ประวัติศาสตร์ไทยหลายชาติพันธุ์ “แตกหัก” ประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย
| สุจิตต์ วงษ์เทศ
1.
คนเป็นไทยโดยสัญชาติ จึงไม่มีคนเชื้อชาติไทย เพราะเชื้อชาติไม่มีในโลก
ดังนั้น คนสัญชาติไทยไม่มาจาก “อัลไต-น่านเจ้า” ในจีน แต่ที่สำคัญมากคือ ไม่เคยพบหลักฐานวิชาการทางประวัติศาสตร์โบราณคดีและมานุษยวิทยาสนับสนุนตามประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย
ทำให้ทิศทางเปลี่ยนไปในถิ่นกำเนิดและความเป็นมาของคนไทยโดยสัญชาติ จากทิศเหนือเป็นทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
คนไทย (โดยเชื้อชาติ) ทิศทางการอพยพยกโขยงถอนรากถอนโคนจากเหนือลงใต้ ดังนี้
(1.) เริ่มจากภูเขาอัลไต อยู่เหนือจีน ในเขตมองโกเลีย
(2.) น่านเจ้า อยู่ทางใต้ของภูเขาอัลไต ในภาคเหนือของมณฑลยูนนาน
(3.) คุนหมิง เมืองหลวงของมณฑลยูนนาน ทางใต้ของน่านเจ้า
(4.) สุโขทัย ราชธานีแห่งแรก ในดินแดนไทย
ทิศทางการอพยพของคนไทย (โดยเชื้อชาติ) มีต้นตอจากแนวคิดแบบอาณานิคมเรื่องเชื้อชาติ จึงเชื่อว่ามีคนเชื้อชาติไทยแท้ สายเลือดบริสุทธิ์
ครั้นหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 จึงดำเนินการ 2 อย่าง ดังนี้
(1.) เปลี่ยนชื่อประเทศสยาม เป็นประเทศไทย พ.ศ. 2482
(2.) ยกเลิกประวัติศาสตร์สยาม (ตามพระราชดำรัส ร.5 พ.ศ. 2450) แล้วแต่งใหม่ (ทั้งดุ้น) เรียกประวัติศาสตร์ไทยตามใจชอบ สนองการเมืองชาตินิยม (สุดโต่งแบบฮิตเลอร์) ตั้งแต่หลัง พ.ศ. 2482 รัฐบาลบังคับให้ท่องจำเชื่อถือสืบปัจจุบันผ่านระบบการเรียนการสอนทุกระดับ
คนไทย (โดยสัญชาติ) ไม่มีการอพยพยกโขยงถอนรากถอนโคน แต่มีการเคลื่อนไหวไปมาทุกทิศทางตามเส้นทางการค้าของ 2 เรื่อง ดังนี้
(1.) ภาษาและวัฒนธรรมตระกูลไท-ไต ทำให้มีชาวสยามลุ่มน้ำสาละวิน และลุ่มน้ำ “โขง-ชี-มูล”
(2.) ชาวสยาม ลูกผสมหลายชาติพันธุ์ ที่รวมเป็นรัฐเก่าสุดเท่าที่พบมี 2 แห่ง
(หนึ่ง) “เสียมกุก” (มีภาพสลักปราสาทนครวัด กัมพูชา) คือสยามดั้งเดิม บริเวณลำตะคอง ลุ่มน้ำมูล
(สอง) เสียน, เสียม ในจดหมายเหตุจีน บริเวณลุ่มน้ำท่าจีน ทางฟากตะวันตกแม่น้ำเจ้าพระยา
สยามลุ่มน้ำมูล กับสยามลุ่มน้ำท่าจีน ผนึกขอมลุ่มน้ำป่าสัก ร่วมกันสร้างเมืองอโยธยา (จะยกเป็นราชธานีแห่งแรกของไทยแท้จริงก็ได้) ซึ่งเป็นเมืองเก่าของอยุธยา-ราชอาณาจักรสยาม ที่มีประชากรเป็นชาวสยาม เรียกตนเองว่าไทย
ไท, ไทย เป็นชื่อทางวัฒนธรรม จึงไม่เป็นชื่อเชื้อชาติ เพราะเป็นที่ยอมรับนานาชาติว่าเชื้อชาติในโลกไม่มีจริง ดังนั้นนานาชาติยกเลิก Race เกือบหมดแล้ว
ไท-ไต เป็นชื่อสมมุติทางวิชาการด้านภาษาศาสตร์ มีเหตุจากฮั่น (ทางเหนือ) ลุ่มน้ำฮวงโห เหยียดพวกป่าเถื่อน (ทางใต้) ลุ่มน้ำแยงซี เป็นเหี้ย
ใครไม่ฮั่นเป็นเหี้ย ทำให้พวกที่ถูกฮั่นเรียกเหี้ยตอบโต้ด้วยการยืนหยัดว่า “กูเป็นไท” หมายถึง “กูเป็นคนโว้ย” เป็นคนมีชุมชนมีสังคม ไม่ใช่คนร่อนเร่แสวงหาอาหารตามธรรมชาติ
ไท จึงหมายถึง คน, ชาว แต่บางท้องถิ่นออกเสียง ท เป็น ต คำว่า ไท จึงออกเสียง ไต เป็นเหตุให้สมมุติชื่อเรียกตระกูลภาษาควบคู่กันว่าไท-ไต (ก่อนหน้าเรียกไท-ไต เคยเรียกภาษาตระกูลไทย-ลาว)
ต่อมาพบหลักฐานเก่าสุดของภาษาตระกูลนี้ที่ชุมชนกะได นักวิชาการจึงเรียกเป็นตระกูลภาษาไท-กะได ส่วนผมชอบ ไท-ไต
เรื่องนี้ไม่มั่นใจว่าถูกต้องทั้งหมด ผมจำจากหนังสือความเป็นมาคำสยามฯ ของ จิตร ภูมิศักดิ์ และผสมงานของนักวิชาการท่านอื่นๆ
ประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย ถึงสมัยนี้ยังเชื่อเรื่องเชื้อชาติ แล้วยังเชื่อว่า คนไทยแท้มีถิ่นกำเนิดในจีน จึงมีคนไทยแท้ตกค้างในจีน
แต่หลักฐานทางวิชาการรอบด้าน พบว่า ทางตอนใต้ของจีนสมัยโบราณไม่มีคนไทย (ตามความหมายเดียวกับคนไทยในประเทศไทย)
(1.) คนพูดภาษาตระกูลไท-กะได หรือไท-ไต มีไม่น้อยทางตอนใต้ของจีน แต่ไม่ใช่คนไทย (ตามความหมายเดียวกับคนไทยปัจจุบันในประเทศไทย) เพราะเขาเรียกตนเองตามชื่อชนเผ่าชาติพันธุ์ของตน (โดยไม่เรียก “คนไทย”) ได้แก่
ไตลื้อ-ชาวลื้อ (สิบสองพันนา), ไตอาหม-ชาวอัสสัม (ในอินเดีย), ไตมาว-ชาวลุ่มน้ำมาว (ในพม่า), ไทจ้วง-ชาวจ้วง (ในกวางสี), ไทเวียงจันท์-ชาวเวียงจันท์ (ในลาว), ไทบ้าน-ชาวบ้าน (ทั่วไป)
(2.) ไท หรือ ไต (ทางตอนใต้ของจีน) มี “วีรบุรุษ” หรือผู้นำของตนเอง ซึ่งไม่เกี่ยวกับ “วีรบุรุษ” ใประวัติศาสตร์ไทย
เขาจึงไม่รู้จักพ่อขุนรามคำแหง, พระเจ้าอู่ทอง, พระนเรศวร, พระเจ้าตาก ฯลฯ เนื่องจากไม่ใช่ “วีรบุรุษ” ของเขา เพราะเขา “ไม่ไทย” คือไม่ใช่คนไทยเหมือนประชาชนในประเทศไทย
(3.) ไท, ไต แปลเหมือนกันว่าคนหรือชาว ซึ่งไม่หมายถึงคนไทยอย่างเดียวกับคนในประเทศไทยทุกวันนี้
[มีข้อมูลอีกมากในหนังสือ ความเป็นมาของคำสยาม ไทย, ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ ของ จิตร ภูมิศักดิ์ พิมพ์ครั้งแรก โดยโครงการตำราฯ พ.ศ. 2519]
2.
คนไทย (โดยสัญชาติ) มาจากชาวสยามลุ่มน้ำโขง-ชี-มูล และลุ่มน้ำสาละวิน ซึ่งเป็นลูกผสมของ “คน” ในชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์ “ร้อยพ่อพันแม่” ทั้งในอุษาคเนย์และในโลก ที่มีภาษาพูดของตนเฉพาะแต่ละกลุ่มซึ่งต่างกัน
โดยมีภาษาตระกูลไท-ไต (ที่จะเป็นภาษาไทยต่อไปข้างหน้า) เป็นภาษากลางสื่อสารระหว่างชาติพันธุ์กับทางการค้าดินแดนภายใน

3.
ชาวสยาม เฉพาะลุ่มน้ำโขง-ชี-มูล (หรือ “เสียมกุก” มีภาพสลักบนระเบียงปราสาทนครวัด) มีศูนย์กลางอยู่เมืองราด ของพ่อขุนผาเมือง ลุ่มน้ำมูล [ปัจจุบันคือเมืองเสมา (ศรีจนาศะ) อ. สูงเนิน จ.นครราชสีมา] กับรัฐละโว้ ซึ่งเป็นขอมลุ่มน้ำป่าสัก (ลพบุรี-ศรีเทพ) ร่วมกันสร้างเมืองอโยธยา นับถือศาสนาพุทธ เถรวาท แบบลังกา (ที่เป็นเมืองเก่าของอยุธยา) ประชาชนเป็นชาวสยาม เรียกตนเองว่าไทย หรือคนไทย
ความเป็นไทยเริ่มแรกที่เมืองอโยธยาแผ่ไปทุกทิศทาง (ต่างกับความเป็นไทยปัจจุบัน) เหนือถึงเมืองสุโขทัย, อีสานถึงเมืองนครราชสีมา, ใต้ถึงเพชรบุรี, นครศรีธรรมราช
4.
ความเป็นไทยดั้งเดิม เริ่มจากความเป็น “คน” ที่เป็น “ลูกผสม” ของชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์ ทั้งในอุษาคเนย์และนานาชาติ ทำให้ความเป็นไทยแต่ละกลุ่มดีเอ็นเอไม่ตรงกัน ขึ้นอยู่กับกลุ่มไหนใกล้ชิดกลุ่มไหน?
เช่น ภาคเหนือ มีส่วนผสมดีเอ็นเอมอญ-พม่า-ไทใหญ่ ภาคอีสาน มีส่วนผสมดีเอ็นเอของลาว-เขมร-เวียดนาม ภาคกลาง มีส่วนผสมดีเอ็นเอของนานาชาติ เช่น มอญ-เขมร-มลายู-จีน-อินเดีย-อิหร่าน ฯลฯ
ประวัติศาสตร์ไทยหลายชาติพันธุ์ โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ (สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก ตุลาคม 2568 ราคา 320 บาท สั่งซื้อได้ที่ https://www.matichonbook.com) “แตกหัก” ประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
