bg-single

ละครชาวบ้าน เสียดสีจักรๆ วงศ์ๆ

02.11.2025

| สุจิตต์ วงษ์เทศ

จักรๆ วงศ์ๆ พบในไทยนับพันปีมาแล้ว ตั้งแต่สมัยก่อนอโยธยา สืบเนื่องถึงสมัยอยุธยาและสมัยหลังจากนั้นต่อๆ มา ซึ่งจำแนกอย่างน้อยได้ 3 อย่าง ได้แก่ (1.) เรื่องเล่า (ปากเปล่า) ที่คนชอบฟัง (2.) เพลงเรื่อง การละเล่นเพลงโต้ตอบที่ผูกเป็นเรื่อง มีนิยายที่คนชอบดู และ (3.) ละครชาวบ้าน การละเล่นเป็นละครแก้บนในชุมชนมีคนดูคับคั่ง

จักรๆ วงศ์ๆ หมายถึงเรื่องเล่าจากจินตนาการเกี่ยวกับพระราชา รวมทั้งวงศ์วานว่านเครือและข้าราชบริพาร ซึ่งมีอย่างน้อย 2 แบบ ได้แก่ ยกย่องเยินยอพระราชา และเยาะเย้ยเสียดสีถากถางพระราชา ทั้งหมดเป็นหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองและสังคมแบบเครือญาติ ที่ประกอบด้วยอารมณ์และความรู้สึกอันหลากหลาย

การเยาะเย้ยถากถางเสียดสีพระราชาในวรรณกรรมจักรๆ วงศ์ๆ ได้รับยกย่องเป็นเรื่องหลักในการละเล่นละครชาวบ้านที่รู้จักทั่วไปในนามละครชาตรี (ไม่เรียกละครนอก เป็นคนละอย่างกัน) เหล่านี้คือรากเหง้าของ “ตลก” ตามพระตามนางสมัยต่อมาจนถึงภาพยนตร์ไทยและละครโทรทัศน์

จำอวดเล่นประท้วงขึ้นภาษีผักบุ้ง

ราชสำนักอยุธยามักเรียกละครชาวบ้านให้ไปเล่นในวังเป็นครั้งคราว มีคำบอกเล่าว่านายแทนกับนายมี เป็นตัวจำอวดละครได้เล่นแทรกประท้วงเรื่องขึ้นภาษีผักบุ้ง ดังนี้

ในรัชกาลพระเจ้าเอกทัศ นายสังมหาดเล็กชาวบ้านคูจามรับผูกภาษี กดราคาซื้อผักบุ้งแต่ถูกๆ แล้วขายขึ้นราคา ราษฎรที่เคยขายซื้อผักบุ้งมาแต่ก่อนก็ได้ความเดือดร้อน พากันไปร้องทุกข์ต่อข้าราชการผู้ใหญ่ก็ไม่มีใครนำความขึ้นกราบทูลฯ ด้วยนายสังอ้างว่าทำภาษีเก็บเงินเข้าพระคลังหลวง

ครั้นอยู่มาพระเจ้าเอกทัศมีรับสั่งให้หาละครเข้าไปเล่น จะทอดพระเนตรแก้รำคาญพระราชหฤทัย นายแทนกับนายมีเป็นตัวจำอวดละครที่เข้าไปเล่นนั้นมีตอนหนึ่งพูดว่า “จะเอาเงินมาแต่ไหน จนจะตาย แต่เก็บผักบุ้งขายยังมีภาษี” ว่าอย่างนี้ถึงสองหนสามหน

พระเจ้าเอกทัศได้ทรงฟังก็หลากพระทัย จึงโปรดให้ไต่ถามจำอวดทั้งสองคนนั้น ครั้นทรงทราบความตามที่เป็นมาก็ทรงพระพิโรธ มีรับสั่งให้เสนาบดีชำระเร่งเงินคืนให้ราษฎร ส่วนตัวนายสังนั้นเดิมมีรับสั่งจะให้เอาไปประหารชีวิตเสีย ต่อมาค่อยคลายพระพิโรธ จึงโปรดให้งดโทษประหารชีวิตไว้

นายแทนกับนายมีที่ว่าเป็น “จำอวด” ก็คือตัวตลกละครชาวบ้านที่เล่นเยาะเย้ยถากถางเสียดสีสังคม (ซึ่งน่าจะมีคนชอบดูมาก จึงบันทึกในพงศาวดาร)

ละครชาวบ้าน

มีรากเหง้ามาจากการละเล่นเพลงเรื่องของประชาชนทั่วไป ซึ่งมีลักษณะสำคัญอยู่ที่บทวิวาทหรือโต้ตอบระหว่างหญิงกับชายอันเต็มไปด้วยลีลาประชดประชัน เย้ยหยัน ถากถาง ล้อเลียน และเสียดสีอย่างถึงพริกถึงขิง

