สุจิตต์ วงษ์เทศ เขียน “คืนสู่ครรภ์มารดา โลกหลังความตาย” ใน มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับนี้ (หน้า 70)

โดยย้อนถึง โลกหลังความตายของคนเมื่อหลายพันปีก่อน

ยุคนั้นคนในไทยและอุษาคเนย์ มีความเชื่อเกี่ยวกับเกิด-ตาย อย่างเดียวกัน

เกิด เมื่อคนคลอดจากครรภ์มารดา

คือการตายของคนนั้นจากท้องแม่ไปอยู่ใน “โลกของคน”

ตาย เมื่อคนตาย ส่วนขวัญไม่ตาย ไปอยู่ใน “โลกของผี” แล้วคืนสู่ครรภ์มารดา

คือการเกิดใหม่อีกครั้งในท้องแม่

ท้องแม่ ที่คนโบราณเชื่อตามเรื่องเล่าเก่าแก่ว่าคนเกิดจาก “น้ำเต้า”

เหตุจากรูปร่างของผลน้ำเต้าเหมือนท้องของแม่

ดังนั้น เมื่อคนตายไปจึงเอากระดูกศพใส่ภาชนะดินเผารูปน้ำเต้าแล้วฝังดิน

เสมือนคนที่ตายแล้วคืนสู่ครรภ์มารดา

นํ้าเต้ามีรูปทรง 2 อย่าง คือทรงกลมและทรงยาว

เป็นเหตุให้คนเมื่อหลายพันปีมาแล้วทำภาชนะดินเผา 2 แบบ คือทรงกลมและทรงยาว

ภาชนะดินเผาก้นกลม เรียก “หม้อดิน”

พบมากที่สุดตามแหล่งโบราณคดี และใช้สืบเนื่องจนปัจจุบัน ที่ชาวบ้านใส่อัฐิคนตายแล้วห่อด้วยผ้าขาวเอาไปฝากศาลาวัดไว้สำหรับทำบุญชักบังสุกุล

ภาชนะดินเผาทรงยาว (เหมือนน้ำเต้าทรงยาว) นักโบราณคดีเรียก “แค็ปซูล” ใส่กระดูกคนตายฝังดิน (ไม่พบทั่วไป)

พบมากบริเวณทุ่งกุลาร้องไห้ (ลุ่มน้ำมูล)

ภาชนะดินเผา “แค็ปซูล” เหมือนน้ำเต้าทรงยาวนี้

ในเวลาต่อมา “พัฒนาการ” สู่โกศ (บรรจุอัฐิ) ของคนปัจจุบัน

เมื่อกล่าวถึง “พัฒนาการ”

ที่หน้า 66-67 “พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร” สนทนา ผศ.ดร.นนทพร อยู่มั่งมี

ถึงพัฒนาการ “ธรรมเนียมพระบรมศพ” จากโบราณกาลสู่ยุคร่วมสมัย อย่างน่าสนใจ

โดย ผศ.ดร.นนทพรมองว่า แม้งานพระบรมศพ จะเป็นการงาน “โศก”

แต่เป็นความ “โศก” ที่แฝงด้วยความงดงามด้วย

ความงดงามหนึ่งคือ การผสมผสานกันระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ

ทั้งนี้ระบบราชการเมื่อครั้งโบราณสมัย มีการรับขุนนางในชาติพันธุ์ต่างๆ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบศักดินา

มีขุนนางจีน ขุนนางแขก ขุนนางฝรั่ง

การที่มีกลุ่มคนต่างๆ ผสมผสานนี้เอง ทำให้สังคมบ้านเรา เปิดกว้างต่อการรับวัฒนธรรมที่หลากหลาย

และเลือกส่วนที่เหมาะสมและดีงามเข้ามาใช้

ธรรมเนียมพระศพก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัด

เช่น การบำเพ็ญพระราชกุศลสัตตมวาร คือ การสวดครบ 7 วัน

มาจากธรรมเนียมการทำกงเต๊กของพระญวน โดยเริ่มในรัชกาลที่ 5 เมื่อครั้งงานพระศพสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ฯ เมื่อ พ.ศ.2423 ข้อมูลตรงนี้ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเขียนบอกไว้

