บทไว้อาลัยแด่จอห์น เซิร์ล : นักปรัชญาวิเคราะห์ผู้ยิ่งใหญ่ ของศตวรรษที่ 20
ปรัชญา-คำ-‘นึง | พิพัฒน์ สุยะ
บทไว้อาลัยแด่จอห์น เซิร์ล
: นักปรัชญาวิเคราะห์ผู้ยิ่งใหญ่
ของศตวรรษที่ 20
เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา โลกได้สูญเสียนักปรัชญาชาวอเมริกันผู้ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งในวงการปรัชญาวิเคราะห์ นามว่า จอห์น เซิร์ล (John Searle : 1932-2025) เขาเป็นศาสตราจารย์ทางปรัชญาภาษาและปรัชญาจิต ที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ สหรัฐอเมริกา
เซิร์ลเริ่มก่อรูปความคิดทางปรัชญาของเขาจากปรัชญาภาษา ต่อมาผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้แก่เขานั้นเป็นปรัชญาจิต และในท้ายที่สุดความสนใจของเซิร์ล มุ่งไปที่ “ปรัชญาสังคม” ซึ่งมีคนตั้งข้อสังเกตว่า เซิร์ลพยายามจะสร้างทฤษฎีแบบรวมเป็นหนึ่งเดียว (unified theory) โดยเชื่อมปรัชญาภาษา ปรัชญาจิต และปรัชญาสังคมเข้าไว้ด้วยกัน ในทางปรัชญาภาษา (philosophy of language) เซิร์ลพัฒนาความคิดทางภาษาของเขาจาก ออสติน (J. L. Austin : 1911-1960) ในทฤษฎี “วัจนกรรม” (speech act) คือจุดประสงค์ของออสตินคือการทำให้เราเห็นว่าภาษามีมิติของการกระทำ ไม่ใช่เพียงแค่การรายงานข้อเท็จจริงเท่านั้น (constatives) แต่ยังเป็นการกระทำหรือปฏิบัติการ (performatives) บางอย่างด้วย ซึ่งภาษาสามารถสร้างความจริงบางอย่างขึ้นโดยตัวการพูดภาษานั่นเอง (เช่น การกล่าวคำปฏิญาณ การตั้งชื่อ หรือการให้สัญญา ฯลฯ)
เซิร์ลเห็นว่าทฤษฎีของออสตินยังมีความคลุมเครือหลายประการ เช่น การแยกระหว่าง “การรายงานข้อเท็จจริง” กับ “การปฏิบัติการ” ของภาษาแบบที่ออสตินเสนอนั้นไม่มีความจำเป็นแต่อย่างใด เพราะในความเป็นจริง เซิร์ลเห็นว่าการกล่าวภาษาทุกประโยคคือการกระทำในตัวมันอยู่แล้ว นอกจากนี้การจำแนก “คำกริยาที่มีพลังทางวัจนกรรม” ของออสตินนั้น เช่น สัญญา เตือน สั่ง หรือ ประกาศ ฯลฯ นั้น
ยังไม่มีหลักการตรรกะรองรับการแบ่งเช่นนั้นแต่อย่างใด
กล่าวคือเซิร์ลเห็นว่าออสตินไม่ได้อธิบายโครงสร้างภายในของวัจนกรรมแต่ละชนิด เช่น “การให้สัญญา” กับ “การสั่ง” แตกต่างกันอย่างไรในเชิงตรรกะของเงื่อนไขและความจงใจ (intention) เซิร์ลจึงพัฒนาแนวคิดต่อจากนี้โดยสร้างโครงสร้างตรรกะของวัจนกรรมขึ้นมา
