บทความพิเศษ | พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์
33 ปี ชีวิตสีกากี
พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (147)
ภาพหลอนในตู้เย็น
เกร็ดคดีฆ่า 5 ศพ
นายเรืองศักดิ์ หรือไอ้ศักดิ์ ปากรอ กับนายสงกรานต์ หรือไอ้จ้อง แก้วอุบล ผู้ต้องหาสำคัญในคดีฆ่ายกครัวบุญทวี 5 ศพ ที่ได้ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพต่อหน้ามหาชนมากมาย ถูกนำกลับมายังค่าย ตชด.อีกครั้ง
ผมได้กลับมาร่วมทีมสอบสวนชุดใหญ่ ซึ่งประกอบไปด้วย พ.ต.อ.นุกูล โสมทัต, พ.ต.อ.วีระยุทธ สิทธิมาลิก, พ.ต.อ.ชำนาญ เครือบัว, พ.ต.ท.ปวีณ พงศ์สิรินทร์, พ.ต.ท.ทวี สอดส่อง, พ.ต.ท.กมล นัยนานนท์, ร.ต.อ.สมพร ขัติยะ ตะลุยสอบสวนผู้ต้องหาทั้ง 2 คนเพิ่มเติม
เพื่อยืนยันคำให้การที่ให้การรับสารภาพแล้วนำพนักงานสอบสวนไปชี้ที่เกิดเหตุประกอบ แสดงแผนประทุษกรรม เมื่อสอบสวนและพิมพ์คำให้การเสร็จไปแต่ละแผ่น ต้องให้ผู้ต้องหาอ่านหรืออ่านให้ฟัง ให้ลงชื่อ รับรองว่าที่พูดมานั้นถูกต้อง และยังต้องจัดทำบันทึกต่างๆ อีก ทั้งผู้ต้องหา พยาน และพนักงานสอบสวน ต้องลงชื่อร่วมกัน นำภาพถ่ายมาติดประกอบสำนวนการสอบสวน
ทุกอย่างต้องเร่งให้ทันก่อนที่จะครบกำหนดควบคุมตัวผู้ต้องหา ตามที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างนั้น
สำนวนการสอบสวนเริ่มมีความหนามากขึ้นเรื่อยๆ คืนนั้น ผมได้ร่วมสอบสวนกับคณะตั้งแต่หัวค่ำ จนล่วงเวลาไปดึกดื่น ก็ยังไม่เสร็จ เพราะต้องค่อยๆ ลำดับและเรียบเรียงเหตุการณ์ไม่ให้สับสน
พนักงานสอบสวนอาวุโสส่วนใหญ่จะกลับไปพัก จึงเหลือผมกับ พ.ต.ท.กมล นัยนานนท์ และ ร.ต.อ.สมพร ขัติยะ ช่วยกันสอบสวน ผลัดกันซักผลัดกันถาม โดยมีกำลังตำรวจดูแลป้องกันการหลบหนี
ในช่วงดึกๆ นายสงกรานต์หรือจ้อง แก้วอุบล ผู้ต้องหาคู่หูนายเรืองศักดิ์ได้บอกกับพนักงานสอบสวนที่กำลังสอบสวนอยู่ว่า หลังจากก่อเหตุฆ่าคนทั้ง 5 ศพแล้ว ได้แยกย้ายกับนายเรืองศักดิ์ หลบหนีไปค้างคืนที่บ้านเพื่อนในตัว จ.สงขลา ตอนดึกคืนแรกประมาณตี 2 รู้สึกหิวน้ำ จึงตื่นลุกขึ้นมาเดินไปเปิดตู้เย็นเพื่อจะดื่มน้ำ ทันทีที่เปิดตู้เย็นนายสงกรานต์หรือจ้องต้องช็อกสุดขีด เพราะมีเด็กยื่นสองมือออกมาเพื่อจะบีบคอ
นายสงกรานต์หรือจ้องตกใจกลัวจนเกือบหมดสติรีบปิดตู้เย็นทันที เป็นเรื่องราวที่ผมกับ พ.ต.ท.กมล นัยนานนท์ และ ร.ต.อ.สมพร ขัติยะ ได้ฟังจากปากนายสงกรานต์หรือจ้องในระหว่างทำการสอบสวนในยามดึกสงัด เมื่อได้ยินจึงนำมาเล่าเป็นเกร็ดการทำงาน
