‘กิตติศักดิ์ สุวรรณโภคิน’ ที่ผม (ไม่) รู้จัก
ยิ้มเยาะเล่นหวัว เต้นยั่วเหมือนฝัน | คนมองหนัง
แน่นอน ผมรู้จักชื่อเสียง หน้าตา ผลงาน และตระหนักถึงคุณูปการของ “อ.กิตติศักดิ์ สุวรรณโภคิน” หรือ “อาจารย์แดง” ในฐานะที่ตัวเองมีโอกาสข้องเกี่ยวกับวงการหนังอยู่พอสมควร
ทั้งการเป็น “คนทำหนังสั้น” ที่เคยส่งผลงานเข้าประกวดในเทศกาลภาพยนตร์สั้นและวิดีโอ ยุคที่ยังดำเนินการโดยมูลนิธิหนังไทย ที่มีอาจารย์แดงเป็นประธานกรรมการมูลนิธิ และการเป็น “นักวิจารณ์หนัง” คนหนึ่ง ซึ่งเดินตามรอยทางที่ อ.กิตติศักดิ์ และพี่ๆ นักวิจารณ์รุ่นถัดๆ มา ได้แผ้วถางเอาไว้
ดังนั้น ผมจึงมีโอกาสพบเจออาจารย์แดงอยู่หลายครั้งหลายหน ตามสถานที่จัดฉายภาพยนตร์และจัดแสดงละครเวที ในช่วงร่วมๆ สองทศวรรษที่ผ่านมา
แต่เรื่องที่ไม่น่าเชื่อ ก็คือ ผมไม่เคยสนทนาหรือแม้แต่พูดจาทักทายกับ อ.กิตติศักดิ์ แม้เพียงคำเดียว!
เรื่องน่าเหลือเชื่อดังกล่าวเกิดขึ้นจาก “นิสัยเสีย” ของผมเอง ที่ชอบรักษาระยะห่างจากทุกสิ่ง หรือพยายามรักษาสถานะ “กึ่งคนในกึ่งคนนอก” ของตัวเองเอาไว้ในทุกๆ บริบท ทุกๆ แวดวง ทุกๆ ชุมชน เท่าที่จะสามารถทำได้

ตรงกันข้ามกับเพื่อนๆ รุ่นราวคราวเดียวกันอีกหลายคน เส้นทางสายภาพยนตร์ของผมจึงไม่ได้มีความสัมพันธ์หรือได้รับการสนับสนุนจากอาจารย์แดงแบบตรงๆ (ที่ใกล้เคียงที่สุด ก็คงเป็นตอนที่ผมได้รับรางวัลจากงานเทศกาลหนังสั้น ซึ่งใบประกาศนียบัตรต่างๆ จะต้องมีลายเซ็น “กิตติศักดิ์ สุวรรณโภคิน” ในฐานะประธานมูลนิธิหนังไทย ลงนามกำกับเอาไว้)
ผมเป็นคนรุ่นที่เขียนวิจารณ์หนังหรือวัฒนธรรมบันเทิงอื่นๆ ในโลกออนไลน์ยุคเว็บบอร์ด คนทำหนังสือคนแรกที่ชวนผมไปเขียนเรื่องหนังลงนิตยสารอย่างจริงจัง ก็คือ “ไกรวุฒิ จุลพงศธร” (ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์แดงที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) สมัยที่เขาทำงานเป็นบรรณาธิการ “นิตยสารไบโอสโคป” ของ “สุภาพ หริมเทพาธิป” และ “ธิดา ผลิตผลการพิมพ์”
ยิ่งกว่านั้น งานวิจารณ์ของ อ.กิตติศักดิ์ ก็ไม่ได้อยู่ในข่ายที่เป็นแรงบันดาลใจสำคัญของผม ซึ่งในยุค ม.ปลาย ถึงเรียนมหาวิทยาลัยประมาณปี 2 จะชอบข้อเขียนของ “ประวิทย์ แต่งอักษร”, “สิทธิรักษ์ ตุลาพิทักษ์” และ “นรา” (พรชัย วิริยะประภานนท์) มากกว่า