งานของเซิร์ลทำให้ภาษาไม่ได้มีหน้าที่เพียงแค่ “พรรณนาหรือบรรยายโลก” แต่ภาษายังเป็นการกระทำในตัวมันเองด้วย (language as action) ซึ่งเชื่อมโยงกับความจงใจของสภาวะจิต (intentional states) อันจะเป็นสะพานไปสู่ทฤษฎีเกี่ยวกับจิตซึ่งจะต่อเนื่องไปยังโครงสร้างสังคมต่อไป

สําหรับปรัชญาจิต (philosophy of mind) ในช่วงนั้นคือตั้งแต่กลางของศตวรรษที่ 20 มีการถกเถียงโต้แย้งทางปรัชญากันอย่างเข้มข้นระหว่างสองฝ่าย ฝ่ายแรกคือแนวคิดแบบทวินิยม (dualism) เช่น ความคิดแบบเดการ์ตส์ที่เห็นว่าสิ่งพื้นฐาน (substance) มีอยู่อย่างแท้จริงคือ จิต (mind) และร่างกาย (body) ซึ่งทั้งสองอย่างนั้นเป็นสิ่งที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง และฝ่ายที่สองคือ แนวคิดแบบกายภาพนิยม (physicalism) หรือ สสารนิยม (materialism) เช่น แนวคิดแบบพฤติกรรมนิยม (behaviorism), แนวคิดแบบโครงสร้างหน้าที่นิยม (functionalism) ฯลฯ ซึ่งฝ่ายนี้จะเห็นว่าทุกสิ่งรวมถึงจิตเป็นกระบวนการทางกายภาพล้วนๆ แต่เซิร์ลเห็นว่า ทั้งสองแนวทางนี้เป็นคำอธิบายที่ “ไม่เพียงพอ” เพราะทวินิยมนั้นปฏิเสธความจริงของธรรมชาติ ส่วนกายภาพนิยมนั้นปฏิเสธความจริงของประสบการณ์แบบอัตวิสัย (subjective experience) เขาจึงพัฒนาแนวคิด “ธรรมชาตินิยมเชิงชีววิทยา” (biological naturalism) เพื่อเชื่อมทั้งสองเข้าด้วยกันโดยไม่ละทิ้งความเป็นจริงทางจิต
เซิร์ลไม่พอใจกับความคิดที่ว่า “จิตเป็นเพียงกระบวนการทางสมอง” เพราะแม้สมองจะก่อให้เกิดจิต แต่จิตไม่ใช่เพียงผลลัพธ์เชิงฟิสิกส์ที่วัดได้จากภายนอก เพราะ “ประสบการณ์แบบอัตวิสัย” นั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงในฐานะคุณสมบัติของระบบชีวภาพชนิดหนึ่ง เซิร์ลเห็นว่า “มโนสำนึก” (consciousness) และ “ความจงใจของสภาวะจิต” (intentionality) ล้วนเกิดจากกระบวนการทางประสาทชีววิทยาระดับต่ำในสมอง แต่ทั้งสองอย่างนั้นเป็นคุณสมบัติระดับสูงของสมอง
ดังนั้น “จิต” คือ คุณสมบัติ (property) ของระบบชีวภาพที่ซับซ้อนระดับสูง (คือสมองมนุษย์) ไม่ใช่สิ่งแยกออกจากร่างกาย และไม่ใช่สิ่งที่คอมพิวเตอร์ทั่วไปจะจำลองได้ เพราะจิตเป็นผลผลิตเฉพาะของ “ระบบชีววิทยาที่มีโครงสร้างเกิดขึ้นจากประสบการณ์”
