| สุจิตต์ วงษ์เทศ
จักรๆ วงศ์ๆ พบในไทยนับพันปีมาแล้ว ตั้งแต่สมัยก่อนอโยธยา สืบเนื่องถึงสมัยอยุธยาและสมัยหลังจากนั้นต่อๆ มา ซึ่งจำแนกอย่างน้อยได้ 3 อย่าง ได้แก่ (1.) เรื่องเล่า (ปากเปล่า) ที่คนชอบฟัง (2.) เพลงเรื่อง การละเล่นเพลงโต้ตอบที่ผูกเป็นเรื่อง มีนิยายที่คนชอบดู และ (3.) ละครชาวบ้าน การละเล่นเป็นละครแก้บนในชุมชนมีคนดูคับคั่ง
จักรๆ วงศ์ๆ หมายถึงเรื่องเล่าจากจินตนาการเกี่ยวกับพระราชา รวมทั้งวงศ์วานว่านเครือและข้าราชบริพาร ซึ่งมีอย่างน้อย 2 แบบ ได้แก่ ยกย่องเยินยอพระราชา และเยาะเย้ยเสียดสีถากถางพระราชา ทั้งหมดเป็นหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองและสังคมแบบเครือญาติ ที่ประกอบด้วยอารมณ์และความรู้สึกอันหลากหลาย
การเยาะเย้ยถากถางเสียดสีพระราชาในวรรณกรรมจักรๆ วงศ์ๆ ได้รับยกย่องเป็นเรื่องหลักในการละเล่นละครชาวบ้านที่รู้จักทั่วไปในนามละครชาตรี (ไม่เรียกละครนอก เป็นคนละอย่างกัน) เหล่านี้คือรากเหง้าของ “ตลก” ตามพระตามนางสมัยต่อมาจนถึงภาพยนตร์ไทยและละครโทรทัศน์
จำอวดเล่นประท้วงขึ้นภาษีผักบุ้ง
ราชสำนักอยุธยามักเรียกละครชาวบ้านให้ไปเล่นในวังเป็นครั้งคราว มีคำบอกเล่าว่านายแทนกับนายมี เป็นตัวจำอวดละครได้เล่นแทรกประท้วงเรื่องขึ้นภาษีผักบุ้ง ดังนี้
ในรัชกาลพระเจ้าเอกทัศ นายสังมหาดเล็กชาวบ้านคูจามรับผูกภาษี กดราคาซื้อผักบุ้งแต่ถูกๆ แล้วขายขึ้นราคา ราษฎรที่เคยขายซื้อผักบุ้งมาแต่ก่อนก็ได้ความเดือดร้อน พากันไปร้องทุกข์ต่อข้าราชการผู้ใหญ่ก็ไม่มีใครนำความขึ้นกราบทูลฯ ด้วยนายสังอ้างว่าทำภาษีเก็บเงินเข้าพระคลังหลวง
ครั้นอยู่มาพระเจ้าเอกทัศมีรับสั่งให้หาละครเข้าไปเล่น จะทอดพระเนตรแก้รำคาญพระราชหฤทัย นายแทนกับนายมีเป็นตัวจำอวดละครที่เข้าไปเล่นนั้นมีตอนหนึ่งพูดว่า “จะเอาเงินมาแต่ไหน จนจะตาย แต่เก็บผักบุ้งขายยังมีภาษี” ว่าอย่างนี้ถึงสองหนสามหน
พระเจ้าเอกทัศได้ทรงฟังก็หลากพระทัย จึงโปรดให้ไต่ถามจำอวดทั้งสองคนนั้น ครั้นทรงทราบความตามที่เป็นมาก็ทรงพระพิโรธ มีรับสั่งให้เสนาบดีชำระเร่งเงินคืนให้ราษฎร ส่วนตัวนายสังนั้นเดิมมีรับสั่งจะให้เอาไปประหารชีวิตเสีย ต่อมาค่อยคลายพระพิโรธ จึงโปรดให้งดโทษประหารชีวิตไว้
นายแทนกับนายมีที่ว่าเป็น “จำอวด” ก็คือตัวตลกละครชาวบ้านที่เล่นเยาะเย้ยถากถางเสียดสีสังคม (ซึ่งน่าจะมีคนชอบดูมาก จึงบันทึกในพงศาวดาร)