เวลาผ่านไปจนรุ่งเช้าสว่างคาตา พวกเราเห็นว่าพอสมควร เพราะทั้งคนสอบ และผู้ต้องหาที่ถูกสอบต่างเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้ามากแล้ว สมควรพัก แล้วค่อยกลับมาสอบสวนต่อเมื่อสดชื่น

เมื่อออกจากห้องสอบสวน จึงได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นจากขอบฟ้า สว่างไปทั่วแล้ว เป็นเวลา 6 โมงเช้า ผมได้ขับรถของผมออกจากค่าย ตชด. กลับบ้านพักที่ อ.สิงหนคร โดยขับไปตามถนนไทรบุรี
จนมาถึงห้าแยกเกาะยอ เจอติดสัญญาณไฟแดง ต้องจอดรถรอสัญญาณไฟเลี้ยวขวา เส้นทางที่จะกลับบ้านพัก ผ่านไปทางเกาะยอ ด้วยความอ่อนล้าและเพลียมาจากการทำงานทั้งคืน ผมเผลอหลับไป
จนสัญญาณไฟเขียวขึ้น ผมรู้สึกตัวเมื่อรถคันหลังบีบแตรไล่ให้ผมเลี้ยวขวา พอได้ยินเสียงแตร สะดุ้งตื่นตกใจ แต่ยังอยู่ในภวังค์ งงงวยนิดหน่อย พอตั้งสติได้ก็รีบเลี้ยวขวาไปทางเกาะยอทันที
รู้สึกขอโทษคนขับรถด้านหลัง ระหว่างอยู่บนสะพานติณสูลานนท์ ใต้สะพานเป็นท้องน้ำที่กว้างใหญ่ ตัดขอบฟ้าที่โค้งมาจดผืนน้ำ ทำให้ตาสว่างขึ้น และมาคิดว่าถ้าเกิดหลับในระหว่างขับรถบนสะพานแห่งนี้ คงจะตกสะพานลงไปอยู่ใต้ทะเลแน่
วันที่ 23 พฤษภาคม 2540 ครบกำหนดควบคุมตัวผู้ต้องหาจอมวายร้ายทั้ง 2 คนแล้ว พนักงานสอบสวนได้นำตัวไปศาลจังหวัดสงขลา เพื่อขออำนาจศาลฝากขังไว้ในระหว่างสอบสวน และขอรับตัวกลับมายัง สภ.อ.สิงหนคร เพื่อสอบสวนเพิ่มเติม เป็นเวลา 12 วัน
สังคมทั่วไปยังมีความสงสัยว่า ฆ่าคนตั้ง 5 คนทำแค่ 2 คนได้ยังไง เป็นประเด็นที่ถกเถียงกัน น่าจะมีคนร้ายคนอื่นๆ ร่วมกระทำความผิดด้วย
หลังจากการสอบสวน พล.ต.ต.วรรณรัตน์ได้ให้สัมภาษณ์สื่อต่างๆ ว่า ตัวผู้บงการน่าจะไม่มี ถือเป็นการปล้นของอาชญากรทั่วไป
ผิดตรงที่อาชญากรคดีนี้มีจิตวิปริตชอบฆ่าคน ส่วนคดีฆ่า ด.ต.ดุสิต รัตนมณี เป็นคนละเรื่องกัน เป็นการจ้างฆ่าจากผู้มีอิทธิพลที่ขัดแย้งในธุรกิจ และเชื่อว่าตำรวจจะสามารถจับกุมมือปืนและตัวผู้บงการมาดำเนินคดีในไม่ช้าได้อย่างแน่นอน
หลังจากนี้ไปจะมอบให้เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวน สภ.อ.สิงหนครดำเนินการจนกว่าจะส่งฟ้องผู้ต้องหา
หนังสือพิมพ์ทุกฉบับมีการเจาะประเด็นในแง่มุมต่างๆ กันไป ทั้งกลั่นชีวิต “เรืองศักดิ์ ทองกุล” BORN TO BE KILL หรือนำภาพการแขวนเด็กไว้กับราวตากผ้าในแผ่นโปสเตอร์ที่ค้นเจอที่ห้องพักของนายเรืองศักดิ์ มาเขียนประวัติวงเมกาเดธ มีการตามไปสัมภาษณ์ความเห็นของจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อฟังการวิเคราะห์สภาพจิตใจของนายเรืองศักดิ์