ครั้นสมัยกรุงรัตนโกสินทร์มีการฟื้นฟูละครในราชสำนัก นอกจากเล่นตามแบบละครหลวงสมัยอยุธยาแล้ว ยังให้เล่นเรื่องของละครชาตรีด้วย แล้วถูกเรียกต่อมาว่า “ละครนอก” (ไม่พบชื่อนี้สมัยอยุธยา) ลักษณะเด่นอย่างหนึ่ง (ในหลายๆ อย่าง) ของละครนอกคือเย้ยหยันท้าวพระยามหากษัตริย์หรือเจ้าเมือง (ซึ่งตรงข้ามกับละครในที่ยกย่องท้าวพระยามหากษัตริย์) ดังที่ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช อธิบายไว้ในหนังสือ นาฏศิลป์ไทย (ธนาคารกรุงเทพ จำกัด จัดพิมพ์เป็นอภินันทนาการเนื่องในโอกาส ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช มีอายุครบ 6 รอบ เมื่อ 20 เมษายน 2526 หน้า 18-20) ดังต่อไปนี้

ละครนอกที่ชาวบ้านเขาเล่นดูกันนั้น ท้าวพระยามหากษัตริย์เป็นตัวตลกทั้งสิ้น ไม่มีความดีอะไรเลย ขี้ขลาดตาขาวสารพัด ท้าวสามลในเรื่องสังข์ทองก็เป็นตัวตลก ท้าวเสนากุฏในเรื่องสังข์ศิลป์ชัยก็เป็นตัวตลก ท้าวสันนุราชในเรื่องคาวีก็เป็นตัวตลก ขึ้นชื่อว่าพระเจ้าแผ่นดินแล้วบทละครนอกเขียนให้เป็นตัวตลกหมด และแม้แต่บทละครนอกซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยก็ได้ทรงพระราชนิพนธ์รักษาลักษณะของละครนอกไว้ครบถ้วน คือท้าวพระยามหากษัตริย์เป็นคนไม่ดี เป็นคนโลเลไม่แน่นอน เป็นคนตลกเลอะเทอะ

การศึกษาไทยไม่มีประวัติศาสตร์สังคม เพราะเน้นประวัติศาสตร์สงคราม (ของวีรบุรุษและวีรสตรี) สนองการเมืองชาตินิยม “คลั่งความเป็นไทย” ตั้งแต่สมัยสงครามเย็นสืบเนื่องจนปัจจุบัน ดังนั้น ทำให้การศึกษาไทยด้อยค่าเรื่องเล่าจากความทรงจำของคนในอดีตที่รู้จักทั่วไปในนาม นิทาน, ตำนาน, พงศาวดาร และเรื่องจักรๆ วงศ์ๆ เช่น ปลาบู่ทอง, พระรถ นางเมรี ฯลฯ

เพลงเรื่อง (ก่อนเป็นละครชาวบ้าน) มีต้นตอจากเพลงโต้ตอบแก้กันของหญิงชาย (ภาพเก่า เล่นเพลงระบำบ้านนาที่วัดหัวสำโรง อ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา ของ เอนก นาวิกมูล พ.ศ.2528)

ปลาบู่ทอง

เป็นเรื่องเล่าเก่าแก่ของชาวจ้วง (พูดตระกูลภาษาไท-ไต) มณฑลกวางสี ทางใต้ของจีน แล้วแพร่กระจายหลายทิศทางกว้างไกล ทางหนึ่ง ไปตามเส้นทางการค้าดินแดนภายในจากทางใต้ของจีน เข้าถึงลุ่มน้ำโขง ลงสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา อีกทางหนึ่ง เข้าสู่ราชสำนักจีน พบหลักฐานเก่าสุดในหนังสือของจีน โดยต้วนเฉิงซี (ระหว่าง พ.ศ.1346-1406) แล้วแพร่หลายถึงยุโรป ถูกดัดแปลงเป็นเรื่องซินเดอเรลลา มีบันทึกโดยชาวอิตาลี พ.ศ.2180

[รายละเอียดของข้อมูลหลักฐานอยู่ในข้อเขียนหลายเรื่อง เช่น (1.) จากซินเดอเรลลา ถึงปลาบู่ทอง โดย เสาวลักษณ์ อนันตศานต์ สำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2540 และ (2.) บทความเรื่อง “ชาวจ้วง-ลาว-ไท ต้นกำเนิดนิทาน ‘ตาเจี้ย ตาลูน-ปลาบู่ทอง-เต่าคำ'” โดย ทองแถม นาถจำนง ในหนังสือ ร่องรอยกาลเวลา : อาเซียนศึกษา เอกสารประกอบการสัมมนาแบ่งปันความรู้สู่สาธารณะ พ.ศ.2557 หน้า 35-50]