แล้วหลังจากนั้น ผมก็ตื่นเต้นกับงานเขียนเรื่องหนังของ “ธนา วงศ์ญาณณาเวช” (“ศ.ธเนศ วงศ์ยานนาวา” ซึ่งเป็นอาจารย์ของผมที่คณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์) ใน “สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์”
พอถึงยุคที่ได้เขียนงานวิจารณ์หนัง ผมก็ยิ่งตั้งเป้าหมายไว้อย่างทะเยอทะยานว่า งานของตนเองต้องให้มุมมองที่ผิดแผกแตกต่าง หรือทะลุเพดานไปจากมาตรฐานที่นักวิจารณ์รุ่นก่อนหน้า (รวมถึงอาจารย์แดง) เคยทำเอาไว้
แม้แต่การอบรม “ภาพยนตร์วิจักษ์” อันเป็นพื้นฐานสำคัญของ “คนทำหนัง-คนเขียนเรื่องหนัง” หลากหลายรุ่น ซึ่ง อ.กิตติศักดิ์ เป็นผู้บุกเบิก ผมก็ไม่เคยไปสมัครเรียน ด้วยความเชื่อ/ถือดีว่า ตัวเองสามารถเรียนรู้เรื่องหนังจากช่องทางอื่นๆ ได้

อย่างไรก็ดี ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าผู้มาก่อนชื่อ “กิตติศักดิ์ สุวรรณโภคิน” นั้นส่งอิทธิพลหลายระดับมายังคนรุ่นหลังเช่นผม
เริ่มจากอิทธิพลหรือแรงบันดาลใจเล็กๆ นั่นคือในยุคที่ผมหัดอ่านบทวิจารณ์หนัง ก็ได้รับทราบแล้วว่ามีนักวิจารณ์ภาพยนตร์ 2-3 คนในยุคนั้นที่จบการศึกษาด้านรัฐศาสตร์ คือ อาจารย์แดง ที่จบรัฐศาสตร์ จุฬาฯ กับ “ตีตั๋ว” (มงคลชัย ชัยวิสุทธิ์) และ “มโนธรรม เทียมเทียบรัตน์” ที่จบรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์
ข้อมูลเหล่านี้ทำให้ผมมีความมั่นใจว่า คนที่เรียนรัฐศาสตร์อย่างตัวเองก็สามารถเขียนเรื่องหนัง กระทั่งทำหนังได้
ส่วนอิทธิพลที่ใหญ่โตขึ้นมาหน่อย ซึ่งตัวเองได้รับจากอาจารย์แดงและเครือข่ายลูกศิษย์ของแกโดยไม่รู้ตัว ก็คงมีอยู่สองเรื่อง
เรื่องแรก คือ การเรียน/เลียนแบบครูพักลักจำผ่านการอ่านว่า ไม่ว่าจะมีอุดมการณ์เบื้องหลังหรือเครื่องมือทางแนวคิดทฤษฎีที่ผิดแผกกันอย่างไร แต่บทวิจารณ์หนังควรต้องเป็น “ความเรียงชั้นดี” ที่เขียนอ่านสนุก ให้สาระความรู้ และที่สำคัญควรช่วยเปิดโลกทัศน์ของคนอ่านให้ “เข้าใจหนัง” อย่างแตกต่างออกไป
ไม่ว่าจะเป็นการชี้ชวนให้พวกเขาลอง “มองหนัง” เรื่องที่ตัวเองรู้จักคุ้นเคยอยู่แล้วในมุมมองใหม่ๆ หรือการพยายามแนะนำหนังที่พวกเขาไม่รู้จักหรือไม่เคยดูมาก่อน
เรื่องถัดมา คือ แม้ไม่เคยเขียนจดหมายโต้ตอบกับ “ทิวลิบ” ผ่านหน้านิตยสาร “สตาร์พิกส์” แต่ผมก็เป็นคนรุ่นที่ยังเติบโตมากับวัฒนธรรมการเขียน-อ่านจดหมายโต้ตอบกันระหว่างคนทำและคนอ่านนิตยสาร
อย่างน้อยที่สุด ผมก็เคยเขียนจดหมายไปถึง “ทิวา สาระจูฑะ” แห่ง “สีสัน” รวมถึง “เสือเหลือง” (ชาญยุทธ ลีลารุจิวงศ์) แห่ง “มวยโลก”
