bg-single

‘เพลงฉ่อย’ มาจาก ‘เพลงโคราช’

26.10.2025

| สุจิตต์ วงษ์เทศ

เพลงฉ่อยแพร่หลายบนพื้นที่จำกัดมากอยู่บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา (ภาคกลาง) ส่วนเพลงโคราชแพร่หลายจำกัดอยู่บนพื้นที่โคราชลุ่มน้ำมูล (ภาคอีสาน)

เพลงโคราชเก่าแก่กว่าเพลงฉ่อย โดยอิงหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีและมานุษยวิทยาว่าคนไทย พูดภาษาไทย มาจากชาวสยามดั้งเดิมเริ่มแรกมีศูนย์กลางอยู่เมืองโคราชเก่า (ปัจจุบันอยู่ อ.สูงเนิน จ. นครราชสีมา) พูดภาษาตระกูลไท-ไต (ต่อไปข้างหน้าจะเป็นภาษาไทย)

ชาวสยามกลุ่มเมืองโคราชเก่า กับเครือญาติขอมลุ่มน้ำเจ้าพระยา ร่วมกันสถาปนาเมืองอโยธยา (เมืองเก่าของอยุธยา) ทำให้เพลงโคราชแผ่ลงภาคกลาง แล้วถูกชาวสยามภาคกลางดัดแปลงให้เข้ากับวัฒนธรรมลุ่มน้ำเจ้าพระยา เป็นเพลงโต้ตอบแก้กันของหญิงชายโดยเรียกเพลงฉ่อย ดังนั้นเพลงฉ่อยเมื่อจะเริ่มมีการละเล่นต้องไหว้ครูและดำเนินการละเล่นตามเพลงโคราช

ต้นทางเพลงไทย

เพลงฉ่อยแท้จริงแล้วมีต้นทางความเป็นมายาวนานนับพันปีมาแล้ว ที่ต้องนับเป็นเพลงไทยต้นทาง (เก่าสุดชุดหนึ่ง) ของภาคกลางบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา โดยพบหลักฐานวิชาการสนับสนุนทางประวัติศาสตร์โบราณคดีและมานุษยวิทยา ดังนี้

(1.) เพลงฉ่อยร้องเล่นเป็นภาษาไทยตั้งแต่สมัยเริ่มแรก ซึ่งภาษาไทยมีรากเหง้าจากตระกูลภาษาไท-กะได หรือไท-ไต ที่พบหลักฐานเก่าสุดราว 3,000 ปีมาแล้ว บริเวณพรมแดนจีน (ทางใต้) กับ เวียดนาม (ทางเหนือ)

ต่อมาหลังจากนั้น ภาษาไท-ไต ถูกใช้เป็น “ภาษากลาง” ทางการสื่อสารต่างชาติพันธุ์ และทางการค้าดินแดน “โซเมีย” ภายในสุวรรณภูมิ ส่งผลให้ภาษาไท-ไต แผ่ไปทั่วทุกทิศทาง จึงดึงดูดคนหลายชาติพันธุ์ที่ใช้ภาษาไท-ไต เป็น “ภาษากลาง” ถูกเรียกสยามหรือชาวสยาม (ซึ่งจะเรียกตนเองว่าไทยต่อไปข้างหน้า)

(2.) ชุมชนดั้งเดิมฟ้อนขับเป็นคำคล้องจองด้วยภาษาตระกูลไท-ไต ในพิธีกรรมทางศาสนาผีเกี่ยวกับ “ทำขวัญ” เพื่อขอความอุดมสมบูรณ์ให้พืชพันธุ์ว่านยาข้าวปลาอาหาร และขอความคุ้มครองให้ปลอดภัยจากผีร้ายที่บันดาลความเจ็บไข้ได้ป่วยเมื่อหลายพันปีมาแล้ว

