bg-single

Extreme Heat : เมื่อวิศวกรรมต้องเข้ามาช่วยชีวิตคนเมืองเอเชีย จากภัยร้อนสุดขีด

21.10.2025

บทความพิเศษ | พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และ ธรรม์ธร จึงรุ่งเรืองกิจ

Extreme Heat

: เมื่อวิศวกรรมต้องเข้ามาช่วยชีวิตคนเมืองเอเชีย

จากภัยร้อนสุดขีด

ต้นฉบับนี้เขียนมาจาก Wall Street Journal CEO Council ประเทศสิงคโปร์ครับ มีหลายเรื่องที่น่าสนใจแต่สิ่งนึงที่ตรงใจ CEO หลายคน และผมสนใจเขียนถึงคือ เรื่อง climate change

ประกอบกับผมเพิ่งเดินทางผ่านเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในเดือนกันยายน 2025 ที่ผ่านมา เริ่มจากไทเป ซึ่งครั้งนี้รู้สึกร้อนกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ตามด้วยสิงคโปร์ เมืองที่ผู้คนมักยกย่องในฐานะตัวอย่างของการวางผังเมืองที่ดี แต่ต่อให้มีต้นไม้และตึกสูงที่ออกแบบมาเพื่อระบายความร้อน ความร้อนก็ยังคงท้าทายผู้คนที่ต้องใช้ชีวิตกลางแจ้งอย่างไม่ปรานี

ความร้อนกลายเป็นคู่ปรับเงียบที่กัดกินคุณภาพชีวิตไปทีละน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าคุณเป็นชนชั้นแรงงาน ไม่มีเครื่องปรับอากาศช่วย หรือใช้ได้อย่างจำกัดเพราะค่าไฟแพง

นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับผม เพราะสองปีก่อน ตอนลงพื้นที่หาเสียง ผมได้เจอกับแรงงานก่อสร้างจำนวนไม่น้อยที่ต้องอาศัยอยู่ในเพิงสังกะสีโดยไม่มีแอร์ หรือแม้แต่พัดลมที่พอจะเอาชนะความร้อนได้

พวกเขาบอกว่าไม่สามารถนอนหลับได้จนถึงตีสาม และเช้าต้องตื่นไปทำงานต่อในเวลาเจ็ดโมงเช้า

วงจรที่ทำลายทั้งสุขภาพและสมาธิ ลองจินตนาการดูว่าถ้าต้องใช้ชีวิตแบบนี้ต่อเนื่องหลายสัปดาห์ ร่างกายและสมองจะเหนื่อยล้าเพียงใด

ในเชิงวิทยาศาสตร์ ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะที่ใดที่หนึ่ง งานวิจัยของ Lancet Countdown on Health and Climate Change พบว่า เอเชียคือทวีปที่ได้รับผลกระทบจากความร้อนมากที่สุด โดยมีการสูญเสียแรงงานจากความร้อนสูงกว่า 150,000 ล้านชั่วโมงในปี 2023 อุณหภูมิสูงสุดที่เคยวัดได้ในสิงคโปร์แตะ 37 องศาเซลเซียส ขณะที่ไทเปเจอคลื่นความร้อนที่ดันค่าดัชนีความร้อน (Heat Index) ขึ้นไปเกิน 40 องศาเซลเซียส

ความจริงที่ไม่อาจมองข้ามได้คือ เอเชียกำลังเข้าสู่ยุคของ “ความร้อนสุดขีด” ที่ทำให้เมืองของเราน่าอยู่ยากขึ้น และคนจนในเมืองคือกลุ่มที่รับผลกระทบมากที่สุด

ตรงนี้เองที่ผมจึงชวนคุณธรรม์ธร จึงรุ่งเรืองกิจ นักศึกษาที่สนใจด้านวิศวกรรม มาร่วมแลกเปลี่ยนและช่วยกันมองปัญหา extreme heat ผ่านเลนส์ของวิศวกร เพื่อค้นหาทางออกที่ยั่งยืน และช่วยผมสรุปเป็นบทความชิ้นนี้ในมติชนสุดสัปดาห์

เมื่อมองผ่านสายตาของวิศวกรแนวทางแก้ปัญหาความร้อนสุดขีดไม่ได้อยู่เพียงแค่การเปิดแอร์หรือสร้างกำแพงกันแดด แต่คือการสร้าง “ระบบเมือง” ที่ปรับตัวได้อย่างยั่งยืน

ต่อไปนี้คือ 5 แนวทางเชิงวิศวกรรม ที่เราอยากนำเสนอ พร้อมตัวอย่างจริงจากสิงคโปร์ ไทเป และไทย

1. การออกแบบอาคารให้หายใจได้ (Breathable Buildings)

การออกแบบสถาปัตยกรรมเชิงพาสซีฟ (Passive Design) ช่วยให้บ้านและตึกเย็นลงโดยไม่ต้องพึ่งพาแอร์มากเกินไป

ในสิงคโปร์ มีการทดลองใช้ “Green Fa?ades” หรือผนังอาคารที่ปลูกต้นไม้เพื่อลดอุณหภูมิผิวตึกและดูดซับคาร์บอน

ส่วนในไทย เริ่มมีการใช้วัสดุท้องถิ่น เช่น ไม้ไผ่หรืออิฐดินเผา มาทำหลังคาและผนังเพื่อระบายอากาศได้ดีขึ้น

