พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ
พระพลบดีหลังปฏิวัติ 2475
กับร่างกายอุดมคติยุคสร้างชาติ (1)
สําหรับคนที่เคยไปสนามกีฬาแห่งชาติ (ศุภชลาศัย) คงคุ้นตากับประติมากรรมรูปเทวดาประทับอยู่บนคอช้าง 3 เศียร มือข้างหนึ่งถือวชิราวุธ อีกข้างถือพระขรรค์ ที่ประดับอยู่บนปลายยอดสุดทั้ง 2 ข้างของซุ้มประตูทางเข้าหลัก โดยไม่ต้องมีความรู้เรื่องประติมานวิทยาอะไรมาก ส่วนใหญ่คงเดาได้ว่าประติมากรรมชิ้นนี้คือรูป พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ
อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้อยู่ในแวดวงกีฬา ประติมากรรมดังกล่าวมีความหมายที่เฉพาะเจาะจงไปไกลมากกว่าแค่พระอินทร์ในความหมายทั่วไป แต่สิ่งนี้คือรูปของ “พระพลบดีทรงช้างเอราวัณ” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความหมายของพระอินทร์ที่ถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ของกรมพลศึกษา หลังจากที่มีการก่อตั้งหน่วยงานนี้ในปี พ.ศ.2476 โดยคำว่า “พล” แปลว่า “กำลัง” และคำว่า “บดี” แปลว่า “ผู้เป็นใหญ่” รวมความแล้วมีความหมายว่า “ผู้เป็นใหญ่แห่งกำลัง”
แม้ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าตราสัญลักษณ์นี้ประกาศใช้อย่างเป็นทางการเมื่อไร แต่จากราชกิจจานุเบกษา วันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ.2482 เรื่องการกำหนดเครื่องแบบนักเรียนของโรงเรียนพลศึกษากลาง ซึ่งได้ระบุการใช้เครื่องหมายติดหน้าอกของนักเรียนว่าเป็นแผ่นโลหะกลมสีทอง “…ภายในวงกลมมีรูปพระพลบดีนั่งบนช้างเอราวรรณ์…” ก็เป็นสิ่งยืนยันให้เห็นว่าสัญลักษณ์นี้ต้องถูกประกาศใช้มาแล้วก่อน พ.ศ.2482 และอาจจะใช้มาตั้งแต่แรกเริ่มก่อตั้งกรมพลศึกษาเลยก็ว่าได้

พระอินทร์ในวัฒนธรรมไทยมีชื่อเรียกมากมายที่สะท้อนความหมายที่ต่างกัน เช่น อมรินทร์ อินทรา โกสินทร์ สักกะ มัฆวาน สหัสสนัยน์ ฯลฯ แต่แทบไม่เคยถูกเรียกในชื่อว่า “พระพลบดี” เลย (จริงๆ อาจจะไม่มีเลยก็ได้) ไม่ว่าจะเป็นวรรณกรรมเรื่องไหนหรือแม้แต่รูปเคารพทั้งหลายก็ไม่ปรากฏหลักฐานของการใช้ชื่อนี้มาก่อน
แม้สังคมไทยจะรับรู้ว่าพระอินทร์คือผู้เป็นใหญ่แห่งดาวดึงส์และผู้นำในการรบกับเหล่าอสูร แต่ก็ไม่เคยเรียกชื่อท่านในความหมายของเทพแห่งพละกำลังมาก่อน ส่วนใหญ่ภาพของพระอินทร์จะเป็นเทพผู้ปกป้องพุทธศาสนา ช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก และเข้าไปมีบทบาทกับเรื่องราวในพุทธประวัติเสียมากกว่า
ยิ่งไปกว่านั้น หากพิจารณาข้ามพ้นบริบทของสังคมไทยไปยังวรรณกรรมและรูปเคารพในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งร่วมรากฐานวัฒนธรรมพุทธ-ฮินดูเฉกเช่นเดียวกัน ก็แทบไม่ปรากฏการขนานนามพระอินทร์ในลักษณะนี้เลยเช่นกัน
คำถามที่ทำให้สงสัยมานานก็คือ แล้วทำไมกรมพลศึกษาและสนามกีฬาแห่งชาติจึงเลือกที่จะใช้พระอินทร์ในความหมายของพระพลบดี
ชื่อนี้มาจากไหน มีความสำคัญอย่างไร
และมีความเกี่ยวข้องอะไรหรือไม่กับนโยบายของคณะราษฎรหลังการปฏิวัติ 2475

จากการพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญและตามไปค้นพจนานุกรมสันสกฤต ได้ความว่า “พลบดี” คงมิใช่การคิดขึ้นอย่างลอยๆ แต่เป็นคำที่มาจากภาษาสันสกฤตเดิมว่า “balapati” (?????) ที่มีความหมายว่า “เจ้าแห่งพละกำลัง” หรือ “หัวหน้ากองทัพ” แต่กระนั้นคำนี้ก็มิได้หมายถึงพระอินทร์อย่างเฉพาะเจาะจง (ดูใน Carl Cappeller, Sanskrit-English Dictionary)
แม้พจนานุกรมบางเล่ม เช่น The Practical Sanskrit-English Dictionary ของ V. S. Apte จะอธิบายว่า balapati เป็นสมญานามหนึ่งของพระอินทร์ได้เช่นกัน แต่เอาเข้าจริงแล้วก็ต้องถือไม่ใช่ชื่อเรียกหลัก เกิดขึ้นเป็นกรณีเฉพาะที่น้อยมากๆ
การเลือกใช้ชื่อ “พระพลบดี” ที่แทบไม่มีใครรับรู้เลยในสังคมไทยจึงเป็นคำถามที่น่าสนใจ และผมอยากเสนอว่า การเลือกนี้มีความเกี่ยวข้องไม่มากก็น้อยกับนโยบายสร้างร่างกายในอุดมคติของพลเมืองไทยในสมัยสร้างชาติ
ในงานศึกษาของ ก้องสกล กวินรวีกุล เรื่อง “การสร้างร่างกายพลเมืองไทยในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม พ.ศ.2481-2487” แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าในรัฐบาลยุค จอมพล ป.พิบูลสงคราม สนใจการเพิ่มประชากรของรัฐ และสร้างร่างกายทั้งชายหญิงให้ดูบึกบึนแข็งแรงแบบนักรบ เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาชาติ ดังนั้น การกีฬาและการออกกำลังกายคือภารกิจสำคัญที่ต้องรณรงค์ให้คนไทยใส่ใจและปฏิบัติกันอย่างเป็นกิจวัตรประจำวัน
เอาเข้าจริง แนวคิดดังกล่าวไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในสมัยจอมพล ป. หากเริ่มปรากฏตั้งแต่รัฐบาลพระยาพหลพลพยุหเสนาแล้วผ่านการตั้งกรมพลศึกษา การขยายการเรียนพลศึกษา และแนวคิดการสร้างสนามกีฬาแห่งชาติ แม้ว่าจะยังไม่เข้มข้นมากเท่ายุครัฐนิยมก็ตาม
นอกจากนี้ ในงานของผมชิ้นหนึ่งเรื่อง “ศิลปะคณะราษฎร” ยังได้เสนอว่า ร่างกายที่แข็งแรงเต็มไปด้วยมัดกล้ามนั้น ถูกรัฐบาลในระบอบใหม่อธิบายว่าเป็นร่างกายของพลเมืองที่ขยันขันแข็งช่วยกันพัฒนาประเทศ และใช้เป็นสัญญะต่อต้านร่างกายแบบอรชรอ้อนแอ้นอันเป็นอุดมคติเดิมของสังคมไทยแบบจารีตที่มักมองว่าเป็นร่างกายของผู้มีบุญ
หลวงวิจิตรวาทการ และจอมพล ป.มองว่า ร่างกายบอบบางในแบบที่แทบจะเดินไม่ไหวดังกล่าวสะท้อนแนวคิดที่ผิดพลาดของระบอบเก่า และจำเป็นต้องยกเลิกให้สิ้น (ดูเพิ่มในหนังสือ “มนุสสปฏิวัติ” โดย หลวงวิจิตรวาทการ)
ดังนั้น ในอีกด้านหนึ่ง การออกกำลังกายเพื่อสร้างร่างกายที่บึกบึนแข็งแรงจึงสะท้อนความหมายโดยนัยของการปฏิวัติในมิติทางวัฒนธรรมและเป็นการต่อต้านค่านิยมแบบจารีตที่ไม่ดีในสายตาของระบอบใหม่ด้วยในอีกทางหนึ่ง
ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้จึงทำให้กรมพลศึกษาถูกก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ.2476 หรือเพียงแค่หนึ่งปีครึ่งหลังการปฏิวัติ และต้องมอบหมายให้ หลวงศุภชลาศัย แกนนำคนสำคัญของคณะราษฎรเข้ามาดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อทำหน้าที่ผลิตสร้างร่างกายในอุดมคติใหม่ให้แก่รัฐไทยและ “สร้างไทยมหาอำนาจด้วยสุขภาพแผนใหม่” (คำโปรยของหนังสือพิมพ์ศรีกรุง ฉบับวันที่ 3 พฤศจิกายน 2484)