พบหลักฐานลายสลักรูปคนจำนวนหนึ่งฟ้อนขับในพิธีกรรมบนเครื่องมือเครื่องใช้ทำจากสำริด (โลหะผสมทองแดง-ดีบุก) อายุราว 2,500 ปีมาแล้ว (ราวเรือน พ.ศ.1) ที่เวียดนามบริเวณพรมแดนจีน-เวียดนาม อันเป็นแหล่งกำเนิดภาษาไทยในตระกูลภาษาไท-กะได หรือไท-ไต (ที่จะมีพัฒนาการเป็นภาษาไทยต่อไปข้างหน้า) ซึ่งเป็นภาษากลางทางการค้าดินแดนภายในของ “ชาวสยาม” ลูกผสมของชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์

คำที่มีความหมายใกล้เคียงการวิงวอนร้องขอต่ออำนาจเหนือธรรมชาติ (คือผี) ให้มีความมั่งคั่งและมีความปลอดภัยจากผีร้าย พบในคำไท-ไต-ลาวลุ่มน้ำโขง ดังนี้

ช่อย (ช่วย) ช่วยเหลือเกื้อกูล, ช่วยป้องกันไม่ให้มีภัยอันตราย (หน้า 272), ซ่อย ช่วยเหลือ (หน้า 296), สอย ถ้อยคำตลกเพื่อความสนุกสนาน ในเวลาที่หมอลำ (ได้) ลำจบแต่ละกลอน (หน้า 760) (จากหนังสือ สารานุกรมภาคอีสาน-ไทย-อังกฤษ โดย ปรีชา พิณทอง พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2532)

ทั้ง 3 คำนี้ใกล้เคียงมากกับคำว่า “ฉ่อย” ทั้งเสียงและความหมายเก่าสุด

(3.) ภาษาและวัฒนธรรมแผ่กระจายตามเส้นทางการค้าโซเมีย อันเป็นดินแดนภายในสุวรรณภูมิจาก “โขง-ชี-มูล” และสาละวิน ถึงลุ่มน้ำเจ้าพระยาเมื่อหลายพันปีมาแล้ว โดยคนไม่จำเป็นต้องไปด้วยหรือจะไปด้วยก็ได้ (ไม่จำกัด)

กระทั่งแผ่ถึงลุ่มน้ำมูล มีศูนย์กลางชาวสยามเก่าสุดอยู่เมืองเสมา (ศรีจนาศะ) อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา ต่อมาคือเมืองราดของพ่อขุนผาเมือง (ชาวสยาม) ซึ่งพูดไท-ไต สำเนียงโคราช และเล่นเพลงโคราชด้วยภาษาไท-ไต (ซึ่งเป็น “เมืองเก่า” ของนครราชสีมา ปัจจุบัน)

[ข้อมูลเมืองเสมา (ศรีจนาศะ) มีมากอยู่ในหนังสือ ประวัติศาสตร์ไทยหลายชาติพันธุ์ ของ สุจิตต์ วงษ์เทศ สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2568]

(4.) สำเนียงโคราชกับเพลงโคราชแผ่ถึงลุ่มน้ำเจ้าพระยา เมื่อหลังจากกษัตริย์เมืองเสมา (ศรีจนาศะ), เมืองศรีเทพ (เพชรบูรณ์), และกษัตริย์เมืองละโว้ (ลพบุรี) ร่วมกันสถาปนาเมืองอโยธยา (เมืองเก่าของอยุธยา)

เมืองอโยธยา เป็นชาวสยาม นับถือศาสนาพุทธ เถรวาทแบบลังกา (คือเมืองเก่าของอยุธยา) พูดสำเนียง “เหน่อ” โคราช แบบยานคาง เป็นสำเนียงหลวงของอโยธยา-อยุธยา (ตอนต้น) และเล่นเพลงโคราชที่ถูกสร้างสรรค์เป็นเพลงฉ่อย จึงยกย่องเพลงโคราชเป็น “ครู” ซึ่งเป็นที่รับรู้ทั่วไปนานมาแล้วในหมู่แม่เพลงพ่อเพลงภาคกลาง

