| สุจิตต์ วงษ์เทศ
เล่นว่าวในวัง
โล้ชิงช้าในเมือง
เดือนอ้าย (พฤศจิกายน-ธันวาคม) เป็นช่วงเวลาเก็บเกี่ยว คือเกี่ยวข้าว
ก่อนเก็บเกี่ยว ชาวไร่ชาวนาสมัยดั้งเดิมเริ่มแรกล้าหลังทางเทคโนโลยีหลายพันปีมาแล้วต้องทำพิธีขอลม ด้วยการเล่นว่าวและโล้ชิงช้า เพื่อกระตุ้นความสุกงอมเต็มที่ให้พืชพันธุ์ และพัดพาน้ำที่นองนาให้แห้งหายเพื่อเข้าพื้นที่เก็บเกี่ยวพืชพันธุ์ทั้งหมด
หลังรับวัฒนธรรมอินเดีย ราชสำนักสมัยแรกต่อเนื่องสมัยหลังยกย่องพิธีกรรมขอลมทั้ง 2 แบบของชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์ คือ เล่นว่าว, โล้ชิงช้า เข้าเป็นส่วนหนึ่งของพระราชพิธีทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดูที่รับจากอินเดีย เพื่อดึงดูดแล้วผนึกปึกแผ่นของคนหลายชาติพันธุ์เป็นพวกเดียวกัน และให้อยู่ในอำนาจรวมศูนย์เดียวกัน


พิธีเล่นว่าว
มีบอกในตำราพระราชพิธีเก่าครั้งกรุงศรีอยุธยา ว่าพระเจ้าแผ่นดินต้องเสด็จออกทำพิธีเล่นว่าวศักดิ์สิทธิ์เพื่อขอลมให้ราชอาณาจักรอุดมสมบูรณ์ ว่า “ครั้นได้ฤกษ์ดีให้ประโคม ปี่พาทย์ฆ้องไชย เชิญเสด็จออกทรงชักว่าว พราหมณ์เจ้าพนักงานเอาว่าวถวายให้ทรงชักตามบุราณประเพณี เพื่อทรงพระเจริญแล”
ทวาทศมาสโคลงดั้นยุคต้นอยุธยา บอกว่าเดือนอ้ายมีเล่นว่าว “ฤดูดูว่าวคว้าง กลางหาว”
กาพย์ห่อโคลงนิราศธารโศกของเจ้าฟ้ากุ้ง พรรณนาพิธีเล่นว่าวว่า
เดือนอ้ายผายกรุงท้าว พิธีว่าวกล่าวกลแสดง
เดือนนี้พิธีแคลง กลุ้มท้องฟ้าคลาอรไกล
[แคลง หรือ แกลง เป็นภาษาเขมร แปลว่าว่าว มีอยู่ในพงศาวดารเมืองละแวก กล่าวถึงพระราชพิธีเดือนอ้าย (เดือนมิคสิร) ไว้ว่า “ให้เจ้าพนักงานแห่พระแกลง (ว่าว)———พราหมณ์ปุโรหิตถวายพระแกลง (ว่าว) ให้ทรงบังเหิน (ชัก) ขึ้น”]
เมื่อชักว่าวขึ้นแล้วยังไม่เอาลงจนกว่าจะพ้นฤดูเก็บเกี่ยว ดังมีในบันทึกของลาลูแบร์ บอกว่า “ว่าวของสมเด็จพระเจ้ากรุงสยามปรากฏให้เห็นในท้องฟ้าทุกคืนตลอดระยะเวลา 2 เดือนของฤดูหนาว และทรงแต่งตั้งขุนนางให้คอยผลัดเปลี่ยนเวรถือสายป่านไว้”
ห้ามชักว่าวข้ามพระราชวัง ชักว่าวเป็นพิธีกรรมเกี่ยวกับการเพาะปลูกที่ราษฎรปฏิบัติทั่วไปจนเลยเถิดไม่ระมัดระวัง จึงมีกฎมณเฑียรบาลห้ามชักว่าวข้ามพระราชวัง หากละเมิดจะมีโทษถึงตัดมือ
ตำราหน้าที่ตำรวจในสมัยพระเจ้าท้ายสระกล่าวว่า “ถ้าทรงว่าวเวลาเย็นนั้น เจ้ากรมปลัดกรมผู้อยู่เวรเข้ามากราบทูลพระกรุณาด้วยลมกล้าลมอ่อน ถ้าเสด็จไปทรงว่าว เจ้ากรมปลัดกรมซึ่งอยู่เวรประนมมือแห่เสด็จไปถึงลานทรงว่าว ณ สวนกระต่าย (หลังวัดพระศรีสรรเพ็ชญ์) เฝ้าคอยรับสั่ง ครั้นวิ่งราวคือวิ่งรอกเรียกหัวหมื่น ถือตัวสีตำรวจเลงขึ้นไปวิ่งแลเกณฑ์ให้คอยค้ำสายป่าน ถ้าพานว่าวปักเป้าติดเข้ามานั้นได้เอาบาณชีกราบทูลพระกรุณาตามชื่อทุกครั้งไป”
ว่าวพนัน ว่าวลดความศักดิ์สิทธิ์ลงเป็นการเล่นพนันเมื่อถึงยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ดังสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงพระนิพนธ์ไว้ในหนังสือตำนานวังหน้าว่า “วังหลวงทรงจุฬา วังหน้าทรงปักเป้า”
