ส่องมติ ‘บอร์ดคุรุสภา’ ยกเลิกสอบ ‘วิชาเอก’ ตั๋วครู ได้คะแนนนิยม-แต่กระทบคุณภาพ??
| การศึกษา
ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วงพอสมควร กรณีที่ “บอร์ดคุรุสภา” ที่นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นประธาน มีมติให้ “ยกเลิก” การทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ตามมาตรฐานวิชาชีพครู “กลุ่มวิชาเอก” ในการประชุมคณะกรรมการคุรุสภาเมื่อช่วงปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา
ซึ่งอยู่ระหว่างสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาเร่งแก้ไขข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ พ.ศ.2565 ให้เป็นไปตามมติบอร์ดคุรุสภา เมื่อแก้ไขเสร็จแล้ว จะส่งให้รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ลงนามในประกาศข้อบังคับฉบับใหม่
โดยตั้งใจจะให้ข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยใบอนุญาตประกอบวิชาชีพฯ ฉบับใหม่ มีผลบังคับใช้ในการจัดทดสอบรอบถัดไปหลังปีใหม่ ในช่วงเดือนมกราคม 2569
อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ระบุถึงเหตุผลในการยกเลิกการทดสอบฯ กลุ่มวิชาเอก ว่าในการประชุมแก้ไขข้อบังคับด้วยการยกเลิกการทดสอบขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูกลุ่มวิชาเอก มีตัวแทนจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ให้ข้อเสนอแนะว่า “สภาวิชาชีพ” ต่างๆ ไม่ควรเข้าไปก้าวก่ายงานด้านคุณภาพวิชาเรียนของสถาบันอุดมศึกษา เนื่องจากมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งสามารถดูแลควบคุมคุณภาพวิชาเอกที่สอนได้อยู่แล้ว
“อีกทั้ง อว.ได้ทำหน้าที่กำกับมาตรฐานการจัดทำหลักสูตรวิชาต่างๆ ซึ่งหากมองในมุมกฎหมาย การกำหนดให้มีการทดสอบวิชาเอก เพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเข้าไปด้วย อาจเป็นภาระของผู้เข้ารับการทดสอบได้” นางนฤมลกล่าว
นางนฤมลยังแจกแจงด้วยว่า การทดสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพด้วยการเพิ่มการทดสอบของกลุ่มวิชาเอกเข้าไปด้วย ทำให้ผู้เข้ารับการทดสอบอาจมองว่า มีการทดสอบที่ “ไม่จำเป็น” มากเกินไป เพราะผู้เข้าทดสอบเองได้ผ่านการเรียนวิชาเอกในมหาวิทยาลัยมาแล้ว
อีกทั้งการสอบบรรจุเพื่อแต่งตั้งให้เป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา หรือครูผู้ช่วย สังกัดหน่วยงานต่างๆ จะมีการสอบกลุ่มวิชาเอกอยู่แล้วด้วย ดังนั้น ถือว่ามีคุณภาพด้านวิชาการ ในแง่ของวิชาเอกที่อัดแน่นอย่างเต็มที่ ดังนั้น สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาควรมุ่งเน้นการทดสอบด้าน “มาตรฐานจรรยาบรรณวิชาชีพของการเป็นครู” เพื่อให้ได้ครูเก่งด้านจรรยาบรรณเข้ามาดูแลนักเรียน
ประเด็นดังกล่าว ทำให้ถูกวิจารณ์ว่าการยกเลิกการทดสอบฯ กลุ่มวิชาเอก ในครั้งนี้ เป็นเพราะอยาก “เอาอกเอาใจ” คุณครูหรือเปล่า??
หรืออยาก “หาเสียง” กับข้าราชการครูฯ ใช่หรือไม่??