ในขณะที่มีการโหมรุมสาปแช่งฆาตกรที่จับได้ เสียงชื่นชมสรรเสริญกรมตำรวจก็ดังแซ่ซ้องไปทั่ว โดยเฉพาะ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก อธิบดีกรมตำรวจ กับ พล.ต.ต.วรรณรัตน์ คชรักษ์ รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง หนังสือพิมพ์ถึงกับเขียนว่า “บันทึกอีกบทกรมตำรวจ ประชา-วรรณรัตน์ เป็นผู้ค้ำศักดิ์ศรีปทุมวัน” หรือ “กระชากโฉมไอ้นรกแตก 5 ศพ ตำรวจเหล็ก วรรณรัตน์ คชรักษ์”
ผมรู้สึกภาคภูมิใจในตัวของผู้บังคับบัญชา และทีมงานทุกคน รวมทั้งตัวผมเอง ที่มีส่วนร่วมทำให้กรมตำรวจและผู้บังคับบัญชา ได้รับคำยกย่องสรรเสริญ ถือเป็นเกียรติยศสูงสุด ที่พี่น้องประชาชนมอบให้ในเวลานั้น
และในเวลานั้นเองกรมตำรวจก็มีคำสั่งแต่งตั้งนายตำรวจชั้นนายพลหลายนาย พ.ต.อ.นุกูล โสมทัต รอง ผบก.ป. ซึ่งผมได้ร่วมทีมงานด้วย ได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็น ผบก.ภ.จว.พัทลุง ไปคุมคดีของผู้ใหญ่เม่น และแก๊งเด็กวัยรุ่นที่ จ.พัทลุง พล.ต.ต.ปรีชา แสงวรรณ ได้เลื่อนตำแหน่งเป็น ผู้ช่วยผู้บัญชาการ โดย พล.ต.ต.มาโนช ไกรวงศ์ มาเป็นผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสงขลาคนใหม่
คำสั่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2540
พ.ต.อ.วีระยุทธ สิทธิมาลิก รอง ผบก.ภ.จว.สงขลา เดินทางมา สภ.อ.สิงหนคร เพื่อกำกับควบคุมการทำสำนวนการสอบสวนอย่างขยันขันแข็งทุกวัน และให้นายเรืองศักดิ์ ทองกุล สาธิตการผูกเงื่อนต่างๆ ให้ดู แล้วถ่ายรูปประกอบสำนวน
และยังนำพยานหลักฐานต่างๆ ที่ตรวจพบในสถานที่เกิดเหตุ ทั้งสายไฟฟ้า ผ้าขาวม้า ต่างหูของผู้ตาย ภาพวงเมกาเดธ มาวางเรียงกัน แล้วให้นายเรืองศักดิ์กับนายสงกรานต์ดู ยืนยันว่าเป็นสิ่งของที่ใช้ในวันเกิดเหตุและตรวจพบในที่พัก
นายเรืองศักดิ์ได้ตอบคำถามนักข่าวว่า “ได้เรียนการผูกเงื่อนต่างๆ มาจากน้าชาย คือ ผู้ใหญ่เม่น นายอรรถพล นพวงศ์ และเพื่อนที่เป็นทหารพราน มีเงื่อนประมาณ 10 เงื่อนที่ใช้ฆ่าศัตรูได้ทั้งนั้น เช่น เงื่อนกระตุก พิฆาต, พิรอดหักคอ หรือจงอางหักคอ
และสาเหตุที่เข้าจี้ชิงทรัพย์บ้านหมอประภาส เพื่อนำเงินไปช่วยสู้คดีให้นายบัญชา นพวงศ์ น้าชายอีกคน ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.อ.ปากพะยูน จ.พัทลุง จับในข้อหาปล้นฆ่า ยังอยู่ในระหว่างสู้คดีในชั้นศาล
นักข่าวได้รายงานข่าวว่า ถูกนายเรืองศักดิ์พูดขู่ไว้ว่า “ถ้าออกไปได้ภายใน 5 ปี จะฆ่าทุกคนที่ทำกับตัวเอง”
นักข่าวจึงถามกลับไปว่า “ถูกขังอยู่จะออกมาได้ยังไง” นายเรืองศักดิ์โต้ว่า “หากลูกพี่มา กุญแจขนาดนี้ทุบทีเดียวก็หัก”