บ้านในชนบทบางแห่งปรับแบบร่วมสมัยโดยอาศัยหลักเดียวกับ “บ้านไทยยกใต้ถุน” ที่ให้ลมไหลผ่านตามธรรมชาติ

2.ระบบระบายความร้อนในเมือง (Urban Heat Ventilation)

ไทเปใช้แนวคิด Urban Wind Corridor โดยการวางผังถนนและอาคารให้ลมสามารถทะลุผ่านได้ ลดความร้อนสะสมในย่านเมืองหนาแน่น

ส่วนในกรุงเทพฯ มีการทดลองโครงการ “Cool Roof” บนหลังคาโรงเรียนและโรงพยาบาลในเขตเมือง สามารถลดอุณหภูมิภายในอาคารได้เฉลี่ย 2-3 องศาเซลเซียส

ช่วยให้เด็กเรียนรู้ได้ดีขึ้นและผู้ป่วยพักฟื้นได้สบายขึ้น

3.การจัดการน้ำเพื่อคลายร้อน (Cooling by Water)

ความร้อนสุดขีดและความแห้งแล้งเป็นพี่น้องร่วมสายเลือด ไทเปลงทุนในระบบกักเก็บน้ำฝนใต้ดิน เพื่อรักษาความชื้นในเมืองและลดอุณหภูมิพื้นดิน

ขณะที่ในไทย มีแนวคิด “คลองระบายความร้อน” ที่ใช้ทั้งการจัดการน้ำและการปลูกต้นไม้ริมน้ำเพื่อลดอุณหภูมิในชุมชนรอบคลอง

บางพื้นที่เพิ่มระบบพ่นละอองน้ำ (mist spray system) ตามจุดพักคอยของรถโดยสาร

เพื่อคลายร้อนให้คนเดินเท้าและแรงงานนอกอาคาร

4.เทคโนโลยีวัสดุใหม่ (Smart Materials for Cool Cities)

วัสดุสะท้อนความร้อนและวัสดุที่ดูดซับความร้อนต่ำกำลังกลายเป็นหัวใจของเมืองยุคใหม่

ในสิงคโปร์ บริษัทก่อสร้างบางแห่งเริ่มใช้ High-Reflective Concrete ในทางเดินและลานสาธารณะ ทำให้พื้นร้อนน้อยลงถึง 5-7 องศาเซลเซียส

ขณะที่มหาวิทยาลัยในไทยกำลังทดลอง “สีทาถนนสะท้อนรังสีอินฟราเรด” เพื่อลดการสะสมความร้อนในพื้นผิวถนน

5.ระบบเตือนภัยและโครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพ (Smart Sensors & Health Resilience)

วิศวกรรมไม่ได้หยุดอยู่แค่ตึกหรือน้ำ แต่ขยายไปถึงระบบข้อมูลและสุขภาพของคน

ไทเปมีเครือข่ายสถานีตรวจวัดความร้อนและคุณภาพอากาศกว่า 400 จุด ส่งข้อมูลแบบเรียลไทม์ให้ประชาชนผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือ

ขณะที่ไทยเริ่มติดตั้งสถานีวัดความร้อนในชุมชนแรงงาน เพื่อช่วยเตือนก่อนเกิดเหตุสุขภาพรุนแรงจากคลื่นความร้อน เช่น โรคลมแดดหรือภาวะขาดน้ำในเด็กและผู้สูงอายุ

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่แค่แนวคิดในตำรา แต่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงแล้วในเมืองต่างๆ ของเอเชีย และกำลังรอการต่อยอดไปสู่ชุมชนที่ยังเปราะบาง

ความร้อนสุดขีดไม่ใช่ศัตรูที่เราเอาชนะไม่ได้ หากเรายังมีกลไกของเหตุผล ความรู้ และหัวใจของวิศวกรที่มองเห็นมนุษย์อยู่ตรงกลางของเมือง



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | ความเปราะบาง อำนาจ การเมือง เบื้องหน้า สถานการณ์ “โกงส.ว.”
รัฐประหาร 2520 ! | สุรชาติ บำรุงสุข
ศุภชัย เบรกกระแสฮั้วสว. ปม‘สำนวนคณะ 26’ ชี้ต้นทางยังพิสูจน์ไม่ได้ เตือนอย่าเพิ่งเชื่อเพียงเพราะเขาพูดกันมา
“ประชาธิปัตย์” ต้อนรับ “ปุ๊น ตรีรัตน์” ร่วมพรรค มอบบทบาทเสริมทัพนโยบายพลังงาน-เศรษฐกิจ ชูเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเพื่อประชาชน
‘โครงการหิ่งห้อย’ โดย CKPower ส่งต่อความเชี่ยวชาญ สู่พลังขับเคลื่อนความยั่งยืน
ผู้คิดค้น Bluetooth ให้เราฟังเพลงเพราะๆ
จากฮอร์มุซสู่มะละกา : ข้อคิดเรื่องความเสี่ยงทางภูมิเศรษฐศาสตร์
กลไกอุดมการณ์หนังไทย ก่อนลั่นไกฆ่านกพิราบ 6 ตุลา 19
นโยบาย ‘กระเตง’ พม่า! ความท้าทาย ในนโยบายต่างประเทศไทย
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (191)
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (19)
จากนาราถึงรมณีนาถ : การเล่าประวัติศาสตร์ยุคสมัยใหม่ผ่านคุก (2)