หนึ่งในข้อโต้แย้งที่มีชื่อเสียงที่สุดของเซิร์ล คือการทดลองทางความคิดเรื่อง “ห้องภาษาจีน” (Chinese Room Argument) เซิร์ลคิดข้อเสนอนี้ขึ้นมาเพื่อปฏิเสธแนวคิดที่ว่าคอมพิวเตอร์สามารถ “คิด” ได้ หรือ “เข้าใจ” ภาษาได้อย่างแท้จริง โดยเซิร์ลให้เราลองจินตนาการว่า เราถูกขังอยู่ในห้อง มีหนังสือคู่มือภาษาอังกฤษบอกวิธีโต้ตอบต่อสัญลักษณ์ภาษาจีน โดยข้างนอกห้องจะส่งคำถามภาษาจีนเข้ามา เราดูสูตรในหนังสือ แล้วส่งคำตอบภาษาจีนกลับออกไป สำหรับคนภายนอกดูเหมือนว่าเรา “เข้าใจภาษาจีน” ทุกอย่าง เพราะตอบถูกต้องเสมอ แต่อันที่จริง เราไม่เข้าใจความหมายของคำหรือภาษาจีนแต่อย่างใด เราแค่ทำตามกฎเชิงสัญลักษณ์ (syntactic rules) เท่านั้น
ข้อสรุปของเซิร์ลก็คือการประมวลผลข้อมูลเชิงสัญลักษณ์หรือกฎเกณฑ์การใช้ภาษา (syntax) ไม่เท่ากับ “ความเข้าใจเชิงความหมาย” (semantics) ดังนั้นเครื่องจักรหรือคอมพิวเตอร์ที่ทำได้แค่ประมวลสัญลักษณ์จึงไม่ได้ “เข้าใจ” หรือคิดได้จริงๆ เพราะเซิร์ลเห็นว่า “การเข้าใจ” นั้นจะต้องประกอบด้วย “สภาวะจิตที่มีเนื้อหาเชิงความจงใจ” (intentional content) ซึ่งมีเฉพาะในสิ่งมีชีวิตที่มีมโนสำนึก เครื่องจักรนั้นไม่มี “ภววิทยาแบบบุคคลที่หนึ่ง” (first-person ontology) ซึ่งนั้นก็หมายความว่าคอมพิวเตอร์จึงไม่มีมโนสำนึกหรือจิตนั่นเอง

ประเด็นสำคัญอีกอย่างในปรัชญาจิต ก็คือ เซิร์ลได้พัฒนาต่อจากแนวคิดของนักปรัชญาชาวเยอรมันที่ชื่อว่า ฟรานซ์ เบรนทาโน (Franz Brentano : 1838-1917) ในเรื่อง “ความจงใจของสภาวะจิต” (intentionality) คือคุณสมบัติเฉพาะของจิตที่มุ่งหรือพุ่งไปยังสิ่งบางอย่าง (aboutness) เช่น การคิดถึงโต๊ะ ความเชื่อในพระเจ้า ความกลัวความตาย ล้วนเป็นสภาวะ “มุ่งไป” ที่บางสิ่งบางอย่างเสมอ
เซิร์ลอธิบายว่า “ความจงใจของสภาวะจิตนั้นทำหน้าที่เป็นภาพแทนของโลก และบางครั้งก็ทำให้โลกต้องเปลี่ยนไปให้ตรงกับภาพแทนนั้น” นี่คือสิ่งที่ทำให้มนุษย์ “กระทำสิ่งต่างๆ ได้อย่างมีความหมาย” และเป็นจุดเชื่อมระหว่างจิตกับภาษา (เพราะภาษาเป็นเครื่องมือแสดงความจงใจ) ถ้าไม่มีความจงใจของสภาวะจิต เราก็จะพูดไม่ได้ ทำไม่ได้ และตลอดจนสร้างสังคมขึ้นมาไม่ได้
สุดท้ายในส่วนปรัชญาสังคม (social philosophy) นั้น เซิร์ลให้ความสนใจกับความเป็นจริงทางสังคมหรือภววิทยาเชิงสังคม (social ontology)
ในหนังสือ The Construction of Social Reality (1995) และ Making the Social World : The Structure of Human Civilization (2010) ของเขา เซิร์ลอธิบายว่าความเป็นจริงทางสังคม (social reality) เช่น “เงินตรา” “รัฐบาล” “กฎหมาย” “มหาวิทยาลัย” “งานแต่งงาน” ฯลฯ เกิดขึ้นได้เพราะมนุษย์มี “ความจงใจของสภาวะจิตร่วม” (collective intentionality) และ “กฎการสร้างความเป็นจริง” (constitutive rules) ซึ่งจะอยู่ในสูตรสำคัญคือ “X ถือว่าเป็น Y ในบริบท C” ตัวอย่าง เช่น “กระดาษแผ่นนี้ (X) ถือว่าเป็น เงิน (Y) ในบริบทของระบบเศรษฐกิจสังคม (C)”
