ชาตินิยมในทัศนะของจอร์จ ออร์เวล : เมื่อชาติอยู่เหนือศีลธรรมและเหตุผล
ปรัชญา-คำ-‘นึง | พิพัฒน์ สุยะ
ดูเหมือนว่าปัญหาจากข้อพิพาทชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาไม่มีทีท่าจะจบลงอย่างง่ายๆ มิหนำซ้ำอาจจะลุกลามใหญ่โตขึ้นไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะการโหมกระพือเปลวไฟแห่งความรุนแรงด้วยแนวคิดแบบชาตินิยม ผ่านแง่มุมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอข่าวของสื่อสารมวลชน การรณรงค์โฆษณาชวนเชื่อจากหน่วยงานของรัฐ หรือแม้แต่การสร้างวีรบุรุษจำเป็นจากสถานการณ์ต่างๆ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ล้วนเรียกร้องให้เราตั้งคำถามกับแนวคิดชาตินิยมอย่างจริงจังอีกครั้ง
จอร์จ ออร์เวล (George Orwell) นามปากกาของเอริก อาเธอร์ แบลร์ (Eric Arthur Blair : 1903-1950) ชาวอังกฤษ ผู้เป็นนักคิด นักหนังสือพิมพ์ นักวิจารณ์ และงานที่โด่งดังที่สุดของเขาก็คือ นักเขียนนวนิยาย เรื่องสั้น ความเรียง เจ้าของผลงานวรรณกรรมระดับโลกหลายเล่ม ไม่ว่าจะเป็น “รัฐสัตว์” (Animal Farm) “หนึ่ง-เก้า-แปด-สี่” (1984) หรือ “พม่ารำลึก” (Burmese Days) ฯลฯ
ในเดือนตุลาคม ปี 1945 ออร์เวลได้เขียนบทความเรื่อง “ข้อสังเกตว่าด้วยแนวคิดชาตินิยม” (Notes on Nationalism) และส่งไปตีพิมพ์ในนิตยสารโพเลมิก ซึ่งเป็นนิตยสารทางปรัชญา จิตวิทยาและสุนทรียศาสตร์ (Polemic : A Magazine of Philosophy, Psychology & Aesthetics) ในบทความที่ว่านี้ ออร์เวลได้อธิบายและตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับแนวคิดชาตินิยมไว้อย่างน่าสนใจ และอาจใช้อธิบายและคลายความสงสัยต่อปรากฏการณ์ (คลั่ง) ชาตินิยมที่เกิดขึ้นในสังคมไทยขณะนี้ได้บ้างไม่มากก็น้อย

ออร์เวลเริ่มจากให้คำจำกัดความกว้างๆ ของคำว่า “ชาตินิยม” (nationalism) เขาใช้คำนี้ในความหมายแบบขยายความออกไป คือไม่ได้จำกัดเพียงแค่ความเป็นชาติ แต่ยังหมายถึง “อุปนิสัยและความเคยชินของความคิดที่ว่ามนุษย์สามารถจัดแบ่งเป็นประเภทได้ไม่ต่างจากแมลง โดยไม่ว่าจะจัดประเภทคนเป็นกลุ่มก้อนเป็นล้านหรือสิบล้านพร้อมกับปิดฉลากให้กลุ่มคนเหล่านั้นอย่างมั่นใจด้วยว่ากลุ่มไหนเป็นคนดีหรือเลว
ออร์เวลยังย้ำว่า อุปนิสัยที่เขาพูดถึงในที่นี้ก็คือ ความเคยชินในการระบุตัวเราเข้ากับชาติใดชาติหนึ่งหรือหน่วยใดหน่วยหนึ่งนั่นเอง และหน่วยดังกล่าวถูกจัดวางไว้เหนือความดีความชั่ว และเราก็จะไม่ยอมรับหน้าที่อื่นใดอีก นอกจากการส่งเสริมผลประโยชน์ของหน่วยที่เราสังกัด หรือพูดให้ง่ายไปกว่านี้ ออร์เวลเห็นว่า ชาตินิยมสำหรับเขาแล้ว ไม่ใช่เป็นเรื่องของความภาคภูมิใจในชาติแต่เพียงเท่านั้น แต่ยังเป็นสภาวะจิตที่ยกกลุ่มตนเหนือหลักศีลธรรมสากล อันเป็นรากฐานของความรุนแรงและอคติทางการเมืองมาทุกยุคทุกสมัย