ซึ่งสอดคล้องความทรงจำ “นักปราชญ์สยามทางดนตรีไทย โขน, ละคร และการละเล่นของไทย” คือ นายมนตรี ตราโมท บอกว่าเพลงฉ่อยปรับปรุงจากเพลงปรบไก่, เพลงโคราช, เพลงเรือ โดยร้องบทไหว้ครูและเกริ่นอย่างเพลงโคราช (เพลงนอกศตวรรษ ของ เอนก นาวิกมูล สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งที่ 4 พ.ศ.2550 หน้า 527)

เพลงฉ่อยเหนือ-เพลงฉ่อยใต้ มีผู้สันนิษฐานต่างๆ นานา แต่น่าเชื่อว่าแบ่งเหนือ-ใต้ ตามการแบ่งพื้นที่ (อย่างคลุมเครือ) ของรัฐโบราณสมัยหลัง พ.ศ.1800

เหนือ คือ รัฐสุโขทัย ที่รัฐอยุธยาเรียก “เมืองเหนือ” มีสุโขทัย, พิษณุโลก, อุตรดิตถ์, ตาก, พิจิตร, นครสวรรค์ พบความทรงจำเกี่ยวกับบ้านเมืองรัฐสุโขทัยถูกบันทึกลายลักษณ์อักษรไทยเป็นเรื่องเล่า แล้วมีผู้รวบรวมสมัยรัตนโกสินทร์ จึงตั้งชื่อ “พงศาวดารเหนือ”

ใต้ คือ รัฐอโยธยา-อยุธยา ที่รัฐสุโขทัยเรียก “เมืองใต้” (ตรงกับภาษาเขมรว่า “กรอม” ไทยเรียก “ขอม” แปลว่าทางใต้)

เพลงฉ่อย คือเพลงชาวบ้าน (หรือเพลงพื้นบ้านพื้นเมือง) ที่เป็นต้นทางเพลงไทยประเพณีของชนชั้นนำสมัยก่อน (ได้แก่ เพลงดนตรีและคำร้องมโหรี, ปี่พาทย์, เครื่องสาย) พบหลักฐานสนับสนุนทางวิชาการประวัติศาสตร์โบราณคดีและมานุษยวิทยา แต่จะยกมาบางส่วน ดังนี้

(1.) คำร้อง เพลงฉ่อยเป็นเพลงชาวบ้าน มีคำร้องเป็น “กลอนหัวเดียว” (แล้วท่องจำไปเล่นเรียก “ด้น”) กลอนหัวเดียวมีแบบแผน (หรือฉันทลักษณ์) เป็นกลอนแบบเก่าสุดของไทย ซึ่งมีต้นตอจากคำคล้องจอง

ราชสำนักโบราณพัฒนาแบบแผนกลอนหัวเดียวของชาวบ้านเป็นฉันทลักษณ์ “กลอนสัมผัสสลับ” อย่างสั้นๆ ได้แก่ คำร้องเพลงมโหรีสมัยอยุธยา แล้วขยายยาวขึ้น ได้แก่ กลอนเพลงยาว, กลอนบทละคร, กลอนเสภา, กลอนนิราศ กระทั่งเป็นกลอนแปด, กลอนสุภาพ, กลอนสุนทรภู่ ฯลฯ

ดังนั้นเพลงฉ่อยของชาวบ้าน เป็นต้นทางเพลงไทยประเพณีตั้งแต่สมัยอโยธยา-อยุธยา

ถึงสมัยรัตนโกสินทร์ จนปัจจุบัน

(2.) ทำนอง เพลงปรบไก่เป็นเพลงชาวบ้าน (หรือเพลงพื้นบ้านพื้นเมือง) อีกชุดหนึ่ง

มีทำนองร้องรับอย่างหนึ่งว่า “ฉ่า ฉ่า ฉ่า ช้า ชะ ฉ่า ไฮ้”

ราชสำนักโบราณปรับทำนองร้อง (ปากเปล่า) เพลงปรบไก่ของชาวบ้าน เป็นแบบแผนตีเครื่องหนัง (คือกลองมีหนังหุ้ม) ประกอบจังหวะ เช่น ตะโพน ฯลฯ ในวงดนตรีประเพณีของราชสำนัก แล้วเรียกใหม่ว่า “หน้าทับปรบไก่” ยังใช้สืบเนื่องมาจนทุกวันนี้