จากที่กล่าวมา เราน่าจะเริ่มเข้าใจได้แล้วว่า ทำไม “พระอินทร์” ในความหมายของ “พระพลบดี” ผู้เป็นเจ้าแห่งพละกำลัง ซึ่งแทบไม่มีใครรู้จักหรือสนใจมาก่อนจึงได้รับความสำคัญและถูกเลือกให้เป็นตราสัญลักษณ์ประจำกรมพลศึกษา
นอกจากนี้ ผมอยากชวนคิดเล่นๆ ต่อไปว่า สิ่งนี้อาจเป็นเสมือนความพยายามตีความพระอินทร์ใหม่ จากในสังคมจารีต ที่เป็นภาพแทนสถาบันกษัตริย์ (เช่นเดียวกับพระรามหรือพระนารายณ์) และตัวแทนความเชื่อเรื่องผู้มีบุญที่สะท้อนผ่านสัญลักษณ์ของร่างกายแบบหนึ่ง ให้กลายเป็นพระอินทร์ในระบอบใหม่หลังปฏิวัติ โดยแสดงออกผ่านชื่อใหม่ (ที่ไปขุดค้นขึ้นมาจากรากศัพท์สันสกฤตเก่าแก่)
ในฐานะเทพแห่งพละกำลังและอุดมคติของร่างกายในอีกรูปแบบหนึ่ง
เพื่อช่วยให้เข้าใจง่ายขึ้น เราอาจมองเทียบผ่านงานศิลปะรูปพระอินทร์สองชิ้นที่สร้างขึ้นในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์กับยุคหลังปฏิวัติ 2475 ชิ้นแรกเป็นภาพจิตรกรรมฝีพระหัตถ์ของ สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ในสมัยรัชกาลที่ 6 ส่วนชิ้นที่สองคือประติมากรรมพระพลบดีที่ปลายยอดอาคารสนามกีฬาแห่งชาติ ออกแบบและก่อสร้างในช่วงต้นทศวรรษ 2480 โดย ศิลป์ พีระศรี
แม้พระอินทร์ของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศฯ จะอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านทางศิลปะสู่ความเป็นสมัยใหม่ที่การเขียนภาพอนาโตมีของทั้งมนุษย์และสัตว์มีความถูกต้องตามความเป็นจริงมากขึ้นแล้ว แต่ร่างกายของพระอินทร์ก็ยังดูบอบบางและทิ้งร่องรอยของร่างกายเทวดาตามคติจารีตอยู่
ขณะที่พระอินทร์ของศิลป์ พีระศรี กลับเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อในทุกสัดส่วน แม้โดยรวมจะมีความสมจริงตามหลักอนาโตมี แต่ก็ดูจะเน้นให้ความสำคัญกับมัดกล้ามให้คมชัดมากกว่าปกติ หากเทียบกับร่างกายของมนุษย์จริงก็คงเป็นมนุษย์ที่ออกกำลังกายมาอย่างหนักและเล่นกล้ามตลอดเวลาไม่ต่างจากนักเพาะกาย
ศิลปะสองชิ้นนี้คือความเหมือนที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง แม้เราอาจจัดหมวดหมู่ทางศิลปะว่าอยู่ในนิยามกว้างๆ ร่วมกันได้ว่าเป็นศิลปะแนวเหมือนจริง (Realistic Art) แต่กลับถูกสร้างขึ้นภายใต้อุดมการณ์ทางศิลปะและการเมืองคนละชุด
ความแตกต่างเช่นนี้เองที่ผมคิดว่าอาจเป็นบริบทสำคัญที่ทำให้การเลือกใช้ชื่อ “พระพลบดี” มีความหมายทางการเมืองวัฒนธรรมในแบบใหม่
การสวมความหมายใหม่ให้พระอินทร์เช่นนี้ (แม้จะไม่ทิ้งพระอินทร์ในความหมายเดิม) จึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนผ่านทางรูปแบบศิลปกรรม แต่คือเครื่องมือโดยอ้อมของรัฐไทยที่เข้ามานำเสนอภาพของเทพที่สำคัญที่สุดองค์หนึ่งในวัฒนธรรมไทยในแบบใหม่ ให้กลายเป็น “เทพแห่งพละกำลัง” ที่สอดรับกับอุดมคติเรื่องการสร้างชาติ
ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนไปของร่างกายพระอินทร์เท่านั้น แม้แต่การนำเสนอร่างกายของช้างเอราวัณก็น่าสนใจไม่น้อยไปกว่ากัน ซึ่งประเด็นนี้เราจะมาพูดต่อในสัปดาห์หน้า
