bg-single

ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ..และเลือกตั้งใหม่ เกมกฎหมาย ซ้อนเกมการเมือง

26.10.2025

หลักศิลากลางน้ำเชี่ยว | มุกดา สุวรรณชาติ

ร่างรัฐธรรมนูญใหม่

..และเลือกตั้งใหม่

เกมกฎหมาย

ซ้อนเกมการเมือง

การเมืองในประชุมรัฐสภาเพื่อผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ ในวาระที่ 1 ขั้นรับหลักการ ต้องมีคะแนนเห็นชอบ ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่ของทั้ง 2 สภา 690 คน (ส.ส. 492 คน ส.ว. 198 คน) คือต้องเกิน 345 คะแนน และต้องมี ส.ว.เห็นชอบด้วย ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 หรือ 66 เสียง

ผลการโหวต ร่างของพรรคประชาชน รับหลักการ 568 เสียง มาจาก ส.ส. 460 เสียง ส.ว. 108 เสียง (เกิน 1 ใน 3)

ฉบับที่ 2 ร่างของพรรคภูมิใจไทย รับหลักการ 629 เสียง (ส.ว. 167 เสียง เกิน 1 ใน 3)

ฉบับที่ 3 ร่างของพรรคเพื่อไทย รับหลักการ 561 เสียง (มีเสียง ส.ว. 60 เสียง ไม่ถึง 1 ใน 3) ถือว่าที่ประชุมไม่รับหลักการ

วิเคราะห์เกมการเมือง

เห็นได้ชัดว่า ส.ว.สนับสนุนร่างของพรรคภูมิใจไทย แต่ก็ทำตามข้อตกลง MOA ประชาชน-ภูมิใจไทย

การที่ร่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทยแพ้คะแนนโหวต 300 ต่อ 287 ทำให้ร่างของพรรคประชาชนกลายเป็นร่างหลัก น่าจะเป็นเพราะการเดินเกมพลาด ที่ ส.ว.ไม่โหวตร่างของพรรคเพื่อไทย ทำให้ขาดไป 6 คะแนน จึงเหลือทางเลือกให้รัฐสภาเพียงแค่ 2 ร่างไม่ใช่ 3 ร่าง

พรรคเพื่อไทยจึงเทคะแนนไปให้ร่างของพรรคประชาชน

ร่างของพรรคประชาชน มีเป้าหมาย

1)ไม่มี สสร. เพื่อให้เป็นไปตามที่ศาลแนะนำ

2) แต่มี กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ 35 คน มาจากการเลือกตั้งของประชาชน 70 คน โดยใช้ระบบบัญชีรายชื่อที่ให้ผู้สมัครสมัครเป็นทีม แต่ละทีมให้ส่งผู้สมัคร ไม่เกิน 70 คน และใช้เขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง คงคิดคะแนนเป็นสัดส่วนคล้ายการเลือกระบบปาร์ตี้ลิสต์ จากนั้นให้รัฐสภาคัดเลือกเหลือ 35 คน

3) มีสภาที่ปรึกษาการยกร่างรัฐธรรมนูญ 100 คน มาจากการเลือกตั้งของประชาชน โดยใช้ระบบแบ่งเขตที่ให้ผู้สมัครสมัครเป็นรายบุคคล และใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง จังหวัดละ 1-5 คนตามจำนวนประชากร

ร่างเสร็จใน 270 วัน ส่งให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ เป็นวาระเดียวต้องได้คะแนนเสียงเห็นชอบเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของ 2 สภา

จุดอ่อนจุดแข็ง

จุดแข็งร่างของพรรคประชาชน แม้ไม่มีการเลือก สสร.โดยตรงจากประชาชนตามที่ศาลแนะนำ แต่ก็มีข้อดีที่ว่าได้เลือก กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ 2 ชั้น คือให้ประชาชนเลือกมา 70 คนและรัฐสภามาคัดกรองเหลือ 35 คน

การมีเขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้งจะคัดเลือกคุณสมบัติผู้สมัครได้กว้างขวางที่สุด ดีที่สุด มีลักษณะท้องถิ่นนิยมแบบบ้านใหญ่น้อยกว่า