วันที่ 25 พฤษภาคม 2540 นายบัญญัติ จันทน์เสนะ ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา พร้อมด้วย พ.ต.อ.วีระยุทธ สิทธิมาลิก รอง ผบก.ภ.จว.สงขลา ได้เดินทางมายัง สภ.อ.สิงหนคร เพื่อติดตามความคืบหน้าของการสอบสวน และได้เบิกตัว 2 ผู้ต้องหา ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาได้ซักถามและพูดคุยอยู่นานประมาณครึ่งชั่วโมง
นายบัญญัติ จันทน์เสนะ ผู้ว่าฯ สงขลา เปิดเผยกับนักข่าวว่า “ขอชื่นชมการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดนี้มาก ที่สามารถคลี่คลายคดีนี้ได้สำเร็จลงอย่างรวดเร็ว และนำตัว 2 ฆาตกรมารับโทษได้”
“จากการพูดคุยกับนายเรืองศักดิ์ พบว่าไม่มีอาการสะทกสะท้านหรือเกิดความสำนึกผิดหวาดกลัวแต่อย่างใดเลย จึงเชื่อว่าน่าจะเป็นคนที่มีความกดดันและชอบทำอะไรรุนแรงเสมอ เป็นคนที่มีจิตเหี้ยมโหดมาก ขอเยาวชนอย่าเอาเป็นเยี่ยงอย่าง และไม่น่าที่จะมีอยู่ในสังคมนี้”
ส่วนนายสงกรานต์มีความกลัวมาก ตลอดเวลาจะมีภาพเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุฆ่า 5 ศพติดตาอยู่ตลอดจนนอนไม่หลับ
เป็นคำพูดของนายสงกรานต์ที่พูดกับนักข่าว
พ.ต.อ.วีระยุทธ สิทธิมาลิก รอง ผบก.ภ.จว.สงขลา กล่าวว่า ขณะนี้สำนวนที่ทำไว้หนากว่า 300 หน้าแล้ว ยังเหลือพยานแวดล้อมที่ต้องสอบสวนอีกมาก และพฤติกรรมของผู้ต้องหาที่มีความเหี้ยมโหดทารุณ พนักงานสอบสวนต้องเก็บรายละเอียดไว้ให้หมด
จุดหมายของนายเรืองศักดิ์ที่ก่อคดีนี้ขึ้นมา ก็เพราะต้องการจะปล้นเอาเงินจากนายประภาส ด้วยเห็นว่าปลูกบ้านหลังใหญ่โตราคาเป็นล้าน เพื่อจะนำเงินไปเป็นค่าใช้จ่ายประกันตัวนายบัญชา นพวงศ์ น้าชายของนายเรืองศักดิ์ ที่ถูกจับในคดีปล้นบ้านนางหิ้น พรมจินดา เมื่อเดือนมิถุนายน 2539
นายกำพล ภู่สุดแสวง อธิบดีผู้พิพากษาภาค 9 ได้กล่าวถึงคดีฆ่าโหด 5 ศพ ครอบครัวบุญทวี ว่าเป็นคดีที่โหดร้ายทารุณมาก และสะเทือนขวัญประชาชนเป็นอย่างยิ่ง จึงทำให้เห็นว่าเวลานี้สังคมไทยไม่ปลอดภัยเลย ส่วนเรื่องคดีขณะนี้อยู่ในระหว่างการสอบสวน และจะถูกตั้งข้อหาอะไรนั้น ขึ้นอยู่กับสำนวนที่อัยการนำส่งฟ้องศาล การรับสารภาพของฆาตกรเป็นเพียงหลักฐานชิ้นหนึ่งเท่านั้น เพราะทางศาลจะต้องฟังการชันสูตรพลิกศพจากแพทย์ การตายเกิดจากสาเหตุใด เมื่อถึงขั้นตอนนั้น ศาลก็จะสามารถตัดสินคดีความได้ว่าฆาตกรจะต้องโทษสถานใด
คดีนี้เป็นคดีสะเทือนขวัญ เมื่ออัยการส่งฟ้องศาล ศาลก็จะรับพิจารณาโดยเร็ว เพื่อให้ทันต่อเหตุการณ์ เพราะเป็นคดีที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างมาก และในวันที่มีการพิจารณาคดี จะมอบหมายให้รองอธิบดีผู้พิพากษาภาค 9 ดูแลอย่างใกล้ชิด
