อดีตผู้ต้องหาอาชญากรสงครามรำพึง : พระสารสาสน์ฯ กับความคิดสันติภาพ (21)
My Country Thailand | ณัฐพล ใจจริง
อดีตผู้ต้องหาอาชญากรสงครามรำพึง
: พระสารสาสน์ฯ กับความคิดสันติภาพ (21)
ภายหลังสงครามจบสิ้นลงแล้ว พระสารสาสน์ฯ และผู้ต้องหาอื่นๆ เช่น จอมพล ป. พิบูลสงคราม หลวงวิจิตรวาทการ ฯลฯ ถูกจับกุมในข้อหาเป็นอาชญากรสงคราม
แต่สุดท้ายแล้ว ศาลยุติธรรมได้ปล่อยตัวทั้งหมด
ด้วย พ.ร.บ.อาชญากรสงคราม 2488 ไม่มีผลย้อนหลังถึงการกระทำที่เกิดขึ้นก่อนกฎหมายบัญญัติขึ้น

การก่อตั้งสหประชาชาติ
ทั้งนี้ ในช่วงปลายสงคราม ระหว่างวันที่ 4-11 กุมภาพันธ์ 2488 ผู้นำฝ่ายสัมพันธมิตรทั้งสาม ได้แก่ แฟรงคลิน ดี. รูสเวลต์, วินสตัน เชอร์ชิลล์ และโจเซฟ สตาลิน ได้ร่วมหารือกันเพื่อกำหนดทิศทางของยุโรปและจัดระเบียบโลกใหม่หลังสงคราม
สาระสำคัญของการประชุมมีดังนี้
1. การจัดการกับเยอรมนี มหาอำนาจทั้งสามมีมติให้แบ่งเยอรมนีและกรุงเบอร์ลินออกเป็น 4 เขตยึดครอง โดยให้สหรัฐ อังกฤษ ฝรั่งเศส และสหภาพโซเวียตแยกกันดูแล พร้อมทั้งเรียกร้องให้เยอรมนียอมจำนนแบบไร้เงื่อนไข และต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงคราม
2. กำหนดอนาคตของโปแลนด์ ที่ประชุมตกลงที่จะปรับเปลี่ยนพรมแดนของโปแลนด์ใหม่ และให้มีการจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลที่มาจากหลายฝ่าย รวมทั้งกลุ่มนิยมคอมมิวนิสต์ด้วย
3. การจัดตั้งสหประชาชาติ ผู้นำทั้งสามเห็นพ้องที่จะจัดตั้งองค์การสหประชาชาติขึ้นมาแทนที่สันนิบาตชาติ เพื่อธำรงสันติภาพโลก
4. ท่าทีต่อสงครามในเอเชีย สตาลินตกลงที่จะเข้าร่วมทำสงครามกับญี่ปุ่นภายใน 90 วันหลังจากเยอรมนีพ่ายแพ้ในยุโรป โดยแลกกับการได้ดินแดนบางส่วนในเอเชียคืนจากญี่ปุ่น
และ 5. ปฏิญญายุโรปปลดแอก ทุกฝ่ายตกลงให้สิทธิ์ประชาชนในประเทศที่เคยถูกยึดครอง สามารถจัดการเลือกตั้งได้อย่างเสรีเพื่อจัดตั้งรัฐบาลประชาธิปไตย

การแก้ต่างของพระสารสาสน์ฯ
หลังจากพระสารสาสน์ฯ พ้นคดีอาชญากรสงครามแล้ว เขาเขียนหนังสือภาษาอังกฤษ ชื่อ Quest for Peace (1947) โดยจัดพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษขึ้นโดยสำนักพิมพ์ The Bangkok “Economist” หนังสือมีจำนวน 42 หน้า
หนังสือเล่มนี้หายากมาก ด้วยเขาจัดพิมพ์จำกัดจำนวนเล่มให้แก่ผู้สั่งจองล่วงหน้าในราคาเล่มละ 50 บาท การศึกษาในประเด็นนี้ได้ใช้ฉบับที่เขามอบให้นางสาวประชุม อับดุลราฮิม ที่เก็บรักษาไว้ที่ศูนย์มามนุษยวิทยาสิรินธร
ในส่วนนำของหนังสือเล่าว่า ที่มาของการรวมบทความเล่มนี้ เริ่มต้นจากปาฐกถาของพระสารสาสน์ฯ เมื่อ 2486 ช่วงปลายสงครามที่โตเกียว ต่อหน้าผู้ฟังกลุ่มใหญ่ ซึ่งประกอบไปด้วยเหล่านักวิชาการ รัฐบุรุษ นักการเมือง นายธนาคาร และนักอุตสาหกรรม