แต่ประชาชนยังได้เลือกสภาที่ปรึกษามาจากจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศอีก 100 คน ซึ่งจะเป็นผู้สะท้อนปัญหาต่างๆ ให้กับผู้ร่างรัฐธรรมนูญ

**จุดอ่อนของร่างนี้คงต้องถกกันในรายละเอียดวาระ 2 เพราะการคัดเลือกจากทั่วประเทศ ให้สมัครเป็นทีมไม่เกิน 70 คน นั้น เท่ากับเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองใหญ่ จัดทีม และจะมีผลได้กลุ่ม ที่มีแนวคิดเดียวกัน แบบ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคการเมือง ไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปได้เป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญ และไม่กระจายการเลือกออกไปยังอิสระชนหลายความคิดหลายอาชีพ

พรรคอื่นมองว่าแบบนี้พรรคประชาชนได้เปรียบมาก คงไม่ยอม

อีกปัญหาคือจะกำหนดสัดส่วนในการเลือก 70 คน เหลือ 35 คน ในรัฐสภาและพรรคการเมืองอย่างไร ?

ร่างของภูมิใจไทย

…ประชาชนไม่ได้เลือก

ภูมิใจไทยเสนอให้มี สสร. 99 คน แบ่งเป็น

1) สสร. จังหวัด 77 คน โดยให้ กกต. เปิดรับสมัคร…แต่ไม่ได้ให้ประชาชนเลือก ให้รัฐสภาคัดเลือกเหลือจังหวัดละ 1 คน รวม 77 คน

2) สสร. ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 22 คน มาจากผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน 7 คน, รัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ 7 คน, ผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน หรือการร่างรัฐธรรมนูญ 8 คน

จากนั้นให้เลือก กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ 45 คน โดย 2 ใน 3 เลือกจาก สสร. ส่วนที่เหลืออาจตั้งจากผู้เชี่ยวชาญที่มิได้เป็น สสร.

ร่างเสร็จ ภายใน 360 วัน

เสนอร่างรัฐธรรมนูญให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ เป็น 3 วาระ

วาระ 1 ต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบ ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของ 2 สภา และต้องมี ส.ว. เห็นชอบด้วย ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา

วาระ 2 ใช้เสียงข้างมาก

วาระ 3 เหมือนวาระที่ 1 แต่จำนวนเสียงรวมในรัฐสภาต้องมี ส.ส.จากพรรคที่สมาชิกมิได้ดำรงตำแหน่ง รมต.ประธานและรองประธานสภา เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า 20%

ส่งร่างให้ กกต. เพื่อดำเนินการออกเสียงประชามติต่อไป

จุดอ่อน คือประชาชนไม่ได้เลือกผู้เกี่ยวข้องเลย รัฐสภาเป็นผู้เลือก พรรคอื่นคงไม่ยอม

ดังนั้น 77 คนอาจจะกลายเป็นกลุ่มคนที่เป็นพวกเดียวกัน เป็นส่วนใหญ่ ที่ถูกคัดเลือกโดยรัฐสภาซึ่งมี ส.ส.และ ส.ว.รวมกันอยู่

อีก 22 คนเป็นผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งก็ไม่ได้บอกว่าใครจะเป็นคนตั้ง

ถ้าเป็นแบบนี้ก็ใกล้เคียงกับการคัดเลือกและแต่งตั้งกรรมการร่างรัฐธรรมนูญของคณะคสช.

ตามเงื่อนไขการเมืองและเวลา

จะทำได้หรือไม่?

พิจารณาตามสมมุติฐานที่ว่ากฎหมายประชามติใหม่ออกมาใช้ไม่ทัน

ถ้าการประชุมวาระ 2 ตกลงกันได้เร็วทำให้การประชุมวาระ 3 จัดได้เมื่อมีการเปิดสมัยประชุมสามัญ และถ้าผ่านวาระ 3 อย่างเร็วประมาณ 15 ธันวาคม 2568 ตามกฎหมายจะต้องเว้นประมาณ 90-120 วันหลังจากที่ ครม.มีมติว่าจะให้ประชาชนลงประชามติเรื่องอะไรบ้าง ดังนั้นการลงประชามติจะทำได้อย่างเร็วประมาณวันที่ 20 มีนาคม 2569