เซิร์ล เห็นว่า “กฎสร้างความเป็นจริง” นี้เองที่ทำให้พฤติกรรมนั้นมีความหมายทางสังคมขึ้นมา กล่าวคือเมื่อ “วัจนกรรม” เป็น “หน่วยพื้นฐาน” ของการกระทำทางสังคม (การประกาศ, การแต่งตั้ง, การแต่งงาน ฯลฯ ) เมื่อวัจนกรรมถูกยอมรับโดยสังคมร่วมกัน มันจะสามารถสร้างข้อเท็จจริงระดับสถาบัน (institutional facts) ขึ้นมา สังคมจึงถือกำเนิดจากการกระทำทางภาษาและความจงใจของสภาวะจิตที่มีร่วมกันของมนุษย์
โดยสรุป เซิร์ลเป็นนักปรัชญาที่มองว่าความเป็นจริงทางสังคมทั้งหมดนั้นตั้งอยู่บนการมีอยู่ของจิตที่มีสภาวะความจงใจ (intentional mind) โดยมนุษย์เราเริ่มจากการมีจิต (mind) แล้วก็มีภาษา (language) เมื่อมีภาษา จึงก่อให้เกิดการกระทำ (speech acts) การกระทำจึงสร้างสถาบันและโครงสร้างสังคม (institutions) ขึ้น ต่อมาสังคม (Society) เป็นผู้กำหนดหรือสร้าง ความจริงเชิงนามธรรมหรือความเป็นจริงทางสังคมขึ้นมา (social reality) ดังนั้น หากไม่มี “ความจงใจของสภาวะจิต” ของมนุษย์ โลกและสังคมก็จะไม่มีวันเกิดขึ้นได้เลย แม้โลกธรรมชาติยังดำรงอยู่ หรือข้อเท็จจริงตามธรรมชาติ (Brute facts) มีอยู่ก็ตาม นี่คือปรัชญาแห่งการเกิดขึ้นของความเป็นจริงทางสังคมในทัศนะของเซิร์ลนั่นเอง
แม้ว่าในช่วงบั้นปลายชีวิตของเซิร์ลจะเต็มไปด้วยปัญหาและอุปสรรค ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคดีความหรือความสัมพันธ์กับครอบครัวก็ตาม หรือการที่มหาวิทยาลัยถอดถอนเขาออกจากตำแหน่งศาสตราจารย์เกียรติคุณ ก็คงไม่ได้ทำให้ผลงานที่ยิ่งใหญ่ของเขาเลือนหายไปจากโลกปรัชญาได้
ความคิดทางปรัชญาของเซิร์ลนั้นยังคงมีอิทธิพลและเป็นมรดกทางความคิดอยู่ในปรัชญาภาษา วิทยาศาสตร์การรู้คิด (cognitive science) จริยศาสตร์ปัญญาประดิษฐ์ ภววิทยาทางสังคม ฯลฯ
งานของเขายังเป็นการวางรากฐานให้แนวคิดร่วมสมัยเรื่อง “ความจงใจของสภาวะจิตแบบร่วม” (collective intentionality) ที่นักคิดนักปรัชญาหลายคนได้นำไปต่อยอดความคิดในเชิงสังคมและจริยธรรม ความคิดเรื่อง “ข้อเท็จจริงเชิงสถาบัน” (institutional facts) ถูกนำไปใช้ในปรัชญากฎหมาย (philosophy of law) และสังคมวิทยา เพื่ออธิบายว่า กฎหมายและอำนาจเกิดขึ้นจากฉันทมติและการยอมรับร่วมกันได้อย่างไร
จอห์น เซิร์ล จากโลกนี้ไปด้วยสิริอายุ 93 ปี