แม้เมื่อถึงยุคที่ผู้คนเขียนจดหมายหากันน้อยลง และหันไปใช้บริการอีเมลมากขึ้น (ทว่า โซเชียลมีเดียยังไม่ค่อยแพร่หลาย) ผมก็ยังสื่อสารกับเพื่อนสนิทบางรายด้วยวิธีการเขียนและตอบ “จดหมายอิเล็กทรอนิกส์” โดยสร้างบทสนทนาในลักษณะที่ไม่แตกต่างไปจาก “คอลัมน์จดหมาย” ตามสื่อสิ่งพิมพ์ที่พวกเราคุ้นเคย

พอดำเนินชีวิตมาถึงวัยเกิน 40 ปี ถ้าให้ผมประเมินตนเองในฐานะ “คนเขียนเรื่องหนัง” คนหนึ่ง ผมคิดว่าในช่วงวัย 20 กว่าๆ ถึง 30 กลางๆ มีงานเขียนเกี่ยวกับหนังบางชิ้นของตัวเอง (โดยเฉพาะตอนช่วงครึ่งแรกของทศวรรษ 2550) ที่สามารถทะลุทะลวงไปได้ “ไกล” กว่างานของครูๆ พี่ๆ นักวิจารณ์รุ่นก่อนหน้าจริงๆ
แต่ก็ต้องยอมรับว่าราว 5 ปีที่ผ่านมา ผมสูญเสียพลังและความกระตือรือร้นด้านนี้ไปเกือบหมด ดังนั้น ระยะหลัง ผมจึง “เขียนวิจารณ์หนัง” แบบจริงจังน้อยลงไปมาก เพราะตนเองดูหนังไม่เยอะและไม่หลากหลายเท่าเมื่อก่อน ทั้งยังครุ่นคิดวิเคราะห์ภาพยนตร์เรื่องต่างๆ ได้ลุ่มลึกไม่เท่าเดิม
ที่สำคัญที่สุด ผมไม่แน่ใจว่าสังคมไทยหรือคนดูหนังในประเทศไทยยุคปัจจุบัน ยังต้องการอ่าน “บทวิจารณ์หนัง” แบบที่ตัวผมเองเคยชื่นชมและยึดถือเป็นแบบอย่างอยู่หรือไม่? มากน้อยแค่ไหน?
ในแง่นี้ คงต้องวิพากษ์ตนเองว่า ผม “หมดไฟ” เร็วกว่าอาจารย์แดงเสียอีก
กิจกรรมหลังสุดที่ผมได้ทำร่วมกับ อ.กิตติศักดิ์ (โดยไม่ได้สนทนากับแกตรงๆ เช่นเคย) ก็คือการร่วมกันเป็น “คณะกรรมการคัดเลือกมรดกภาพยนตร์ของชาติ” ซึ่งดำเนินการโดยหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน)
ผมทำหน้าที่ดังกล่าวมาสามปีติดต่อกัน และถ้าจำไม่ผิด อ.กิตติศักดิ์ ก็ร่วมเป็นคณะกรรมการอยู่ด้วยทุกปี
อย่างไรก็ตาม ตลอดสองปีก่อนหน้านี้ ในการประชุมออนไลน์ผ่านระบบซูม อาจารย์แดงดูจะไม่ได้แสดงความเห็นเยอะนัก ผิดกับในการประชุมรอบล่าสุดปี 2568 ที่แกแสดงความคิดเห็นต่างๆ อย่างกระตือรือร้นแข็งขัน
คล้ายพยายามจะปลดปล่อยพลัง ความรู้ ความคิด ประสบการณ์ทางภาพยนตร์ของตนเองออกมาให้มากที่สุด และเป็นประโยชน์ที่สุด (แม้จะพอสัมผัสได้ว่าอาจารย์ดูร่วงโรยลงไปเยอะ)
นั่นคือ “คุณูปการสุดท้าย” ของ “กิตติศักดิ์ สุวรรณโภคิน” ที่ผมมีโอกาสได้สัมผัสโดยตรง
เครดิตภาพ: ภาพประกอบจากเฟซบุ๊กหอภาพยนตร์
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