ถ้าหากเป็นการลงประชามติโดดๆ ก็ไม่มีปัญหาเรื่องวันเวลา

แต่ถ้าจะพ่วงการลงประชามติไปพร้อมกับการเลือกตั้ง ก็ต้องมาดูว่ายุบสภาวันไหนเพราะกฎหมายกำหนดให้จัดหลังยุบสภา 45-60 วัน ถ้ายุบสภาตามกำหนดประมาณ 31 มกราคม 2569 ก็จะไปเลือกตั้งตอนสิ้นเดือนมีนาคม 2569

แบบนี้การจัดพ่วงลงประชามติพร้อมการเลือกตั้งก็ทำได้ไม่ยาก

แต่ถ้าเกิดมีการยุบสภาก่อน 20 ธันวาคม 2568 และการเลือกตั้งต้องจัดขึ้นภายใน 60 วัน การเลือกตั้งก็จะจัดขึ้นก่อน 20 กุมภาพันธ์ 2569 ถ้าเป็นแบบนี้ การลงประชามติก็จะไม่เกิดขึ้นเพราะยังไม่ถึง 90 วัน

แต่ถ้ากฎหมายประชามติใหม่ออกมาใช้ทัน ซึ่งอาจจะเป็นในเดือนพฤศจิกายน จะทำให้ช่วงเวลาการเว้นระยะหลังจากที่ ครม.มีมติให้ กกต.จัดลงประชามติ เปลี่ยนไปตามกฎหมายใหม่ คือ 60-150 วัน ทำให้การยืดหยุ่นเวลาเพิ่มขึ้น 1 เดือน ทุกอย่างจะง่ายขึ้น

จากวันนี้การเมืองและกฎหมาย

จะเป็นเกมในสภา

ตอนนี้นักวิเคราะห์มองว่าพรรคเพื่อไทยอาจจะยังไม่รีบยื่น ขออภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ หรือรัฐมนตรี จนกว่าจะเห็นผลการลงมติ ร่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 3 แม้มีบางคนบอกว่าไม่ต้องไปคอยดูผลหรอกเพราะยังไงก็ไม่ผ่าน

แต่ก็มีเสียงค้านโดยบอกว่าถ้ามีการประนีประนอมกันในรายละเอียด ยอมถอยกันบ้าง ก็อาจจะผ่านได้ เพราะถ้าเรื่องทำประชามติ ผ่านทั้ง 2 ข้อ และไปทำพร้อมกับการเลือกตั้งจะทำให้ทั้งพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยได้คะแนนเสียง

เราจะมาวิเคราะห์เกมนี้จากการประชุมวาระ 2 ในโอกาสต่อไป



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

รัฐประหาร 2520 ! | สุรชาติ บำรุงสุข
ศุภชัย เบรกกระแสฮั้วสว. ปม‘สำนวนคณะ 26’ ชี้ต้นทางยังพิสูจน์ไม่ได้ เตือนอย่าเพิ่งเชื่อเพียงเพราะเขาพูดกันมา
“ประชาธิปัตย์” ต้อนรับ “ปุ๊น ตรีรัตน์” ร่วมพรรค มอบบทบาทเสริมทัพนโยบายพลังงาน-เศรษฐกิจ ชูเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเพื่อประชาชน
‘โครงการหิ่งห้อย’ โดย CKPower ส่งต่อความเชี่ยวชาญ สู่พลังขับเคลื่อนความยั่งยืน
ผู้คิดค้น Bluetooth ให้เราฟังเพลงเพราะๆ
จากฮอร์มุซสู่มะละกา : ข้อคิดเรื่องความเสี่ยงทางภูมิเศรษฐศาสตร์
กลไกอุดมการณ์หนังไทย ก่อนลั่นไกฆ่านกพิราบ 6 ตุลา 19
นโยบาย ‘กระเตง’ พม่า! ความท้าทาย ในนโยบายต่างประเทศไทย
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (191)
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (19)
จากนาราถึงรมณีนาถ : การเล่าประวัติศาสตร์ยุคสมัยใหม่ผ่านคุก (2)
E-DUANG | รากฐาน แห่ง วิกฤตศรัทธา อันเนื่อง แต่ กรณี”โกงส.ว.”