| การศึกษา
ประชาชนชาวไทยทั่วทั้งแผ่นดินต่างร่วมแสดงความอาลัยอย่างสุดซึ้ง ต่อการเสด็จสวรรคตของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระผู้ทรงเป็นศูนย์รวมแห่งความรัก ความศรัทธา และเป็น “พระมารดาแห่งศิลปหัตถกรรมไทย”
พระองค์ทรงอุทิศพระวรกายและพระราชหฤทัยเพื่อธำรงไว้ซึ่งศิลปวัฒนธรรมไทย โดยเฉพาะ “ผ้าไทย” ที่พระองค์ทรงฟื้นชีวิตจากผืนผ้าธรรมดาให้กลายเป็น “ผืนผ้าแห่งอัตลักษณ์ชาติ” ที่งดงามและสง่างามในสายตาชาวโลก
ด้วยพระราชปณิธานอันล้ำลึกของพระพันปีหลวง ในการฟื้นฟูการแต่งกายแบบไทยให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ตั้งแต่การเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2503 จึงได้พระราชทานแนวทางออกแบบ “ชุดไทยพระราชนิยม” 8 แบบ ดังนี้
1. ชุดไทยเรือนต้น 2. ชุดไทยจิตรลดา 3. ชุดไทยอมรินทร์ 4. ชุดไทยบรมพิมาน 5. ชุดไทยจักรี 6. ชุดไทยดุสิต 7. ชุดไทยศิวาลัย และ 8. ชุดไทยจักรพรรดิ ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของความงามไทยอันเป็นเอกลักษณ์
กระทรวงวัฒนธรรม สืบสานพระราชปณิธาน โดยผลักดัน “ชุดไทยพระราชนิยม” ขึ้นทะเบียนเป็น “มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ” (UNESCO Intangible Cultural Heritage)
นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ระบุว่า การเสนอ “ชุดไทย” ขึ้นทะเบียนมรดกโลก เป็นส่วนหนึ่งของการสืบสานพระราชปณิธานพระพันปีหลวงเพื่อให้ผ้าไทยและชุดไทยกลายเป็นซอฟต์เพาเวอร์ ที่เชื่อมโยงอดีตกับอนาคต นอกจากการอนุรักษ์วัฒนธรรมแล้ว ยังเป็นโอกาสสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแฟชั่น ผ้าไทย และท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมให้เติบโตอย่างยั่งยืน
โดยองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก ยืนยันว่ารายการ “ชุดไทย : ความรู้ งานช่างฝีมือ และแนวปฏิบัติการแต่งกายชุดไทยประจำชาติ” (Chud Thai : The Knowledge, Craftsmanship and Practices of the Thai National Costume) จะถูกบรรจุเข้าสู่การพิจารณาในการประชุมคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ (Intergovernmental Committee for the Safeguarding of the Intangible Cultural Heritage) สมัยที่ 21 ในปี 2569
การเสนอดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายส่งเสริมซอฟต์เพาเวอร์ และการอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรมได้ดำเนินการต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2552
ปัจจุบันประเทศไทยมีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมขึ้นบัญชีระดับชาติแล้ว จำนวน 396 รายการ โดย “ชุดไทยพระราชนิยม” ได้รับการขึ้นบัญชีในระดับชาติตั้งแต่ปี 2566
และ ครม.มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2567 ให้เสนอขึ้นทะเบียนในระดับนานาชาติต่อ UNESCO
ชุดไทยเป็นเครื่องแต่งกายประจำชาติที่สะท้อนอัตลักษณ์และความวิจิตรของวัฒนธรรมไทยผ่านงานช่างฝีมือจากหลากหลายภูมิภาค ถ่ายทอดผ่านลวดลาย เทคนิคการตัดเย็บ และการใช้ผ้าไทยในรูปแบบต่างๆ
โดยเฉพาะ “ชุดไทยพระราชนิยม” ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงริเริ่มให้มีการศึกษาค้นคว้าเครื่องแต่งกายสตรีไทยสมัยต่างๆ มาศึกษา ฟื้นฟู และออกแบบ