ความนิยมแพร่หลายของกีฬาว่าวพนัน อาจพิจารณาได้จากคำกราบบังคมทูลของพระเจ้าน้องยาเธอพระองค์หนึ่ง เมื่อ ร.5 ทรงพระราชปรารภหารือว่าจะหาการละเล่นอะไรมาสมโภชการตั้งกรมสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์หญิงองค์หนึ่ง ในปี พ.ศ.2448 ที่ว่า “…การเล่นที่เป็นของไทยแล้ว อะไรจะมาสนุกสู้ว่าวพนันเป็นไม่มี และเป็นที่พอใจของพลเมืองอยู่มาก ถ้าได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เข้ามาเล่นคว้ากันถวายตัวที่สนามม้าสวนดุสิต จะเป็นการสนุกครึกครื้นเป็นแน่”
ว่าวมีอยู่ในตำนาน (เช่น พงศาวดารเหนือ) และในบทละคร (เช่น สุวรรณหงส์ แก้วหน้าม้า เป็นต้น) นอกจากนี้ยังมีในภาพจิตรกรรมฝาผนังตามวัดต่างๆ ฝีมือของช่างสมัย ร.4-5 เช่น พระอุโบสถวัดราชประดิษฐ์ (กรุงเทพฯ), วัดประดู่ทรงธรรม (จ.พระนครศรีอยุธยา), วัดหน้าพระธาตุ หรือวัดตะคุ (อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา), วิหารลายคำในวัดพระสิงห์ (อ.เมืองฯ จ.เชียงใหม่), และพระอุโบสถวัดมัชฌิมาวาส (จ. สงขลา)

พิธีโล้ชิงช้า
พราหมณ์อินเดียใต้เมื่อมาอยู่สุวรรณภูมิในอุษาคเนย์ ได้ผนวกโล้ชิงช้าเข้าเป็นส่วนหนึ่งของพราหมณ์ในพิธีตรียัมพวาย เพื่อดึงดูดชักจูงคนพื้นเมืองนับถือพราหมณ์
[บทความเรื่อง “เสาชิงช้า” โดย ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ ในหนังสือเทวสถานโบสถ์พราหมณ์-เสาชิงช้า (สำนักผังเมืองกรุงเทพมหานคร จัดพิมพ์เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสงานฉลองสิริราชสมบัติ ครบ 60 ปี ตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ.2550 หน้า 45-117)]
เดือนอ้าย มีในกฎมณเฑียรบาลอย่างรวมๆ ว่าเป็น 2 พระราชพิธี ได้แก่ “ไล่เรือ เถลิงพิธีตรียำพวาย” สำหรับพิธีตรียัมพวาย มีพรรณนาแยกต่างหากว่าเป็นพิธีพราหมณ์ มีในโบสถ์พราหมณ์
ทวาทศมาสโคลงดั้น เอกสารร่วมสมัยกฎมณเฑียรบาล ระบุว่าพิธีตรียัมพวายมี “นาลิวัน” โล้ชิงช้า ดังนี้
ปางทวิชเริ่มแรกตั้ง แขวนขดาน
ขดานดั่งขดานดือ ดอกไม้
หมายถึงโล้ชิงช้า ไล่ลม ให้พืชพันธุ์สุกเร็วๆ กับน้ำลดเร็วๆ จะได้เก็บเกี่ยวไว้กินตลอดปี มีความหมายอย่างเดียวกับชักว่าว ขอลม
หนังสือตำนานพราหมณ์เมืองนครศรีธรรมราช มีข้อความที่กล่าวถึงพระราชพิธีตรียัมพวายแต่ดั้งเดิมในเมืองนครศรีธรรมราชโบราณว่า “…ฝั่งเสาชิงช้าผูกต้นกล้วยอ้อยแขวนบรมหงษ์…” ลักษณะเช่นนี้คงจะเป็นพิธีพราหมณ์อย่างเก่าที่สืบทอดมาจากพิธีพราหมณ์อินเดีย
พิธีช้าเจ้าหงส์เป็นต้นเค้าเริ่มแรกของพิธีพราหมณ์สยาม ซึ่งมีพัฒนาการต่อมาเป็นโล้ชิงช้า ที่ผนวกรวมพิธีกรรมโล้ชิงช้าไล่ลมแบบพื้นเมืองในอุษาคเนย์ จนอาจถือได้ว่าพระราชพิธีโล้ชิงช้าเป็นพิธีกรรมประดิษฐ์ใหม่ของพราหมณ์สยาม
ข้อความในลายพระหัตถ์ของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เมื่อปี พ.ศ.2476 ที่อ้างถึงการเสด็จชมโบสถ์พราหมณ์ นครศรีธรรมราช ว่ามีนางกระดานสามแผ่น สลักรูปพระคงคาเก่ามาก ผุแล้วแผ่นหนึ่ง สลักขึ้นใหม่แผ่นหนึ่ง แผ่นสุดท้ายสลักรูปเทวดาอยู่บนต้นไม้ มีช้างอยู่ที่โคนไม้ข้างละเชือก ด้านล่างสลักเป็นรูปเขาไม้
นอกจากนี้ ยังมีกระดานโล้ชิงช้าอีกแผ่นหนึ่ง แต่เมื่อพระองค์ทรงถามพราหมณ์ ผู้เฝ้ารักษา กลับตอบว่าไม่มีการถีบชิงช้า เพียงแต่นำกระดานขึ้นแขวนเท่านั้น เป็นไปได้ว่า พราหมณ์เมืองนครยังรักษาขนบธรรมเนียมเดิมนั่นเอง
[โล้ชิงช้า-ตรียัมพวาย สมัยอยุธยาตอนต้นเริ่มมีเดือนอ้าย หลังจากนั้นย้ายไปเดือนยี่สืบจนปัจจุบัน]
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
