ได้ใช้ตาหรือมองไม่เห็นในความมืดตอนนอน

เพราะโลกมืดไปครึ่งวัน และสมองของเราสามารถเปลี่ยนแปลงได้ (กลายร่างจากทำหน้าที่รับรู้โลกผ่านการมองเห็นไปสู่การรับรู้โลกจากผัสสะอื่น) ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องฝัน เพื่อให้สมอง ‘เห็น’ แม้ในยามค่ำหรือยามหลับ

ความฝันจึงเป็นผลมาจากการแข่งขันของเซลล์ประสาทและการหมุนของโลก

หากเราไปเกิดบนดาวเคราะห์ดวงอื่น หรือโลกไม่ได้มีธรรมชาติของมันแบบที่เป็นอยู่ เช่น มันไม่ได้หมุนรอบตัวเอง แล้วซีกโลกฝั่งตะวันออกอาจสว่างจ้าตลอดเวลา เราอาจไม่มีความฝันก็เป็นได้

นี่คือทฤษฎีของเดวิด อีเกิลแมน ที่ไล่เรียงเหตุผลให้เราฟังเพื่อตอบคำถามว่า “ทำไมมนุษย์จึงฝัน”

6

เมื่อรู้เบื้องหลังทั้งหมดนี้ คราวหน้าที่ฝัน ผมคงรู้สึกเปลี่ยนไปไม่น้อย ผมจะรู้สึกว่าทั้งสมองและร่างกายกำลังทำหน้าที่ของมันอย่างขะมักเขม้นเพื่อรักษาความสามารถในการมองเห็นให้กับเจ้าของความฝันอย่างผม แถมยังน่าทึ่งเหลือเกินที่เราสามารถ ‘เห็น’ แม้ในขณะที่หลับตาสนิท และรู้สึกราวกับว่าสิ่งที่กำลังเผชิญอยู่เป็นความจริง

การเรียนรู้เพื่อจะตอบคำถามเรื่องเหตุผลของความฝันยังสอดแทรกความเข้าใจในเรื่องอื่นให้กับเราอีกด้วย มันชวนให้เราตั้งคำถามอีกมากเลยว่า การรับรู้ของเราแต่ละอย่างนั้น ‘จริง’ อย่างที่เรารู้สึกจริงหรือ ในเมื่อฝันคือการเห็นทั้งที่เหตุการณ์นั้นไม่ได้เกิดขึ้น การรู้สึกถึงแขนขวาของเจ้าของร่างกายที่ไม่มีแขนข้างนั้นอีกต่อไปแล้ว การถูกสัมผัสที่ใบหน้าแต่ไปรับรู้ที่แขน ตกลงแล้วระหว่างเรามีชีวิตอยู่ มีอะไรบ้างที่สมอง ‘หลอก’ ให้เราคิดและรู้สึก ทั้งที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง

นอกจากนั้นยังน่าคิดอีกด้วยว่า แล้วมี ‘ความจริง’ อะไรอีกบ้างที่เราไม่ได้รับรู้ เช่น เสียงที่คนตาบอดได้ยิน แต่คนที่มองเห็นไม่ได้ยิน แยกแยะไม่ได้ สัมผัสที่คนตาบอดรับรู้ แต่คนมองเห็นไม่รู้สึก หรือการที่คนหูหนวก ‘ได้ยิน’ สำเนียงของเพื่อนจากการที่เขามีดวงตาที่จับสีหน้า แววตา กล้ามเนื้อบนใบหน้าของผู้พูดและอ่านมันออกอย่างละเอียด

ดูเหมือนว่า สิ่งที่เรารับรู้จะเล็กกว่า ‘ความจริง’ เสมอ

และในหลายกรณี มันไม่ใช่ ‘ความจริง’ ด้วยซ้ำไป

ความรู้นี้ทำให้ผมได้แต่คิดว่า อย่าได้ผยองไปเลยเชียวว่า เราเข้าใจสิ่งต่างๆ ทั้งหมดแล้ว



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

วันที่ฝันเป็นจริง
ประชาชนขนทรายเข้าวัด
พักร้อน
Lonely Castle in the Mirror : บทบาทของครูและแม่เรื่องบูลลี่
‘คอนเสิร์ตที่ (ไม่) พึงปรารถนา’
คุยกับทูต เอลชิน บาชีรอฟ อาเซอร์ไบจาน เสน่ห์สองทวีป สู่ดาวรุ่งฤดูหนาว (1)
E-DUANG | เป้าหมาย iLaw ยิ่งชีพ เป้าหมาย #สั่งฟ้องสว.
“ขื่น”ในความ”ยินดี” | สถานีคิดเลขที่12 โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร
เหรียญรูปเหมือน 2477 สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ วัดสุปัฏนาราม จ.อุบลฯ
แก้ท่วมซ้ำซาก ‘น่าน’
‘กับดัก’
เอ็กซ์คลูซีฟ ‘เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ’ ขอเป็น ‘เดอะแบก’ ให้ประเทศ ‘ซ่อม-สร้าง (บุญใหม่)’ เศรษฐกิจไทย