ยุทธการแดงเดือด
เมษา พฤษภา 2553
มุมมอง 10 เมษา 2553
มุมมอง วาสนา นาน่วม
วาสนา นาน่วม เขียน “ลับ ลวง เลือด” ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มติชนเมื่อเดือนกันยายน 2553 จากเดือนเมษายนถึงเดือนกันยายน มีความเป็นไปได้ที่จะผ่านการคั้นและกรองข้อมูลที่ได้มาเป็นอย่างดี
เห็นได้จากการแสดงความรู้สึกผ่าน “The Winner Write the History” อันเป็น “เสมือนบทกล่าวนำ” ที่ว่า
ผู้ชนะเป็นผู้เขียนประวัติศาสตร์
จะเขียนอย่างไรก็ได้ เพื่อสร้างความชอบธรรมให้สิ่งที่ตนเองได้กระทำลงไป จะเขียนอย่างไรก็ได้ เพื่อโยนบาปให้ผู้พ่ายแพ้หรือผู้ตาย
จะเขียนอย่างไรก็ได้ เพื่อแก้ตัวต่อความผิดพลาดที่ได้อุบัติขึ้น
จะเขียนอย่างไรก็ได้ เพื่อให้ตนเองดีเลิศประเสริฐศรี แสนดี สุภาพบุรุษ” ขณะเดียวกัน ก็ยืนยันในอีกบรรทัดหนึ่งต่อมาด้วย
“แต่ฉันไม่ใช่ผู้ชนะ และก็ไม่ใช่ผู้พ่ายแพ้”
“หากแต่เป็นผู้ที่รังเกียจการเมืองและการแย่งชิงอำนาจ รังเกียจนักการเมืองที่เอาชีวิตของประชาชนมาเป็นเครื่องมือ รังเกียจทหารที่เห็นชีวิตประชาชนบ้านนอกยากจนเป็นผักปลา
“รังเกียจผู้ครองอำนาจที่ยอมใช้ทุกวิถีทาง ทั้งเหนือเมฆและบนดิน เพื่อที่จะรักษาอำนาจให้คงอยู่แบบอมตะถาวรนิรันดร์กาล
“อย่างเผด็จการที่ปิดปากผู้ทักท้วงตรวจสอบ”
บทบาทของ วาสนา นาน่วม เมื่อเขียน “ลับ ลวง เลือด” ในฐานะที่เป็นประวัติศาสตร์สีเลือด เชือด “แดง” ปฏิบัติการกระชับอำนาจด้วย “กระสุนจริง”
จึงเป็นบทบาทที่มิอาจมองข้าม
“ฉันจึงเป็นผู้ที่ช่วยเขียนประวัติศาสตร์ในอีกด้านหนึ่งที่แตกต่างไปจากเจตนาและสายตาของผู้ชนะ เป็นประวัติศาสตร์ในอีกด้านหนึ่งมุมหนึ่ง ที่แตกต่างไปจากความคิดและความรู้สึกของผู้ปราชัย”
นั่นก็คือ
“อาจเป็นประวัติศาสตร์ที่สวนทางกับประวัติศาสตร์หรือความปรารถนาของผู้ชนะ ทว่า ก็ไม่ได้เป็นประวัติศาสตร์ของผู้พ่ายแพ้ แต่เป็นประวัติศาสตร์ที่ทั้งผู้มีชัยและผู้ปราชัยอาจไม่เคยรับรู้
และคาดไม่ถึงว่า คนอื่นจะล่วงรู้ความลับนี้”
หากศึกษาผ่านแต่ละบทของ “ลับ ลวง เลือด” วาสนา นาน่วม ให้ความสนใจกับสถานการณ์ “แยกคอกวัว” เป็นอย่างสูง
ไม่ว่าจะเป็น “บูรพาแมวเหมียว” ไม่ว่าจะเป็น “ดาว์พงษ์” กับรอยแผลที่ “คอกวัว”
ทุกอย่างล้วนดำเนินไปเหมือนกับเป็นบทสรุปอันแสดงให้เห็นความสัมพันธ์กันที่กำหนดไว้ในเบื้องต้น
นั่นคือ “9 เมษายน สู่ 10 เมษายน และ 19 พฤษภาคม”
“สงกรานต์ปี 2552 เป็นบทเรียนของแกนนำ นปช.ในการกลับมาต่อสู้เพื่อไม่ให้พ่ายแพ้ซ้ำสอง” คือพารากราฟแรกของบทความ
“ในมุมของสายฮาร์ดคอร์มองว่า คนเสื้อแดงแพ้เพราะไม่มีกองกำลังป้องกันตัวเอง ไม่มีกองทัพปกป้องคนเสื้อแดง เมื่อถูกทหารปราบปรามปล่อยให้ทหารลั่นกระสุนอยู่ฝ่ายเดียว”
ความเห็นของวาสนา นาน่วม ต่อมุมมองนี้คือ
“แค่คิดก็ผิดแล้วเพราะนั่นหมายถึงการทำสงครามย่อมๆ กับทหาร กับกองทัพที่มีทั้งกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์ แล้วมีที่ไหนที่กองกำลังติดอาวุธจะไปสู้กับทหารทั้งกองทัพได้