ละครชาวบ้าน
มีรากเหง้ามาจากการละเล่นเพลงเรื่องของประชาชนทั่วไป ซึ่งมีลักษณะสำคัญอยู่ที่บทวิวาทหรือโต้ตอบระหว่างหญิงกับชายอันเต็มไปด้วยลีลาประชดประชัน เย้ยหยัน ถากถาง ล้อเลียน และเสียดสีอย่างถึงพริกถึงขิง
ครั้นสมัยกรุงรัตนโกสินทร์มีการฟื้นฟูละครในราชสำนัก นอกจากเล่นตามแบบละครหลวงสมัยอยุธยาแล้ว ยังให้เล่นเรื่องของละครชาตรีด้วย แล้วถูกเรียกต่อมาว่า “ละครนอก” (ไม่พบชื่อนี้สมัยอยุธยา) ลักษณะเด่นอย่างหนึ่ง (ในหลายๆ อย่าง) ของละครนอกคือเย้ยหยันท้าวพระยามหากษัตริย์หรือเจ้าเมือง (ซึ่งตรงข้ามกับละครในที่ยกย่องท้าวพระยามหากษัตริย์) ดังที่ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช อธิบายไว้ในหนังสือ นาฏศิลป์ไทย (ธนาคารกรุงเทพ จำกัด จัดพิมพ์เป็นอภินันทนาการเนื่องในโอกาส ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช มีอายุครบ 6 รอบ เมื่อ 20 เมษายน 2526 หน้า 18-20) ดังต่อไปนี้
ละครนอกที่ชาวบ้านเขาเล่นดูกันนั้น ท้าวพระยามหากษัตริย์เป็นตัวตลกทั้งสิ้น ไม่มีความดีอะไรเลย ขี้ขลาดตาขาวสารพัด ท้าวสามลในเรื่องสังข์ทองก็เป็นตัวตลก ท้าวเสนากุฏในเรื่องสังข์ศิลป์ชัยก็เป็นตัวตลก ท้าวสันนุราชในเรื่องคาวีก็เป็นตัวตลก ขึ้นชื่อว่าพระเจ้าแผ่นดินแล้วบทละครนอกเขียนให้เป็นตัวตลกหมด และแม้แต่บทละครนอกซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยก็ได้ทรงพระราชนิพนธ์รักษาลักษณะของละครนอกไว้ครบถ้วน คือท้าวพระยามหากษัตริย์เป็นคนไม่ดี เป็นคนโลเลไม่แน่นอน เป็นคนตลกเลอะเทอะ
การศึกษาไทยไม่มีประวัติศาสตร์สังคม เพราะเน้นประวัติศาสตร์สงคราม (ของวีรบุรุษและวีรสตรี) สนองการเมืองชาตินิยม “คลั่งความเป็นไทย” ตั้งแต่สมัยสงครามเย็นสืบเนื่องจนปัจจุบัน ดังนั้น ทำให้การศึกษาไทยด้อยค่าเรื่องเล่าจากความทรงจำของคนในอดีตที่รู้จักทั่วไปในนาม นิทาน, ตำนาน, พงศาวดาร และเรื่องจักรๆ วงศ์ๆ เช่น ปลาบู่ทอง, พระรถ นางเมรี ฯลฯ

ปลาบู่ทอง
เป็นเรื่องเล่าเก่าแก่ของชาวจ้วง (พูดตระกูลภาษาไท-ไต) มณฑลกวางสี ทางใต้ของจีน แล้วแพร่กระจายหลายทิศทางกว้างไกล ทางหนึ่ง ไปตามเส้นทางการค้าดินแดนภายในจากทางใต้ของจีน เข้าถึงลุ่มน้ำโขง ลงสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา อีกทางหนึ่ง เข้าสู่ราชสำนักจีน พบหลักฐานเก่าสุดในหนังสือของจีน โดยต้วนเฉิงซี (ระหว่าง พ.ศ.1346-1406) แล้วแพร่หลายถึงยุโรป ถูกดัดแปลงเป็นเรื่องซินเดอเรลลา มีบันทึกโดยชาวอิตาลี พ.ศ.2180