เพื่อทรงใช้เป็นฉลองพระองค์ในโอกาสที่โดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกาและประเทศยุโรปอย่างเป็นทางการ เมื่อปี 2503 เพื่อสะท้อนภาพลักษณ์ความเป็นไทยสู่สายตานานาชาติ และชาวไทยได้มีการนำชุดไทยดังกล่าวมาใช้อย่างต่อเนื่อง
แสดงให้เห็นถึงอัตลักษณ์ของความเป็นไทยและเหมาะสมกับวาระโอกาสต่างๆ ทั้งงานพระราชพิธี งานพิธีการต่างๆ รวมถึงพิธีแต่งงานของไทยก็ใช้ชุดไทยเช่นกัน
ก่อให้เกิดความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาช้านาน
แสดงออกถึงคุณค่างานช่างฝีมือของคนไทยในท้องถิ่น และยังเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการสร้างสรรค์ชุดไทยในปัจจุบันและอนาคต
การเสนอขึ้นทะเบียนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ต่อยูเนสโก มิได้เป็นการแสดงความเป็นเจ้าของเหนือวัฒนธรรมใด แต่เป็นการแสดงถึงการสืบทอดคุณค่าในชุมชน
องค์การยูเนสโกส่งเสริมให้ประเทศต่างๆ เสนอรายการวัฒนธรรมของตนอย่างโปร่งใส บนพื้นฐานของความร่วมมือ ความเคารพซึ่งกันและกัน และการอยู่ร่วมกันในความหลากหลาย
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ รายการ “ชุดแต่งกายเคบายา” (Kebaya) ที่มีการเสนอขึ้นทะเบียนร่วมกันโดยประเทศสิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย บรูไน และไทย
หรือกรณี “โขน” ของไทยและ “ลครโขล” ของกัมพูชา ที่ต่างฝ่ายต่างเสนอในรูปแบบอิสระตามบริบทของตนในปี พ.ศ.2561 โดยไม่กระทบต่อกัน
ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าประเทศที่มีรากวัฒนธรรมใกล้เคียงกันสามารถเสนอแยกกัน หรือเสนอร่วมกันหลายชาติหรือหลายประเทศ (Multinational Nomination) ได้ภายใต้เจตนารมณ์แห่งมิตรภาพ
“อย่างไรก็ดี กระบวนการพิจารณาของยูเนสโก ตรวจสอบเนื้อหาโดยละเอียด โดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของยูเนสโก ที่ยึดหลักความโปร่งใส ความเคารพซึ่งกันและกัน และส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือระหว่างประเทศ ทั้งนี้ การที่ประเทศไทยเสนอ “ชุดไทย” ขึ้นทะเบียนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของยูเนสโก เพื่อให้ชุดไทยได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ และเป็นการสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมไทย ให้เป็นที่รู้จักในระดับโลก ด้วยความภาคภูมิใจ ภายใต้หลักของความเข้าใจ ความสร้างสรรค์ และการอยู่ร่วมกันอย่างสง่างามของมวลมนุษชาติ” นายประสพกล่าว
เบื้องหลังความงามของชุดไทย คือแรงศรัทธาของช่างฝีมือในชนบทที่ได้รับพระราชทานโอกาสสร้างงาน สร้างรายได้ จาก “โครงการศิลปาชีพ” ที่พระพันปีหลวงทรงริเริ่มขึ้น เพื่อให้หญิงชายชาวบ้านได้สืบทอดภูมิปัญญาการทอผ้า ย้อมผ้า และจักสาน ในทุกเส้นด้ายของผ้าไหมไทย
จึงมีทั้ง “ศิลป์” และ “ชีวิต” แฝงอยู่ในนั้นตามพระราชดำริ “เศรษฐกิจพอเพียง” และ “ศิลปะคู่ชีวิต”
พระองค์ทรงเป็นแรงบันดาลใจให้ผ้าไหมไทยก้าวพ้นขอบรั้วบ้าน กลายเป็น “ผ้าแห่งแผ่นดิน” ที่ชาวโลกชื่นชม และทุกครั้งที่สตรีไทยสวมชุดไทยไม่ว่าจะในงานราชพิธีหรือชีวิตประจำวัน ต่างระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์
แม้พระองค์จะเสด็จสู่สวรรคาลัย แต่พระราชจริยวัตร พระราชกรณียกิจ และพระราชปณิธานในการธำรงรักษาวัฒนธรรมไทย จะคงอยู่ชั่วกาลนาน ทุกผืนผ้าไทยที่ถูกสวมใส่ในวันนี้ คือการถวายความรำลึกและความกตัญญู แด่พระพันปีหลวง
พระผู้ทรงทำให้ “ความงามแบบไทย” ไม่เพียงคงอยู่ แต่ยัง “รุ่งเรืองบนเวทีโลก”