ออร์เวลยังให้ข้อสังเกตที่น่าสนใจไว้ด้วยว่า เราอย่าสับสนระหว่างแนวคิดชาตินิยมกับ “แนวคิดรักประเทศชาติ” (patriotism) เพราะเขาคิดว่าแนวคิดรักประเทศชาตินั้นเน้นที่ความจงรักภักดีต่อสถานที่และวิถีชีวิต เป็นการปกป้องตนเอง ไม่พยายามบังคับผู้อื่น ส่วนชาตินิยมนั้นจะผูกพันกับหน่วยที่ตนสังกัดอย่างสุดโต่ง โดยมีแรงขับคือความปรารถนาในอำนาจมากกว่าที่จะเป็นความรักที่ปรารถนาดีต่อผู้อื่น ลักษณะของความคิดแบบชาตินิยม ออร์เวลเห็นว่าจะมีลักษณะสำคัญต่อไปนี้
1) ความคลั่งไคล้ (obsession) เพราะเหล่าบรรดานักชาตินิยมมักจะคิด พูด หรือเขียนเกี่ยวกับเรื่องเดียวกันคือ “ความเหนือกว่าหรือต่ำกว่า” ของหน่วยที่ตนเองสังกัด ในที่นี้ก็คือชาติ แทบไม่มีเรื่องอื่นที่สำคัญเท่าการยืนยันความเป็นเลิศหรือความเหนือกว่าของชาติแต่อย่างใด ออร์เวลเห็นว่าชาตินิยมคือความหิวกระหายอำนาจที่ถูกบรรเทาด้วยการหลอกตัวเอง ชาตินิยมลักษณะแบบนี้ ออร์เวลจะเรียกว่าเป็น “ชาตินิยมเชิงบวก” (positive nationalism)
2) ความไม่เสถียร (instability) หรือการถ่ายโอน (transference) ลักษณะของชาตินิยมทำนองนี้นั้น ออร์เวลชี้ว่า ความจงรักภักดี (loyalty) แบบชาตินิยมอาจถูกถ่ายโอนหรือย้ายไปยังหน่วยอื่นและมักใช้ “หน่วยนั้น” เป็นแหล่งปลดปล่อยอารมณ์ชาตินิยมแทน เช่น ปัญญาชนที่ไม่มีความรู้สึกร่วมกับ “ปิตุภูมิ” ของตนอย่างแท้จริง อาจหันไปหลงใหลชาติใดชาติหนึ่งในต่างประเทศแทน (เช่น รัสเซีย หรือ จีน) แล้วเปลี่ยนกลับมาได้อย่างรวดเร็ว หรืออาจจะใช้ “ศาสนา” หรือ “ระเบียบโลกตะวันตก” มาแทนชาติก็เป็นไปได้ทั้งนั้น
จะเห็นว่า “ไม่ใช่แค่ชาติหรือแผ่นดิน” เท่านั้นที่สามารถเป็นหน่วยของแนวคิดชาตินิยม แต่หน่วยใดๆ ที่ผู้คนยึดถืออย่างสุดโต่ง เช่น อุดมการณ์ทางการเมือง ศาสนา ชนชั้น ผิวสี ฯลฯ ก็เป็นสิ่งที่คนยืดถือบูชาแทนชาติได้ ตรงนี้เป็นจุดที่ออร์เวลย้ำว่า ชาตินิยมนั้นเป็น “อุปนิสัยของจิตหรือความคิด” (habit of mind) มากกว่าแค่ความรักชาติแบบดั้งเดิม มันแสดงให้เราเห็นว่า “ลัทธิคลั่งชาติ” (chauvinism) นั้นสามารถอยู่ในหลากหลายรูปแบบชนิดที่เรานึกไม่ถึงเลยก็ว่าได้
ออร์เวลยังเตือนว่าชาตินิยมในรูปแบบที่ถ่ายโอน (transferred) นี้จึงมีลักษณะที่ไม่เสถียร หรือ “ย้ายไปมา” (instability) และอาจแปรเปลี่ยนหน่วยที่รักหรือคัดค้านได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งทำให้ลักษณะของการยึดติดนั้นชัดเจนว่าเป็นอารมณ์ความรู้สึกมากกว่าเหตุผลหรือสติปัญญา ชาตินิยมทำนองนี้ ออร์เวลจะเรียกว่า “ชาตินิยมแบบถ่ายโอน” (transferred nationalism)
3) การไม่สนใจความเป็นจริง (indifference to reality) ออร์เวลเห็นว่าผู้ที่ยึดติดชาติจะมี “ความสามารถในการมองไม่เห็น” ข้อเท็จจริงที่ขัดกับความเชื่อของตน เช่น ปิดตาต่อการกระทำอย่างโหดร้ายของ “ฝ่ายเรา” แต่โกรธแค้นกับการกระทำแบบเดียวกันของ “ฝ่ายอื่น” ตัวอย่างเช่น การเพิกเฉยต่อค่ายกักกันของฝ่ายที่ตนชื่นชม หรือการมองข้ามหายนะที่เกิดขึ้นกับผู้ที่ไม่ใช่ฝ่ายตน หรือหากจะยกตัวอย่างให้เข้ากับบริบทของสังคมไทยตอนนี้ ก็อย่างที่เราสะใจกับการเปิดเสียงผีหรือเปิดเสียงเครื่องบินทิ้งระเบิดเพื่อขับไล่ชาวกัมพูชา ผู้ที่ยึดติดชาติจะมีความสามารถพิเศษในการเพิกเฉยต่อข้อเท็จจริงที่ขัดแย้งกับความเชื่อของตน ชาตินิยมลักษณะนี้ ออร์เวลจะเรียกว่า “ชาตินิยมเชิงลบ” (negative nationalism)