เขาบรรยายถึงความผิดพลาดในโลก และจะเป็นเหตุในการทำลายล้างโลกในท้ายที่สุด
หนังสือเล่าว่า การปาฐกถาครั้งนั้นได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางโดยสื่อมวลชน จนสามารถครองใจและส่งอิทธิพลต่อความคิดเห็นของสาธารณชนในญี่ปุ่นได้อย่างทรงพลัง
ทั้งนี้ เป็นเพราะเบื้องหลังวาทศิลป์อันทรงพลังและถ้อยคำอันเร่าร้อนขององค์ปาฐกนั้น คือความจริงใจอันลึกซึ้งและเปี่ยมล้น รวมถึงความซื่อสัตย์ต่ออุดมการณ์แห่งสันติภาพ
ในส่วนนำยังให้ร่องรอยต่อไปว่า ภายหลังสงครามจบสิ้นแล้ว ราวเดือนเมษายน 2490 พระสารสาสน์ฯ ได้มอบบทความแก่เอกอัครราชทูตของประเทศมหาอำนาจที่ประจำอยู่ในกรุงเทพฯ ซึ่งทูตรู้สึกทึ่งในความสดใหม่และชัดเจนของแนวทางในการแก้ปัญหาที่มีมาอย่างช้านาน
ต่อมา พระสารสาสน์ฯ ได้รับการกระตุ้นเตือนจากมิตรสหายที่ได้อ่านบทความ เขาจึงได้ส่งสำเนาฉบับหนึ่งไปยังนายทริกเว ลี (Mr. Trygve Lie) เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ (UNO) คนแรก
ซึ่งท่านเลขาธิการฯ ได้แจ้งตอบรับการได้รับเอกสารดังกล่าวทางไปรษณีย์อากาศแล้ว และมั่นใจว่าจะพิจารณาคำอธิบายดังกล่าวด้วยความสนใจเป็นอย่างยิ่ง (Phra Sarasas, 1947)

คำสารภาพของพระสารสาสน์ฯ
ดูเหมือนว่าพระสารสาสน์ฯ เขียนคำนำไว้เป็นประหนึ่งคำสารภาพไว้ว่า
“หนังสือเล่มเล็กนี้ไม่ได้เสแสร้งว่าเป็นงานวิจัย บทอรรถาธิบาย ทฤษฎี หรือบทความวิชาการ และไม่ได้อ้างว่าเป็นผลงานอันเปี่ยมด้วยความรอบรู้อันลึกซึ้ง ข้าพเจ้าเพียงแต่เปล่งความคิดที่อยู่ลึกที่สุดในใจออกมาอย่างสุดเสียง โดยมีแรงขับเคลื่อนมาจากความรักในสันติภาพและความสะพรึงกลัวต่อสงคราม…”
“การที่ข้าพเจ้าได้มีชีวิตผ่านการฆ่าฟันสังหารหมู่ครั้งใหญ่ถึงสามครั้งครา ต้องทนทุกข์ทรมานและพบเห็นความทุกข์ยาก สายตาของข้าพเจ้าจึงหันกลับมาจับจ้องที่ปัญหาของสงครามโดยธรรมดา นับแต่นั้นมา ข้าพเจ้าได้รวบรวมคลังความคิดจากความแตกต่างระหว่างความแน่นอนกับความประหลาดใจ ในความมีชัยกับความหวาดหวั่น และในชัยชนะกับความพ่ายแพ้”
เขารำพึงรำพันความรู้สึกต่อไปว่า “ความคิดที่ระบุไว้ในหนังสือเล่มเล็กนี้อาจไม่ใช่สิ่งใหม่ เพราะไม่มีสิ่งใดใหม่ภายใต้ดวงอาทิตย์ดวงนี้ ถึงกระนั้น สิ่งเหล่านี้อาจปลุกความสนใจโดยทั่วไปในหมู่ผู้นำทางการเมือง ผู้ที่ไม่บูชาเทพแห่งสงครามเช่นเดียวกับข้าพเจ้า ไม่มีทั้งอนาคตหรืออดีต มีเพียงปัจจุบันกาลอันไม่มีที่สิ้นสุด ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่หว่านลงไปในวันนี้อาจงอกเงยในวันพรุ่งนี้ การปล่อยให้วันพรุ่งนี้ดูแลตัวมันเอง ย่อมหมายถึงการเชื่อในอนาคตที่แยกขาดและอดีตที่แยกขาด”
“สำหรับข้าพเจ้าแล้ว อดีตควรต้องรับผิดชอบต่อปัจจุบัน และปัจจุบันต้องรับผิดชอบต่ออนาคต”