[จากหนังสือ โน้ตเพลงไทย เล่ม 1 กรมศิลปากร พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2504 หน้า 13]

พิธีเลี้ยงผีฟ้า ต้องสื่อสารกับผีฟ้าด้วยการขับลำคลอแคนเป็นคำคล้องจอง ซึ่งจะมีพัฒนาการต่อไปข้างหน้าเป็นเพลงโคราชและเพลงฉ่อย ฯลฯ
[ลายเส้นจำลองจากลายสลักบนเครื่องมือสำริด รูปขวาน พบที่เวียดนามเหนือ มากกว่า 2,500 ปีมาแล้ว ก่อน พ.ศ.1]

การศึกษาไทยด้อยค่าเพลงชาวบ้าน

การศึกษาไทยปัจจุบันจัดให้เพลงชาวบ้าน “ต้นทางเพลงไทยประเพณี” เป็น “เพลงพื้นบ้าน” (หรือพื้นบ้านพื้นเมือง) ที่มีความหมายเชิงลบด้วยการกีดกันด้อยค่าหรือเหยียดว่าเพลงชาวบ้านโดยรวม “ไม่ไทย” หมายถึงไม่มีความเป็นไทยและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเพลงไทยประเพณีของชนชั้นนำ

การบิดเบือนข้อมูลประวัติศาสตร์อย่างนี้ ทำให้แนวคิดล้าหลัง ส่งผลเสียหายแก่การศึกษาไทย



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สุทธิพงษ์ นำประชุมมูลนิธิรักษ์เขาขยายชัยนาท ตั้งเป้าหมายให้เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับนักเรียนและเยาวชน แหล่งศึกษาตามธรรมชาติ ฯลฯ
สตอกโฮล์มเปิดเวที “ประชุมสันติภาพโลก 2026” เชิญผู้นำ-นักสันติวิธีทั่วโลก ร่วมสร้างอนาคตแห่งสันติภาพ 22 สิงหาคมนี้
CKPower ใช้นวัตกรรมเปลี่ยน “ของเสีย” เป็นคุณค่า คว้า 2 รางวัล TJDA ปีนี้
“สีหศักดิ์” ชี้ “กัมพูชา” ลากไทยเข้ากลไกประนอมภาคบังคับทำปิดประตูเจรจาเขตแดนทางบก รับกังวลกรณีเขมรประโคมข่าว “รถถังจีน” ในช่วงสถานการณ์เปราะบาง
“วัชระพล” มอบนโยบาย อ.ส.ค.เร่งแผนการตลาดระบายสต๊อกนมก่อนพึ่งงบฯ แนะเพิ่มประสิทธิภาพบริหาร-มาร์เก็ตติ้งให้แข่งได้ในตลาดเสรี
พิธีศพ อาลี คาเมเนอี : วาทกรรมแห่งศาสนา และอำนาจการทูตผ่านมุมมองภาษาศาสตร์
เคปเวิร์ด ‘ซินเดอเรลล่า’ ฟุตบอลโลก ผู้ชนะหัวใจคนทั้งโลก
คำถามเชิงซ้อน : คำถามลวงให้เราตอบ
จากเวทีปราศรัยสู่หน้าฟีด : อ่านยุทธศาสตร์หาเสียงผู้ว่าฯ กทม. ผ่านโซเชียลมีเดีย
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (14)
ทบ.ร้อน ชิง ‘ทบ.1’ ‘บิ๊กเต้-แม่ทัพไก่’ จับตา หมาก ‘แม่ทัพคอแดง’ มองข้ามช็อต ทัพใต้ ‘รองคิ้ว-รองด้วง’
จากแหวนทองคำ 2 พันปี สู่ใจคนเมืองเพชร ทวีโรจน์ กล่ำกล่อมจิตต์ อยากมี ‘มิวเซียมท้องถิ่น’