4) การโฆษณาชวนเชื่อและการบิดเบือนประวัติศาสตร์ (historical falsification and propaganda) ออร์เวลเห็นว่าผู้มีแนวคิดชาตินิยมมักจะ “แก้ไขอดีต” เพื่อให้สอดคล้องกับภาพลักษณ์ที่ควรมีของชาติตนหรือหน่วยที่ตนสังกัด เช่น ลบเหตุการณ์ที่ทำให้ชาติเสื่อมเสีย หรือแม้กระทั่งการปั้นแต่งเรื่องราวความรุ่งเรืองในอดีตของชาติก็คือความจำเป็น เพราะสุดท้ายแล้ว ชาตินิยมก็แยกไม่ออกจากความปรารถนาอำนาจ ชาตินิยมที่มีลักษณะทำนองนี้ ออร์เวลเห็นว่าอาจจะเป็นได้ทั้งชาตินิยมเชิงบวก และชาตินิยมเชิงลบ
5) มาตรฐานสองซ้อนทางศีลธรรม (moral double standards) การกระทำโหดร้ายของ ‘ชาติตน’ ถูกให้คุณค่าหรือถูกทำให้เป็นกลาง ในขณะที่การกระทำเพียงเล็กน้อยของฝ่ายตรงข้ามถูกประณามอย่างรุนแรง และนี่คือผลของมโนทัศน์แบบชาตินิยมที่เปลี่ยนค่าทางศีลธรรมตามผู้กระทำ ชาตินิยมในลักษณะทำนองนี้ ออร์เวลเห็นว่าเป็นชาตินิยมเชิงลบ
แม้ว่าออร์เวลจะแบ่งชาตินิยมออกเป็นสามประเภทตามที่กล่าวมาข้างต้น แต่เขาก็เน้นย้ำว่า ชาตินิยมบางรูปแบบอาจจัดเป็นมากกว่าหนึ่งประเภทก็ได้ นอกจากนี้ ออร์เวลยังวิจารณ์กรณีพวกปัญญาชนที่สลัดความเป็นชาตินิยมไม่พ้นว่า ปัญญาชนเหล่านี้ละทิ้งความตรงไปตรงมาทางสติปัญญาเมื่อตกอยู่ใต้อิทธิพลของชาติที่ตนสังกัด พวกปัญญาชนสามารถยอมละทิ้งหลักการหรือความจริงลงไปได้เมื่อเรื่องนั้นเกี่ยวกับเกียรติยศของชาติของตน
ออร์เวลมองว่าชาตินิยมเป็น ‘เชื้อโรคทางสติปัญญา’ (intellectual pathology) ไม่ใช่แค่พฤติกรรมทางอารมณ์ชั่วคราวเท่านั้น แต่เป็นชุดอุปนิสัยทางความคิดที่บิดเบือนการรับรู้ข้อเท็จจริงและจริยธรรม นอกจากนี้ ยังเป็นแรงผลักดันที่นำไปสู่การทำลายความเป็นปัจเจกและความเป็นจริง โดยเฉพาะเมื่อนำไปสู่การยอมรับการโกหกหรือการบิดเบือนประวัติศาสตร์ และความรุนแรงที่ถูกทำให้เสมือนเป็นกลาง
ออร์เวลให้ความสำคัญกับการวิพากษ์วิจารณ์ปัญญาชนที่กลายเป็นนักเผยแพร่แนวคิดชาตินิยม เพราะพวกเขาเหล่านั้นมีอิทธิพลในการทำให้ความคิดดังกล่าวแพร่หลายและยังทำให้ชาตินิยม “ดูเหมือนมีเหตุผล” มากยิ่งขึ้น
สําหรับออร์เวลแล้ว “ชาตินิยมไม่ใช่ความรักในสิ่งของ แต่คือความหลงใหลในอำนาจและเกียรติยศของหน่วยที่ตนสังกัดซึ่งก็คือชาติ” และสิ่งที่ทำให้มันอันตรายมากยิ่งขึ้นก็คือ ชาตินิยมสามารถแปลงเปลี่ยนรูปได้ในทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรักชาติ ฝ่ายต่อต้าน หรือฝ่ายที่อ้างความเป็นกลางสากลก็ตาม
จากปรากฏการณ์ “แม่ทัพภาคที่สอง” มาสู่ “การคุกคามนักสิทธิมนุษยชน” จนเกิดกระแสต้าน “วีรบุรุษรับเงินบริจาค” และล่าสุด “วีรบุรุษสุริยเทพ” รางวัลที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งมอบให้อดีตแม่ทัพภาคที่สอง หรือกรณีอื่นๆ อีกมากมาย ไม่อาจทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งนั้นดีขึ้นแต่อย่างใด หากเรายังมองว่า “ชาติ” อยู่เหนือศีลธรรมและเหตุผล “ชาติ” ก็จะเป็นตัวปะทุความขัดแย้งต่อไปในอนาคตอีก ไม่ว่าวันใดก็วันหนึ่ง