พระรถ นางเมรี

เป็นเรื่องเล่าเก่าแก่แพร่หลายอยู่ในกลุ่มคนหลายชาติพันธุ์ลุ่มน้ำโขง ดังนี้

(1.) เริ่มแรกแพร่หลายในกลุ่มชาติพันธุ์กำมุ (ขมุ) พูดตระกูลภาษามอญ-เขมร คนพื้นเมืองดั้งเดิมบริเวณสองฝั่งโขงกับแม่น้ำคาน (ปัจจุบันเรียกเมืองหลวงพระบาง) ก่อนการเข้ามาของลาวพูดตระกูลภาษาไท-ไต จากเมืองแถน (ในเวียดนาม)

(2.) คนพูดตระกูลภาษาไท-ไตจากเมืองแถนเรียกตนเองว่าลาว เคลื่อนไหวโยกย้ายไปก่อบ้านสร้างเมืองหลวงพระบาง (เชียงดงเชียงทอง) อยู่ร่วมกับกลุ่มกำมุ จึงรับคำบอกเล่าของกำมุเรื่องพระรถ นางเมรี เป็นคำบอกเล่าประจำชาติพันธุ์ลาว จากนั้นแพร่กระจายไปตามเส้นทางการค้าของดินแดนภายในจากลุ่มน้ำโขงลงลุ่มน้ำเจ้าพระยา จากนั้นคำบอกเล่าเรื่องพระรถ นางเมรี ได้รับยกย่องจากราชสำนักอยุธยาเป็นเรื่องราวศักดิ์สิทธิ์ แล้วแต่งเป็นบทขับไม้โดยใช้ขับไม้ในพิธีกรรมสำคัญ ได้แก่ งานสมโภชชั้นสูงสืบเนื่องถึงราชสำนักกรุงรัตนโกสินทร์ [ข้อมูลมีอีกในหนังสือ นามานุกรมวรรณคดีไทย ชุดที่ 1 ชื่อวรรณคดี (มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2550 หน้า 320-322)]

(3.) พระรถเมรีเป็นคำบอกเล่ามี “นิยาย” กลับชาติเกิดใหม่ ต่อมาใช้เล่นเป็นละครชาวบ้านที่ได้รับความนิยมมากที่สุดจากคนในรัฐอยุธยา เนื้อเรื่องแบ่งเป็น 2 ภาคต่อเนื่องกัน ภาคต้นเรียกพระรถ นางเมรี (แต่ชาวบ้านเรียกเรื่องนางสิบสอง) ภาคปลายเรียกพระสุธนนางมโนห์รา (แต่ชาวบ้านเรียกเรื่องนางมโนห์รา)

การด้อยค่าเรื่องเล่าจักรๆ วงศ์ๆ ของการศึกษาไทย ทำให้ประวัติศาสตร์ไทยไม่มีคนและชุมชน เพราะมีแต่สงครามและวัดกับวัง



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สุทธิพงษ์ นำประชุมมูลนิธิรักษ์เขาขยายชัยนาท ตั้งเป้าหมายให้เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับนักเรียนและเยาวชน แหล่งศึกษาตามธรรมชาติ ฯลฯ
สตอกโฮล์มเปิดเวที “ประชุมสันติภาพโลก 2026” เชิญผู้นำ-นักสันติวิธีทั่วโลก ร่วมสร้างอนาคตแห่งสันติภาพ 22 สิงหาคมนี้
CKPower ใช้นวัตกรรมเปลี่ยน “ของเสีย” เป็นคุณค่า คว้า 2 รางวัล TJDA ปีนี้
“สีหศักดิ์” ชี้ “กัมพูชา” ลากไทยเข้ากลไกประนอมภาคบังคับทำปิดประตูเจรจาเขตแดนทางบก รับกังวลกรณีเขมรประโคมข่าว “รถถังจีน” ในช่วงสถานการณ์เปราะบาง
“วัชระพล” มอบนโยบาย อ.ส.ค.เร่งแผนการตลาดระบายสต๊อกนมก่อนพึ่งงบฯ แนะเพิ่มประสิทธิภาพบริหาร-มาร์เก็ตติ้งให้แข่งได้ในตลาดเสรี
พิธีศพ อาลี คาเมเนอี : วาทกรรมแห่งศาสนา และอำนาจการทูตผ่านมุมมองภาษาศาสตร์
เคปเวิร์ด ‘ซินเดอเรลล่า’ ฟุตบอลโลก ผู้ชนะหัวใจคนทั้งโลก
คำถามเชิงซ้อน : คำถามลวงให้เราตอบ
จากเวทีปราศรัยสู่หน้าฟีด : อ่านยุทธศาสตร์หาเสียงผู้ว่าฯ กทม. ผ่านโซเชียลมีเดีย
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (14)
ทบ.ร้อน ชิง ‘ทบ.1’ ‘บิ๊กเต้-แม่ทัพไก่’ จับตา หมาก ‘แม่ทัพคอแดง’ มองข้ามช็อต ทัพใต้ ‘รองคิ้ว-รองด้วง’
จากแหวนทองคำ 2 พันปี สู่ใจคนเมืองเพชร ทวีโรจน์ กล่ำกล่อมจิตต์ อยากมี ‘มิวเซียมท้องถิ่น’