ท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจโลกที่โหมกระหน่ำและแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองในบ้านเรา
ปี 2568 จึงกลายเป็นปีแห่งการทดสอบความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง และทำให้การคาดการณ์ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) นั้น ‘ยาก’ และพลิกผันไปมากว่าหลายปีที่ผ่านมา
ทั้งการเปลี่ยนชุดคณะรัฐมนตรีหลายรอบ เกิดสุญญากาศทางการเมืองและนโยบายเป็นระยะๆ ขณะเดียวกัน ปัญหาปากท้องประชาชนยังต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิด ส่วน ‘แรงกดดันภายนอก’ ก็หนักไม่แพ้กัน ทั้งสงครามภูมิรัฐศาสตร์ และสงครามการค้าที่ลามมาถึงไทย โดยเฉพาะมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่เริ่มส่งผลกระทบต่อการส่งออก นอกจากนี้ ความตึงเครียดทางการเมืองกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา ก็ส่วนทำให้วงจรเศรษฐกิจสะดุดไปทั้งระบบเช่นกัน
“แรงกดดัน” ที่สะสมมาตั้งแต่ต้นปี จึงเกิดเป็นคำถาม ว่า นโยบาย “Quick Big Win” ของรัฐบาลยุคของอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในกรอบเวลา 4 เดือนนั้น จะมีแรงพอที่จะพยุงเศรษฐกิจที่เปราะบางนี้ ให้ฟื้นคืนดีกว่าเดิมได้หรือต้องพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วย
ล่าสุดหลายหน่วยงานออกมาคาดการณ์เศรษฐกิจไทย ลงลึกตัวเลขจีดีพีน่าสนใจ
เริ่มที่ “วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาเตือนตรงๆ ว่า ปี 2568 นี้อาจไม่ใช่ “ปีทอง” อย่างที่หลายฝ่ายหวัง แม้ครึ่งปีแรกจีดีพีขยายตัวราว 3% จากแรงส่งการส่งออกแบบ “Front-loaded” แต่ครึ่งหลังเริ่มแผ่วอย่างเห็นได้ชัด ธปท.จึงปรับลดคาดการณ์จีดีพีเหลือเพียง 2.2% และคาดว่าในปี 2569 อาจเหลือแค่ 1.6%
สาเหตุไม่ใช่เพียงรอบวัฏจักรเศรษฐกิจ แต่คือ “โรคเรื้อรังเชิงโครงสร้าง” ตั้งแต่สังคมผู้สูงวัย ความไม่แน่นอนทางการเมือง ระบบการศึกษาไม่ตอบโจทย์ ไปจนถึงปัญหาบรรษัทภิบาลและความเหลื่อมล้ำทางการเงิน
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ “หนี้ครัวเรือน” ซึ่งยังสูงถึงราว 87% ของจีดีพี แม้ตัวเลขจะลดลงจากช่วงโควิด-19 แต่ผู้ว่าแบงก์ชาติเตือนว่าเป็นเพียง “ภาพลวงตา” เพราะจีดีพีโต ไม่ใช่หนี้ลด แถมยังมีสัญญาณผิดนัดชำระหนี้พุ่งต่อเนื่อง หนี้เสีย (NPL) และหนี้ค้างชำระรวมกันกว่า 12% ของพอร์ตทั้งหมด
“ถ้าไม่แก้หนี้ครัวเรือนอย่างจริงจัง ความเป็นอยู่ของคนไทยจะลำบากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะนี่ไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลข แต่มันคือชีวิตของผู้คน” ผู้ว่าแบงก์ชาติเน้นย้ำ
ด้าน “ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ก็ประเมินไม่ต่างกัน โดยคาดว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะโตเพียง 1.8% และชะลอเหลือ 1.5% ในปีหน้า สาเหตุเพราะแรงส่งเริ่มหมด ข้อจำกัดทางการคลังเพิ่มขึ้น หนี้สาธารณะสูง เบิกจ่ายงบล่าช้า และค่าเงินบาทแข็งจนผู้ส่งออก “หน้าซีด”
EIC ยังเตือนถึงภาคธุรกิจที่เริ่มเปราะบาง โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ที่รายได้ยังไม่ฟื้น กำไรหด และจำนวน “บริษัทผีดิบ” หรือ ธุรกิจที่อยู่ได้ด้วยหนี้แต่ขยายไม่ได้ เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่แรงงานบางกลุ่มเริ่มมีชั่วโมงทำงานลดลง รายได้หดหาย เศรษฐกิจในประเทศจึงเสี่ยงเข้าสู่ “ภาวะซึมยาว” หากไม่มีแรงกระตุ้นใหม่เข้ามาเติม
