bg-single

พระพลบดีหลังปฏิวัติ 2475 กับร่างกายอุดมคติยุคสร้างชาติ (1)

08.07.2026

พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ

สําหรับคนที่เคยไปสนามกีฬาแห่งชาติ (ศุภชลาศัย) คงคุ้นตากับประติมากรรมรูปเทวดาประทับอยู่บนคอช้าง 3 เศียร มือข้างหนึ่งถือวชิราวุธ อีกข้างถือพระขรรค์ ที่ประดับอยู่บนปลายยอดสุดทั้ง 2 ข้างของซุ้มประตูทางเข้าหลัก โดยไม่ต้องมีความรู้เรื่องประติมานวิทยาอะไรมาก ส่วนใหญ่คงเดาได้ว่าประติมากรรมชิ้นนี้คือรูป พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้อยู่ในแวดวงกีฬา ประติมากรรมดังกล่าวมีความหมายที่เฉพาะเจาะจงไปไกลมากกว่าแค่พระอินทร์ในความหมายทั่วไป แต่สิ่งนี้คือรูปของ “พระพลบดีทรงช้างเอราวัณ” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความหมายของพระอินทร์ที่ถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ของกรมพลศึกษา หลังจากที่มีการก่อตั้งหน่วยงานนี้ในปี พ.ศ.2476 โดยคำว่า “พล” แปลว่า “กำลัง” และคำว่า “บดี” แปลว่า “ผู้เป็นใหญ่” รวมความแล้วมีความหมายว่า “ผู้เป็นใหญ่แห่งกำลัง”g

แม้ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าตราสัญลักษณ์นี้ประกาศใช้อย่างเป็นทางการเมื่อไร แต่จากราชกิจจานุเบกษา วันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ.2482 เรื่องการกำหนดเครื่องแบบนักเรียนของโรงเรียนพลศึกษากลาง ซึ่งได้ระบุการใช้เครื่องหมายติดหน้าอกของนักเรียนว่าเป็นแผ่นโลหะกลมสีทอง “…ภายในวงกลมมีรูปพระพลบดีนั่งบนช้างเอราวรรณ์…” ก็เป็นสิ่งยืนยันให้เห็นว่าสัญลักษณ์นี้ต้องถูกประกาศใช้มาแล้วก่อน พ.ศ.2482 และอาจจะใช้มาตั้งแต่แรกเริ่มก่อตั้งกรมพลศึกษาเลยก็ว่าได้

ประติมากรรมพระพลบดี สนามกีฬาแห่งชาติ ที่มาภาพ : เพจ Foto_MoMo

พระอินทร์ในวัฒนธรรมไทยมีชื่อเรียกมากมายที่สะท้อนความหมายที่ต่างกัน เช่น อมรินทร์ อินทรา โกสินทร์ สักกะ มัฆวาน สหัสสนัยน์ ฯลฯ แต่แทบไม่เคยถูกเรียกในชื่อว่า “พระพลบดี” เลย (จริงๆ อาจจะไม่มีเลยก็ได้) ไม่ว่าจะเป็นวรรณกรรมเรื่องไหนหรือแม้แต่รูปเคารพทั้งหลายก็ไม่ปรากฏหลักฐานของการใช้ชื่อนี้มาก่อน

แม้สังคมไทยจะรับรู้ว่าพระอินทร์คือผู้เป็นใหญ่แห่งดาวดึงส์และผู้นำในการรบกับเหล่าอสูร แต่ก็ไม่เคยเรียกชื่อท่านในความหมายของเทพแห่งพละกำลังมาก่อน ส่วนใหญ่ภาพของพระอินทร์จะเป็นเทพผู้ปกป้องพุทธศาสนา ช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก และเข้าไปมีบทบาทกับเรื่องราวในพุทธประวัติเสียมากกว่า

ยิ่งไปกว่านั้น หากพิจารณาข้ามพ้นบริบทของสังคมไทยไปยังวรรณกรรมและรูปเคารพในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งร่วมรากฐานวัฒนธรรมพุทธ-ฮินดูเฉกเช่นเดียวกัน ก็แทบไม่ปรากฏการขนานนามพระอินทร์ในลักษณะนี้เลยเช่นกัน

คำถามที่ทำให้สงสัยมานานก็คือ แล้วทำไมกรมพลศึกษาและสนามกีฬาแห่งชาติจึงเลือกที่จะใช้พระอินทร์ในความหมายของพระพลบดี

ชื่อนี้มาจากไหน มีความสำคัญอย่างไร

และมีความเกี่ยวข้องอะไรหรือไม่กับนโยบายของคณะราษฎรหลังการปฏิวัติ 2475

ภาพเขียนพระอินทร์ โดยสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ที่มาภาพ : สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์

จากการพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญและตามไปค้นพจนานุกรมสันสกฤต ได้ความว่า “พลบดี” คงมิใช่การคิดขึ้นอย่างลอยๆ แต่เป็นคำที่มาจากภาษาสันสกฤตเดิมว่า “balapati” (बलपति) ที่มีความหมายว่า “เจ้าแห่งพละกำลัง” หรือ “หัวหน้ากองทัพ” แต่กระนั้นคำนี้ก็มิได้หมายถึงพระอินทร์อย่างเฉพาะเจาะจง (ดูใน Carl Cappeller, Sanskrit-English Dictionary)

แม้พจนานุกรมบางเล่ม เช่น The Practical Sanskrit-English Dictionary ของ V. S. Apte จะอธิบายว่า balapati เป็นสมญานามหนึ่งของพระอินทร์ได้เช่นกัน แต่เอาเข้าจริงแล้วก็ต้องถือไม่ใช่ชื่อเรียกหลัก เกิดขึ้นเป็นกรณีเฉพาะที่น้อยมากๆ

การเลือกใช้ชื่อ “พระพลบดี” ที่แทบไม่มีใครรับรู้เลยในสังคมไทยจึงเป็นคำถามที่น่าสนใจ และผมอยากเสนอว่า การเลือกนี้มีความเกี่ยวข้องไม่มากก็น้อยกับนโยบายสร้างร่างกายในอุดมคติของพลเมืองไทยในสมัยสร้างชาติ

ในงานศึกษาของ ก้องสกล กวินรวีกุล เรื่อง “การสร้างร่างกายพลเมืองไทยในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม พ.ศ.2481-2487” แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าในรัฐบาลยุค จอมพล ป.พิบูลสงคราม สนใจการเพิ่มประชากรของรัฐ และสร้างร่างกายทั้งชายหญิงให้ดูบึกบึนแข็งแรงแบบนักรบ เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาชาติ ดังนั้น การกีฬาและการออกกำลังกายคือภารกิจสำคัญที่ต้องรณรงค์ให้คนไทยใส่ใจและปฏิบัติกันอย่างเป็นกิจวัตรประจำวัน

เอาเข้าจริง แนวคิดดังกล่าวไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในสมัยจอมพล ป. หากเริ่มปรากฏตั้งแต่รัฐบาลพระยาพหลพลพยุหเสนาแล้วผ่านการตั้งกรมพลศึกษา การขยายการเรียนพลศึกษา และแนวคิดการสร้างสนามกีฬาแห่งชาติ แม้ว่าจะยังไม่เข้มข้นมากเท่ายุครัฐนิยมก็ตาม

นอกจากนี้ ในงานของผมชิ้นหนึ่งเรื่อง “ศิลปะคณะราษฎร” ยังได้เสนอว่า ร่างกายที่แข็งแรงเต็มไปด้วยมัดกล้ามนั้น ถูกรัฐบาลในระบอบใหม่อธิบายว่าเป็นร่างกายของพลเมืองที่ขยันขันแข็งช่วยกันพัฒนาประเทศ และใช้เป็นสัญญะต่อต้านร่างกายแบบอรชรอ้อนแอ้นอันเป็นอุดมคติเดิมของสังคมไทยแบบจารีตที่มักมองว่าเป็นร่างกายของผู้มีบุญ

หลวงวิจิตรวาทการ และจอมพล ป.มองว่า ร่างกายบอบบางในแบบที่แทบจะเดินไม่ไหวดังกล่าวสะท้อนแนวคิดที่ผิดพลาดของระบอบเก่า และจำเป็นต้องยกเลิกให้สิ้น (ดูเพิ่มในหนังสือ “มนุสสปฏิวัติ” โดย หลวงวิจิตรวาทการ)

ดังนั้น ในอีกด้านหนึ่ง การออกกำลังกายเพื่อสร้างร่างกายที่บึกบึนแข็งแรงจึงสะท้อนความหมายโดยนัยของการปฏิวัติในมิติทางวัฒนธรรมและเป็นการต่อต้านค่านิยมแบบจารีตที่ไม่ดีในสายตาของระบอบใหม่ด้วยในอีกทางหนึ่ง

ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้จึงทำให้กรมพลศึกษาถูกก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ.2476 หรือเพียงแค่หนึ่งปีครึ่งหลังการปฏิวัติ และต้องมอบหมายให้ หลวงศุภชลาศัย แกนนำคนสำคัญของคณะราษฎรเข้ามาดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อทำหน้าที่ผลิตสร้างร่างกายในอุดมคติใหม่ให้แก่รัฐไทยและ “สร้างไทยมหาอำนาจด้วยสุขภาพแผนใหม่” (คำโปรยของหนังสือพิมพ์ศรีกรุง ฉบับวันที่ 3 พฤศจิกายน 2484)

จากที่กล่าวมา เราน่าจะเริ่มเข้าใจได้แล้วว่า ทำไม “พระอินทร์” ในความหมายของ “พระพลบดี” ผู้เป็นเจ้าแห่งพละกำลัง ซึ่งแทบไม่มีใครรู้จักหรือสนใจมาก่อนจึงได้รับความสำคัญและถูกเลือกให้เป็นตราสัญลักษณ์ประจำกรมพลศึกษา