ส่วนธรรมเนียมกงเต๊กในงานพระบรมศพ

เริ่มมีมาตั้งแต่งานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงมีพระสหายเป็นเจ้าสัวเป็นจำนวนมาก

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อาจทรงอยากให้บรรดาพระสหายเหล่านั้นมีส่วนร่วมในงานพระบรมศพด้วย

จึงนำธรรมเนียมนี้เข้ามา เพราะกงเต๊กเป็นเรื่องของการแสดงความกตัญญู ไม่ว่าจะจากลูกต่อพ่อแม่ หรือบรรดาข้าทาสบริวารต่อเจ้านาย

อีกอย่างหนึ่งที่เรารับมา เป็นธรรมเนียมฝรั่ง คือการยิงสลุต

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงจบการศึกษาจากประเทศอังกฤษ

ทรงรับธรรมเนียมแบบอังกฤษเข้ามา เช่น การยิงสลุตแสดงความเคารพแบบตะวันตก การใช้กองทหารแต่งตัวแบบฝรั่ง และการใช้กองเกียรติยศในงานพระบรมศพ

ซึ่งพระองค์มีพระประสงค์จะทำให้พระบรมราชชนกด้วย

ในงานพระบรมศพรัชกาลที่ 5 จึงมีการยิงสลุตด้วย และกระทำสืบต่อมาจนปัจจุบัน

ธรรมเนียมพระบรมศพและพระศพเจ้านาย ยังมีแง่มุมอีกมากมาย

แน่นอนว่า นักวิชาการหลายๆ คนได้ศึกษาเพิ่มเติม

ทำให้เรื่องไม่จำกัดเฉพาะตัวของพิธีการ

แต่แตกแขนงไปในประเด็นต่างๆ

เช่น มองในเชิงศิลปะมากขึ้น

มองในเรื่องการเปลี่ยนแปลง

มองการเชื่อมโยงระหว่างพิธีกรรมของราชสำนักกับความเชื่อในอุษาคเนย์

ส่งผลให้ “ธรรมเนียมพระบรมศพ” เกี่ยวพันกับ “ความรู้” ต่างๆ

สมควรน้อมนำ ศึกษา-เรียนรู้



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

การเลือกตั้งกลางเทอมอเมริกัน | สุรชาติ บำรุงสุข
ภาวะผู้นำแบบพ่อมด Oz
520 วันบันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (27)
Songs in the Key of Life : แด่นายดำ นามสกุลเรย์
การปฏิวัติวัฒนธรรมจีน ภาพสะท้อน จากวรรณกรรมร่วมสมัย ‘กี่เพ้า’
เสียงคุณภาพต่ำ กับความชอกช้ำใจสูง
การอ่านหนังสือในวันที่มี AI
มหกรรมหนังสือฯ หลังวิกฤตท่วม ‘คนยังมาวันละแสน’ ณัฐกร วุฒิชัยพรกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ พอใจแต่ห่วงอนาคต
‘ไตรภพ’ เปิดปัญหาสังคมไทย ‘3 ความอ่อนแอ’ ที่เรายังแก้ไม่ตก!
เดิมพันกลาโหม ‘ร้อยเอก’ วัดพลัง ‘พลโท’ แกะรอยสัมพันธ์ ‘บิ๊กดุลย์’ น้องเทพ ตัวจริง ผนึก แผง ตท.26 จับตา รบพิเศษ ส่ง ‘บิ๊กเต้-รองเอิร์ธ’ จ่อ ทบ.1
E-DUANG | “หวอด”การเมืองจาก ภาคใต้ กระดานหก แยกคอนางหงส์
รมช.เกษตร ยัน ประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์ ไม่จำเป็นต้องกักตุนอาหารตามต่างประเทศ