ต่อให้ผู้นำทหารจะเป็นนักกอล์ฟมากกว่านักรบ หรือต่อให้ทหารสายสีแดงจะผ่านมาหลายสมรภูมิก็ตามแต่ไม้ซีกหรือจะไปงัดไม้ซุง
คนเสื้อแดงก็มีแต่ตายกับตายเท่านั้น”
ในความเห็นของ วาสนา นาน่วม ความรับรู้ของฝ่ายรัฐบาลและกองทัพ คือ คนเสื้อแดงมีกองกำลังติดอาวุธ
มีทหารและตำรวจเป็นกุนซือ
จึงทำให้ประเมินศักยภาพสูงเทียบเท่ากองทัพเลยทีเดียว ทำให้การวางแผนของ ศอฉ.วางสเกลไว้ใหญ่ราวทำสงครามกับคนต่างชาติต่างพันธุ์ต่างภาษา
กับอริราชศัตรูด้วยการใช้กระสุนจริงยิงอย่างเดียว
หากจะกล่าวว่าเหตุการณ์ในวันที่ 10 เมษายน 2553 นั้น ฝ่ายทหารไม่ได้คิดจะใช้ความรุนแรง หรือใช้อาวุธ
ก็คงไม่ถูกต้องนัก
เพราะศักดิ์ศรีที่เสียไปจากเหตุการณ์ที่ “ไทยคม” เมื่อวันที่ 9 เมษายน ทำให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี รวมทั้งนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ ผอ.ศอฉ.และ 3 ป. พี่น้องแห่งบูรพาพยัคฆ์
ไฟเขียวให้ “ใช้อาวุธได้เท่าที่จำเป็น”
แต่คำสั่งของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ค่อนข้างทำให้ขุนทหารช็อกพอสมควร เพราะไม่คิดว่านายกรัฐมนตรีหนุ่มน้อยจะหาญกล้าสั่งให้ทหารสลายการชุมนุม แต่ที่เป็นปัญหาคือ
มาสั่งการแบบจวนตัวเอาเช้าวันที่ 10 เมษายนนั่นเลย
เมื่อด้านของรัฐบาลและด้านของกองทัพเป็นเช่นนี้การเผชิญกับ “ชายชุดดำ” จึงยิ่งตอกย้ำความสงสัย
บทว่าด้วย “นักรบปีศาจ” จึงเป็นทั้ง “คำถาม” และพยายามให้ “คำตอบ”
วาสนา นาน่วม เริ่มบทด้วยประโยค ทั้งๆ ที่รู้ดีว่ามี “กองกำลังไม่ทราบฝ่าย” คอยช่วยเหลือคนเสื้อแดงอยู่ และรู้ดีด้วยว่า “กองกำลังไม่ทราบฝ่าย” นั้นคือใคร กลุ่มไหน
แต่ “เต้น” ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ หนึ่งในแกนนำสามเกลอแห่ง นปช.
ก็ยังอดแปลกใจไม่ได้ที่หลังเหตุการณ์ 10 เมษายน ที่สี่แยกคอกวัวอันเสมือนเป็นชัยชนะของคนเสื้อแดงที่มีเหนือฝ่ายทหารแล้วนั้น ได้มีโทรศัพท์ไม่โชว์หมายเลขเข้ามายังโทรศัพท์มือถือของเขาจำนวน 2 ครั้ง
ครั้งแรกหลังวันที่ 10 เมษายนไม่กี่วัน ส่วนอีกครั้งราวต้นเดือนพฤษภาคม
“ผมได้รับโทรศัพท์ลึกลับจากบุคคลลึกลับที่โทร.เข้ามาแต่ไม่โชว์เบอร์ ผมรับสาย เสียงเขาบอกว่า
“สวัสดีน้อง น้องไม่ต้องรู้ว่าพี่เป็นใคร”
แต่เขาบอกผมว่า “ไม่ต้องกลัวนะ ถ้าทหารจะทำร้ายคนเสื้อแดงพวกพี่จะคอยช่วยเหลือเองเพราะพวกพี่ก็บูรพาพยัคฆ์เหมือนกัน แต่เป็นบูรพาพยัคฆ์ฝ่ายประชาชน”
นายณัฐวุฒิเผย
นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาเองเกิดความกังขาว่า ชายลึกลับเจ้าของเสียงเข้มนั้นเป็นใคร แล้วถ้าเป็นจริง ก็ย่อมแสดงว่าในหมู่บูรพาพยัคฆ์ก็เกิดความแตกแยกแบ่งฝ่าย
“ผมก็ไม่มั่นใจนะว่า เสธ.เปา พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม รองเสธ.พล.ร.2 รอ.ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ที่ถนนดินสอนั้นเสียชีวิตคาที่หรือเปล่า เพราะอะไร เพราะเอ็ม 79 หรือว่ามีใครยิงซ้ำอีกที” ณัฐวุฒิกล่าว
ประเด็นนี้ได้กลายเป็นข่าวลือที่สะพัดไปทั่วว่าเป็นการ “ชี้เป้า” และมีการ “ซ้ำ” ยิงด้วยอาวุธปืนซ้ำอีกครั้งจนเสียชีวิต