[รายละเอียดของข้อมูลหลักฐานอยู่ในข้อเขียนหลายเรื่อง เช่น (1.) จากซินเดอเรลลา ถึงปลาบู่ทอง โดย เสาวลักษณ์ อนันตศานต์ สำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2540 และ (2.) บทความเรื่อง “ชาวจ้วง-ลาว-ไท ต้นกำเนิดนิทาน ‘ตาเจี้ย ตาลูน-ปลาบู่ทอง-เต่าคำ'” โดย ทองแถม นาถจำนง ในหนังสือ ร่องรอยกาลเวลา : อาเซียนศึกษา เอกสารประกอบการสัมมนาแบ่งปันความรู้สู่สาธารณะ พ.ศ.2557 หน้า 35-50]
พระรถ นางเมรี
เป็นเรื่องเล่าเก่าแก่แพร่หลายอยู่ในกลุ่มคนหลายชาติพันธุ์ลุ่มน้ำโขง ดังนี้
(1.) เริ่มแรกแพร่หลายในกลุ่มชาติพันธุ์กำมุ (ขมุ) พูดตระกูลภาษามอญ-เขมร คนพื้นเมืองดั้งเดิมบริเวณสองฝั่งโขงกับแม่น้ำคาน (ปัจจุบันเรียกเมืองหลวงพระบาง) ก่อนการเข้ามาของลาวพูดตระกูลภาษาไท-ไต จากเมืองแถน (ในเวียดนาม)
(2.) คนพูดตระกูลภาษาไท-ไตจากเมืองแถนเรียกตนเองว่าลาว เคลื่อนไหวโยกย้ายไปก่อบ้านสร้างเมืองหลวงพระบาง (เชียงดงเชียงทอง) อยู่ร่วมกับกลุ่มกำมุ จึงรับคำบอกเล่าของกำมุเรื่องพระรถ นางเมรี เป็นคำบอกเล่าประจำชาติพันธุ์ลาว จากนั้นแพร่กระจายไปตามเส้นทางการค้าของดินแดนภายในจากลุ่มน้ำโขงลงลุ่มน้ำเจ้าพระยา จากนั้นคำบอกเล่าเรื่องพระรถ นางเมรี ได้รับยกย่องจากราชสำนักอยุธยาเป็นเรื่องราวศักดิ์สิทธิ์ แล้วแต่งเป็นบทขับไม้โดยใช้ขับไม้ในพิธีกรรมสำคัญ ได้แก่ งานสมโภชชั้นสูงสืบเนื่องถึงราชสำนักกรุงรัตนโกสินทร์ [ข้อมูลมีอีกในหนังสือ นามานุกรมวรรณคดีไทย ชุดที่ 1 ชื่อวรรณคดี (มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2550 หน้า 320-322)]
(3.) พระรถเมรีเป็นคำบอกเล่ามี “นิยาย” กลับชาติเกิดใหม่ ต่อมาใช้เล่นเป็นละครชาวบ้านที่ได้รับความนิยมมากที่สุดจากคนในรัฐอยุธยา เนื้อเรื่องแบ่งเป็น 2 ภาคต่อเนื่องกัน ภาคต้นเรียกพระรถ นางเมรี (แต่ชาวบ้านเรียกเรื่องนางสิบสอง) ภาคปลายเรียกพระสุธนนางมโนห์รา (แต่ชาวบ้านเรียกเรื่องนางมโนห์รา)
การด้อยค่าเรื่องเล่าจักรๆ วงศ์ๆ ของการศึกษาไทย ทำให้ประวัติศาสตร์ไทยไม่มีคนและชุมชน เพราะมีแต่สงครามและวัดกับวัง
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