นอกจากนี้ ผมอยากชวนคิดเล่นๆ ต่อไปว่า สิ่งนี้อาจเป็นเสมือนความพยายามตีความพระอินทร์ใหม่ จากในสังคมจารีต ที่เป็นภาพแทนสถาบันกษัตริย์ (เช่นเดียวกับพระรามหรือพระนารายณ์) และตัวแทนความเชื่อเรื่องผู้มีบุญที่สะท้อนผ่านสัญลักษณ์ของร่างกายแบบหนึ่ง ให้กลายเป็นพระอินทร์ในระบอบใหม่หลังปฏิวัติ โดยแสดงออกผ่านชื่อใหม่ (ที่ไปขุดค้นขึ้นมาจากรากศัพท์สันสกฤตเก่าแก่)

ในฐานะเทพแห่งพละกำลังและอุดมคติของร่างกายในอีกรูปแบบหนึ่ง

เพื่อช่วยให้เข้าใจง่ายขึ้น เราอาจมองเทียบผ่านงานศิลปะรูปพระอินทร์สองชิ้นที่สร้างขึ้นในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์กับยุคหลังปฏิวัติ 2475 ชิ้นแรกเป็นภาพจิตรกรรมฝีพระหัตถ์ของ สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ในสมัยรัชกาลที่ 6 ส่วนชิ้นที่สองคือประติมากรรมพระพลบดีที่ปลายยอดอาคารสนามกีฬาแห่งชาติ ออกแบบและก่อสร้างในช่วงต้นทศวรรษ 2480 โดย ศิลป์ พีระศรี

แม้พระอินทร์ของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศฯ จะอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านทางศิลปะสู่ความเป็นสมัยใหม่ที่การเขียนภาพอนาโตมีของทั้งมนุษย์และสัตว์มีความถูกต้องตามความเป็นจริงมากขึ้นแล้ว แต่ร่างกายของพระอินทร์ก็ยังดูบอบบางและทิ้งร่องรอยของร่างกายเทวดาตามคติจารีตอยู่

ขณะที่พระอินทร์ของศิลป์ พีระศรี กลับเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อในทุกสัดส่วน แม้โดยรวมจะมีความสมจริงตามหลักอนาโตมี แต่ก็ดูจะเน้นให้ความสำคัญกับมัดกล้ามให้คมชัดมากกว่าปกติ หากเทียบกับร่างกายของมนุษย์จริงก็คงเป็นมนุษย์ที่ออกกำลังกายมาอย่างหนักและเล่นกล้ามตลอดเวลาไม่ต่างจากนักเพาะกาย

ศิลปะสองชิ้นนี้คือความเหมือนที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง แม้เราอาจจัดหมวดหมู่ทางศิลปะว่าอยู่ในนิยามกว้างๆ ร่วมกันได้ว่าเป็นศิลปะแนวเหมือนจริง (Realistic Art) แต่กลับถูกสร้างขึ้นภายใต้อุดมการณ์ทางศิลปะและการเมืองคนละชุด

ความแตกต่างเช่นนี้เองที่ผมคิดว่าอาจเป็นบริบทสำคัญที่ทำให้การเลือกใช้ชื่อ “พระพลบดี” มีความหมายทางการเมืองวัฒนธรรมในแบบใหม่

การสวมความหมายใหม่ให้พระอินทร์เช่นนี้ (แม้จะไม่ทิ้งพระอินทร์ในความหมายเดิม) จึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนผ่านทางรูปแบบศิลปกรรม แต่คือเครื่องมือโดยอ้อมของรัฐไทยที่เข้ามานำเสนอภาพของเทพที่สำคัญที่สุดองค์หนึ่งในวัฒนธรรมไทยในแบบใหม่ ให้กลายเป็น “เทพแห่งพละกำลัง” ที่สอดรับกับอุดมคติเรื่องการสร้างชาติ

ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนไปของร่างกายพระอินทร์เท่านั้น แม้แต่การนำเสนอร่างกายของช้างเอราวัณก็น่าสนใจไม่น้อยไปกว่ากัน ซึ่งประเด็นนี้เราจะมาพูดต่อในสัปดาห์หน้า



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“ลิณธิภรณ์” ดันท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ สู่ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ ชูอัตลักษณ์ดาราศาสตร์ เชื่อมคนทุกวัย
มือที่สามที่ไม่มีมือ
วิชาชีพสถาปนิก ในวิกฤตความชอบธรรม (1)
เชลยศึกสงครามลาว (53)
พระเครื่อง ของขลัง ผ้ายันต์ กับสงครามมหาเอเชียบูรพา (1)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (198)
E-DUANG | เส้นทาง ของ แถลงการณ์ คำพูด เส้นทาง ความจริง และ การไล่ล่า
“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน