bg-single

เมษา พฤษภา 2553 มุมมอง 10 เมษา 2553 มุมมอง วาสนา นาน่วม

25.11.2025

ยุทธการแดงเดือด

เมษา พฤษภา 2553

มุมมอง 10 เมษา 2553

มุมมอง วาสนา นาน่วม

วาสนา นาน่วม เขียน “ลับ ลวง เลือด” ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มติชนเมื่อเดือนกันยายน 2553 จากเดือนเมษายนถึงเดือนกันยายน มีความเป็นไปได้ที่จะผ่านการคั้นและกรองข้อมูลที่ได้มาเป็นอย่างดี

เห็นได้จากการแสดงความรู้สึกผ่าน “The Winner Write the History” อันเป็น “เสมือนบทกล่าวนำ” ที่ว่า

ผู้ชนะเป็นผู้เขียนประวัติศาสตร์

จะเขียนอย่างไรก็ได้ เพื่อสร้างความชอบธรรมให้สิ่งที่ตนเองได้กระทำลงไป จะเขียนอย่างไรก็ได้ เพื่อโยนบาปให้ผู้พ่ายแพ้หรือผู้ตาย

จะเขียนอย่างไรก็ได้ เพื่อแก้ตัวต่อความผิดพลาดที่ได้อุบัติขึ้น

จะเขียนอย่างไรก็ได้ เพื่อให้ตนเองดีเลิศประเสริฐศรี แสนดี สุภาพบุรุษ” ขณะเดียวกัน ก็ยืนยันในอีกบรรทัดหนึ่งต่อมาด้วย

“แต่ฉันไม่ใช่ผู้ชนะ และก็ไม่ใช่ผู้พ่ายแพ้”

“หากแต่เป็นผู้ที่รังเกียจการเมืองและการแย่งชิงอำนาจ รังเกียจนักการเมืองที่เอาชีวิตของประชาชนมาเป็นเครื่องมือ รังเกียจทหารที่เห็นชีวิตประชาชนบ้านนอกยากจนเป็นผักปลา

“รังเกียจผู้ครองอำนาจที่ยอมใช้ทุกวิถีทาง ทั้งเหนือเมฆและบนดิน เพื่อที่จะรักษาอำนาจให้คงอยู่แบบอมตะถาวรนิรันดร์กาล

“อย่างเผด็จการที่ปิดปากผู้ทักท้วงตรวจสอบ”

บทบาทของ วาสนา นาน่วม เมื่อเขียน “ลับ ลวง เลือด” ในฐานะที่เป็นประวัติศาสตร์สีเลือด เชือด “แดง” ปฏิบัติการกระชับอำนาจด้วย “กระสุนจริง”

จึงเป็นบทบาทที่มิอาจมองข้าม

“ฉันจึงเป็นผู้ที่ช่วยเขียนประวัติศาสตร์ในอีกด้านหนึ่งที่แตกต่างไปจากเจตนาและสายตาของผู้ชนะ เป็นประวัติศาสตร์ในอีกด้านหนึ่งมุมหนึ่ง ที่แตกต่างไปจากความคิดและความรู้สึกของผู้ปราชัย”

นั่นก็คือ

“อาจเป็นประวัติศาสตร์ที่สวนทางกับประวัติศาสตร์หรือความปรารถนาของผู้ชนะ ทว่า ก็ไม่ได้เป็นประวัติศาสตร์ของผู้พ่ายแพ้ แต่เป็นประวัติศาสตร์ที่ทั้งผู้มีชัยและผู้ปราชัยอาจไม่เคยรับรู้

และคาดไม่ถึงว่า คนอื่นจะล่วงรู้ความลับนี้”

หากศึกษาผ่านแต่ละบทของ “ลับ ลวง เลือด” วาสนา นาน่วม ให้ความสนใจกับสถานการณ์ “แยกคอกวัว” เป็นอย่างสูง

ไม่ว่าจะเป็น “บูรพาแมวเหมียว” ไม่ว่าจะเป็น “ดาว์พงษ์” กับรอยแผลที่ “คอกวัว”

ทุกอย่างล้วนดำเนินไปเหมือนกับเป็นบทสรุปอันแสดงให้เห็นความสัมพันธ์กันที่กำหนดไว้ในเบื้องต้น

นั่นคือ “9 เมษายน สู่ 10 เมษายน และ 19 พฤษภาคม”

“สงกรานต์ปี 2552 เป็นบทเรียนของแกนนำ นปช.ในการกลับมาต่อสู้เพื่อไม่ให้พ่ายแพ้ซ้ำสอง” คือพารากราฟแรกของบทความ

“ในมุมของสายฮาร์ดคอร์มองว่า คนเสื้อแดงแพ้เพราะไม่มีกองกำลังป้องกันตัวเอง ไม่มีกองทัพปกป้องคนเสื้อแดง เมื่อถูกทหารปราบปรามปล่อยให้ทหารลั่นกระสุนอยู่ฝ่ายเดียว”

ความเห็นของวาสนา นาน่วม ต่อมุมมองนี้คือ

“แค่คิดก็ผิดแล้วเพราะนั่นหมายถึงการทำสงครามย่อมๆ กับทหาร กับกองทัพที่มีทั้งกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์ แล้วมีที่ไหนที่กองกำลังติดอาวุธจะไปสู้กับทหารทั้งกองทัพได้

ต่อให้ผู้นำทหารจะเป็นนักกอล์ฟมากกว่านักรบ หรือต่อให้ทหารสายสีแดงจะผ่านมาหลายสมรภูมิก็ตามแต่ไม้ซีกหรือจะไปงัดไม้ซุง

คนเสื้อแดงก็มีแต่ตายกับตายเท่านั้น”

ในความเห็นของ วาสนา นาน่วม ความรับรู้ของฝ่ายรัฐบาลและกองทัพ คือ คนเสื้อแดงมีกองกำลังติดอาวุธ

มีทหารและตำรวจเป็นกุนซือ

จึงทำให้ประเมินศักยภาพสูงเทียบเท่ากองทัพเลยทีเดียว ทำให้การวางแผนของ ศอฉ.วางสเกลไว้ใหญ่ราวทำสงครามกับคนต่างชาติต่างพันธุ์ต่างภาษา

กับอริราชศัตรูด้วยการใช้กระสุนจริงยิงอย่างเดียว

หากจะกล่าวว่าเหตุการณ์ในวันที่ 10 เมษายน 2553 นั้น ฝ่ายทหารไม่ได้คิดจะใช้ความรุนแรง หรือใช้อาวุธ

ก็คงไม่ถูกต้องนัก

เพราะศักดิ์ศรีที่เสียไปจากเหตุการณ์ที่ “ไทยคม” เมื่อวันที่ 9 เมษายน ทำให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี รวมทั้งนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ ผอ.ศอฉ.และ 3 ป. พี่น้องแห่งบูรพาพยัคฆ์

ไฟเขียวให้ “ใช้อาวุธได้เท่าที่จำเป็น”

แต่คำสั่งของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ค่อนข้างทำให้ขุนทหารช็อกพอสมควร เพราะไม่คิดว่านายกรัฐมนตรีหนุ่มน้อยจะหาญกล้าสั่งให้ทหารสลายการชุมนุม แต่ที่เป็นปัญหาคือ

มาสั่งการแบบจวนตัวเอาเช้าวันที่ 10 เมษายนนั่นเลย

เมื่อด้านของรัฐบาลและด้านของกองทัพเป็นเช่นนี้การเผชิญกับ “ชายชุดดำ” จึงยิ่งตอกย้ำความสงสัย

บทว่าด้วย “นักรบปีศาจ” จึงเป็นทั้ง “คำถาม” และพยายามให้ “คำตอบ”

วาสนา นาน่วม เริ่มบทด้วยประโยค ทั้งๆ ที่รู้ดีว่ามี “กองกำลังไม่ทราบฝ่าย” คอยช่วยเหลือคนเสื้อแดงอยู่ และรู้ดีด้วยว่า “กองกำลังไม่ทราบฝ่าย” นั้นคือใคร กลุ่มไหน

แต่ “เต้น” ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ หนึ่งในแกนนำสามเกลอแห่ง นปช.

ก็ยังอดแปลกใจไม่ได้ที่หลังเหตุการณ์ 10 เมษายน ที่สี่แยกคอกวัวอันเสมือนเป็นชัยชนะของคนเสื้อแดงที่มีเหนือฝ่ายทหารแล้วนั้น ได้มีโทรศัพท์ไม่โชว์หมายเลขเข้ามายังโทรศัพท์มือถือของเขาจำนวน 2 ครั้ง

ครั้งแรกหลังวันที่ 10 เมษายนไม่กี่วัน ส่วนอีกครั้งราวต้นเดือนพฤษภาคม

“ผมได้รับโทรศัพท์ลึกลับจากบุคคลลึกลับที่โทร.เข้ามาแต่ไม่โชว์เบอร์ ผมรับสาย เสียงเขาบอกว่า

“สวัสดีน้อง น้องไม่ต้องรู้ว่าพี่เป็นใคร”

แต่เขาบอกผมว่า “ไม่ต้องกลัวนะ ถ้าทหารจะทำร้ายคนเสื้อแดงพวกพี่จะคอยช่วยเหลือเองเพราะพวกพี่ก็บูรพาพยัคฆ์เหมือนกัน แต่เป็นบูรพาพยัคฆ์ฝ่ายประชาชน”

นายณัฐวุฒิเผย

นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาเองเกิดความกังขาว่า ชายลึกลับเจ้าของเสียงเข้มนั้นเป็นใคร แล้วถ้าเป็นจริง ก็ย่อมแสดงว่าในหมู่บูรพาพยัคฆ์ก็เกิดความแตกแยกแบ่งฝ่าย

“ผมก็ไม่มั่นใจนะว่า เสธ.เปา พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม รองเสธ.พล.ร.2 รอ.ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ที่ถนนดินสอนั้นเสียชีวิตคาที่หรือเปล่า เพราะอะไร เพราะเอ็ม 79 หรือว่ามีใครยิงซ้ำอีกที” ณัฐวุฒิกล่าว

ประเด็นนี้ได้กลายเป็นข่าวลือที่สะพัดไปทั่วว่าเป็นการ “ชี้เป้า” และมีการ “ซ้ำ” ยิงด้วยอาวุธปืนซ้ำอีกครั้งจนเสียชีวิต



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | การเมือง แห่ง ความหวานชื่น ในยุค ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย
เปลี่ยนสนามรบ เป็นสนามการค้า หรือเปลี่ยนสนามการค้า เป็นสนามรบ!
ความคิด สำนวน กระบวนการ ‘หนังสือพิมพ์’ ก่อนมิถุนายน 2475
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (186)
อดีตผู้ต้องหาอาชญากรสงครามรำพึง : พระสารสาสน์ฯ กับความคิดสันติภาพ (24)
โรงพยาบาลอานันทมหิดล (1) สถาปัตยกรรมประจำรัชกาลที่ 8 และโรงเรียนแพทย์แห่งที่สองของไทย
เชลยศึกสงครามลาว (41)
E-DUANG | รุก และ รับ ทาง การเมือง จาก กรณี “ฮั้ว-โกง” ส.ว.
อาศิรวาท
รศ.ดร.ปิติ เปิดร่างข้อเสนอกฎหมาย-นโยบาย เจรจาแก้ไขยุติสัญญาซื้อขายไฟฟ้า
พินิจนัย 2 ท่าที ปมน้ำปนเปื้อนสารโลหะหนักข้ามแดน ผ่านถ้อยแถลง ของ ‘จีน’ และ ‘ประชาสังคมไทย’
World Cup 2026 ขับเคลื่อนด้วย AI