ในกรณีนี้ จึงขึ้นอยู่กับพวกเราที่จะมาร่วมระดมความคิดเพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางอนาคตของเรา ด้วยเหตุนี้ หนังสือเล่มเล็กนี้จึงเกิดขึ้น
เขาหวังว่า “พวกเราคงจะล้มเหลว และล้มเหลวอย่างย่อยยับ หากมหันตภัยแห่งการเข่นฆ่าสังหารแบบเดียวกันนี้ปะทุขึ้นมาอีกครั้ง และนำพาความโหดร้าย ทารุณ ความป่าเถื่อน และความไร้อารยธรรมชุดเดิมกลับมา เพื่อทำหน้าที่ในส่วนเล็กๆ ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงรับภาระในการพิสูจน์ว่าสงครามเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ และหลีกเลี่ยงได้เพียงแค่การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารทั้งปวงให้เป็นอิสระ”

ความเห็นของพระสารสาสน์ฯ
หนังสือเล่มนี้มีสาระสำคัญที่มุ่งเน้นการวิเคราะห์สาเหตุของสงครามและเสนอแนวทางสู่สันติภาพที่ยั่งยืน พระสารสาสน์ฯ เห็นว่า สาเหตุพื้นฐานของสงคราม (The Root Causes of War) เกิดจาก
1. ความไม่สมดุลระหว่างวัตถุกับจิตวิญญาณ เขาชี้ว่าสงครามเกิดจากความก้าวหน้าทางวัตถุที่ล้ำหน้าความก้าวหน้าทางจิตวิญญาณมากเกินไป เมื่อมนุษย์มุ่งเน้นแต่การสะสมความมั่งคั่งทางวัตถุโดยขาดศีลธรรม จึงเกิดความไม่สมดุลที่นำไปสู่ความขัดแย้ง
2. ระบอบเผด็จการ (Autocracy) เขาเห็นว่า ระบอบเผด็จการหรือสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นบ่อเกิดสำคัญของสงครามก้าวร้าว เพราะการตัดสินใจขึ้นอยู่กับความต้องการของคนเพียงคนเดียวหรือกลุ่มเล็กๆ ต่างจากระบอบประชาธิปไตยที่อันตรายจากสงครามจะมีน้อยกว่า
และ 3. การปิดกั้นข้อมูล การควบคุมข่าวสารและการทำลายเสรีภาพสื่อ เป็นเครื่องมือที่ระบอบเผด็จการใช้เพื่อสร้างสถานการณ์ที่นำไปสู่สงคราม
พระสารสาสน์ฯ เห็นว่า ตราบใดที่โลกยังมีการปกครองแบบ “ระบอบเผด็จการ” ย่อมก่อให้เกิด “สงคราม” ได้ ระบอบการปกครองที่ประชาชนเป็นนายเหนือโชคชะตาของตนเองเท่านั้นที่จะยุติสงครามได้ (Phra Sarasas, 1947, 25, 53)
เขาเสนอแนวทางการแก้ไขการเกิดสงครามในอนาคตว่า ต้องปล่อยให้เสรีภาพในการไหลเวียนข้อมูล เขาเน้นย้ำว่าเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการกำจัดระบอบเผด็จการและสงครามได้ หากสังคมข้อมูลและมติมหาชนมีความอิสระในการช่วยยับยั้งการตัดสินใจเข้าสู่สงครามของรัฐบาลได้ ดังนั้น เสรีภาพทางข้อมูลปล่อยให้สังคมเข้าถึงความจริงนั่นคืออาวุธที่ทำลายระบอบเผด็จการได้ดีที่สุด (Phra Sarasas, 53)
ส่วนแนวคิดในด้านปรัชญาสันติภาพ ความคิดทางการเมือง ความคิดทางเศรษฐกิจ ความจริงทางการเมือง ความคิดมนุษยธรรม รัฐบาลโลก ฯลฯ ของพระสารสาสน์ฯ อดีตผู้ต้องหาอาชญากรสงคราม จะเป็นเช่นไรนั้น ติดตามต่อในตอนหน้า