อย่างไรก็ตาม แม้ ต่างฝ่ายจะบอกว่าภาพรวมจะดูอึมครึม แต่รัฐบาลกลับไม่ได้มองว่าแย่ถึงขนาดไม่เห็นแสงสว่าง เพราะรัฐบาลได้งัดไม้เด็ดกับ โครงการ “คนละครึ่ง พลัส” มูลค่า 6.7 หมื่นล้านบาท ที่หวังพยุงการบริโภคภายในประเทศช่วงโค้งสุดท้ายของปีให้ฟื้นขึ้น
ซึ่งดูเหมือนว่าผลตอบรับจากประชาชนจะดีเกินคาดเพราะเพียงไม่กี่วันแรก ยอดใช้จ่ายพุ่งเกือบหมื่นล้านบาท ทางกระทรวงการคลังจึงขยับมุมมองใหม่ทันที
ขณะที่ “วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)” ระบุ จากการประเมินล่าสุด จีดีพีไทยปี 2568 มีแนวโน้มขยายตัว 2.4% เพิ่มจากประมาณการเดิมที่ 2.2% โดยแรงส่งหลักมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการเร่งเบิกจ่ายงบไตรมาสสุดท้าย
โดยเฉพาะ 4 มาตรการหลัก ได้แก่
1. บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 22,780 ล้านบาท
2. โครงการคนละครึ่ง พลัส 43,000 ล้านบาท
3. มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว
4. มาตรการ Front Load การคลัง
ทั้งหมดนี้คาดว่าจะช่วยดันเศรษฐกิจไตรมาส 4 ให้โตเพิ่ม 0.3% และอาจเป็น “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ของเศรษฐกิจไทย หากแรงกระตุ้นไหลต่อเนื่องถึงต้นปีหน้าได้
การปรับคาดการณ์ของกระทรวงการคลัง อาจพอสร้างความใจชื้นและความหวังกับภาคเอกชนได้บ้าง
“วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย” มองว่า เห็นด้วยกับภาครัฐถึง สัญญาณเศรษฐกิจไทยจะเริ่มดีขึ้นชัดในช่วงปลายปี 2568 นี้ โดยได้แรงหนุนจากมาตรการภาครัฐและการส่งออกที่ยังโตแรง เดือนตุลาคมขยายตัวถึง 19% และมองว่าการที่กระทรวงการคลังปรับจีดีพีขึ้นเป็น 2.4% ถือเป็นแนวโน้มที่ดี เพราะสะท้อนว่าภาคเศรษฐกิจหลายส่วนเริ่ม “ขยับพร้อมกัน” ทั้งการบริโภค การส่งออก และการลงทุน
ทั้งนี้ทั้งนั้น วิศิษฐ์เตือนว่า ภาครัฐและเอกชนก็อย่าชะล่าใจ เพราะความไม่แน่นอนยังรออยู่รอบด้าน ทั้งเศรษฐกิจโลก การเมืองภายใน และกำลังซื้อที่ยังเปราะบาง ภาครัฐต้องเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจทุกมิติ ทั้งท่องเที่ยว การเบิกจ่ายงบ และการช่วย SMEs ให้เข้มแข็งขึ้น
“SME คือหัวใจของเศรษฐกิจฐานราก ถ้ารัฐทำให้อยู่ได้ เขาจะขับเคลื่อนการจ้างงานและรายได้ทั่วประเทศได้ทันที” วิศิษฐ์ระบุ
อีกมุมมองหนึ่ง แม้ ‘คนละครึ่ง พลัส’ จะเป็นกระแสนิยมทางบวกมาก ก็ย่อมมีเสียงที่แตกต่าง อย่างฝั่งนักวิชาการ “สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ และที่ปรึกษาศูนย์ศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมือง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” มองว่า “คนละครึ่ง พลัส” ช่วยได้ แต่เป็นเพียงยาบรรเทาอาการเปราะบางทางเศรษฐกิจชั่วคราวไม่ได้รักษาหรือแก้ปัญหาที่โครงสร้างเศรษฐกิจที่แท้จริง จึงไม่อยากให้ไปวางความคาดหวังสูงฝากชีวิตไว้กับมาตรการนี้มากจนเกินไป
อาจารย์สมภพระบุอีกว่า มาตรการแบบนี้ช่วยให้เอสเอ็มอีอยู่รอดระยะสั้น แต่ถ้าไม่มีการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง มันก็เหมือนเติมพร้อมเสนอว่ารัฐควรมีมาตรการเสริมเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อช่วงเทศกาลและเพิ่มแรงจูงใจทางภาษี เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เข้มแข็งในระยะยาว
มองภาพรวม จีดีพีไทยปี 2568 เหมือนกำลังอยู่ในจุดหัวเลี้ยวหัวต่อฟื้นตัวช้าๆ และทรงตัวเพื่อก้าวไปยังปี 2569 ด้วยแรงส่งจากโครงการคนละครึ่ง พลัส และการส่งออกช่วยประคองเศรษฐกิจไม่ให้ทรุด แต่ความกดดันเชิงโครงสร้างและความไม่แน่นอนทางการเมือง ยังคงเป็นความตึงเครียดที่อาจปะทุได้ทุกเมื่อ
ต้องลุ้นกันว่า รัฐบาลอนุทินจะใช้ช่วงเวลาที่เหลือของปี 2568 นี้ ต่อชีวิตเศรษฐกิจไทย ฟื้นได้มากน้อยแค่ไหน!!