เพราะหากเป็นไปตามไทม์ไลน์ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เซ็นเอ็มโอเอกับพรรคประชาชน และประกาศชัดเจนหลายครั้ง ว่าจะ “ยุบสภา” ภายในวันที่ 31 มกราคม 2569 แน่นอน
คาดว่าจะเกิดการ “เลือกตั้ง” ทั่วไปในช่วงปลายเดือนมีนาคม 2569
ขณะที่เหตุผลของฝ่ายที่คัดค้าน หรือไม่เห็นด้วยกับการยกเลิกการทดสอบฯ กลุ่มวิชาเอก ในครั้งนี้ เพราะหวั่นเกรงว่า “คุณภาพ” ของครู จะลดน้อยถอยลงกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้
เรื่องนี้ รศ.ดร.เอกชัย กี่สุขพันธ์ อดีตประธานคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.) และอดีตประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ระบุถึงเหตุผลที่ไม่ควรยกเลิกการทดสอบฯ กลุ่มวิชาเอก เพราะการสอบวิชาเอกเป็นการทำให้คน “มั่นใจ” ในคุณภาพครู
แต่หากยกเลิกไป จะทำให้ “ไม่มี” ความน่าเชื่อถือเรื่อง “คุณภาพครู”
อดีตประธาน กมว.กล่าวอีกว่า ปัจจุบันผู้เรียนครูสอบวิชาเอก “ไม่ผ่าน” จำนวนมาก ทำไมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงไม่แก้ปัญหาด้วยการบูรณาการเรื่องดังกล่าว
“มองว่าจะต้องให้ความสำคัญกับวิชาเอก แต่ไม่ควรเป็นในรูปแบบที่ว่า เมื่อการสอบวิชาเอกมีปัญหา ก็ให้ยกเลิกไป ซึ่งในอนาคตหากไม่มีการสอบวิชาเอกแล้ว โรงเรียนเอกชนจะมั่นใจได้อย่างไร ว่าคุณภาพครูที่โรงเรียนรับเข้ามา จะสอนได้นักเรียนได้” รศ.ดร.เอกชัยกล่าว
ทั้งนี้ รศ.ดร.เอกชัยได้เสนอแนวทางแก้ปัญหาที่ผู้เข้ารับการทดสอบฯ กลุ่มวิชาเอก สอบไม่ผ่านจำนวนมาก โดยคุรุสภาอาจจะกำหนดลดเกณฑ์การผ่านในส่วนวิชาเอกจากเดิม ร้อยละ 60 เป็นร้อยละ 50 แทน ซึ่งจะมีเหตุมีผลมากกว่า รวมถึงต้องหาทางผู้ที่เรียนครูให้ความสำคัญกับวิชาเอก
อีกประเด็นที่ต้องรีบแก้ปัญหาคือ คุรุสภาในขณะนี้ไม่ใช่สภาวิชาชีพ เพราะบอร์ดคุรุสภาประกอบด้วยรัฐมนตรี และเลขาธิการแท่งต่างๆ ใน ศธ.เป็นกรรมการ ฉะนั้น เสียงส่วนใหญ่ในบอร์ดคุรุสภา คือ “ผู้ใต้บังคับบัญชา” ดังนั้น เวลาจะออกนโยบายอะไรจึงไม่มีการค้าน ทำให้คุรุสภาไม่ได้ทำหน้าที่สภาวิชาชีพที่แท้จริง เพราะถูกนโยบายการเมืองเข้ามาแทรกแซง ทำให้วิชาชีพครู “อ่อนแอ”
รศ.ดร.เอกชัยยังทิ้งท้ายถึงการมี “ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพฯ” ว่าเป็นการสร้างความมั่นใจว่าเราได้ครูที่มีคุณภาพ ไม่เช่นนั้นจะกลับไปรูปแบบเดิม คือครูที่สอนทุกวิชาไม่ต้องสอบ เมื่อเรียนจบก็ได้ใบประกอบวิชาชีพทันที
ดังนั้น บอร์ดคุรุสภาไม่ควรแก้ปัญหาด้วยการยกเลิกการทดสอบฯ กลุ่มวิชาเอก เพราะคุณภาพครูอาจจะ “แย่” ลง โดยขอให้ผู้เกี่ยวข้องคำนึงถึงคุณภาพมากกว่าคะแนนนิยม
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ได้นำผู้บริหารองค์กรหลักต่างๆ ลงพื้นที่หลายจังหวัด ร่วมกับคณะของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อพบปะ และรับฟังปัญหาจากผู้บริหาร ครูอาจารย์
พร้อมทั้งประกาศว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตครู ซึ่งถือเป็นกลไกหลักของระบบการศึกษาไทย เพราะหากครูยังมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ไม่มั่นคง ก็ยากที่จะดูแล และสร้างอนาคตของชาติให้เติบโตได้อย่างมีคุณภาพ ดังนั้น รัฐบาลต้องเริ่มต้นการปฏิรูปการศึกษาด้วยการดูแลครู โดยเฉพาะเรื่องสวัสดิการ ความมั่นคง รายได้ของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
ทั้งเรื่อง “บ้านพักครู” กว่า 41,000 หลัง ซึ่งปัจจุบันทรุดโทรมกว่า 14,900 หลัง ส่วนอีกหลายหมื่นหลังอยู่ในสภาพพอใช้ โดย ศธ.ตั้งเป้าจะปรับปรุง และก่อสร้างใหม่ในพื้นที่ที่จำเป็น โดยทำงานร่วมกันระหว่าง ศธ., กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และการเคหะแห่งชาติ เมื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ จะดำเนินการได้ทันทีภายในรัฐบาลนี้
การแก้ไขปัญหา “หนี้สินครู” โดยจะจัดสหกรณ์กลางสำหรับรวมหนี้สินครูจากทั่วประเทศ เข้ามาบริหารจัดการร่วมกัน โดยให้ครูย้ายหนี้จากสหกรณ์ต่างๆ เข้าสู่สหกรณ์กลาง เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ และช่วยเหลือด้าน “ดอกเบี้ย” สำหรับครูที่เข้าร่วมโครงการ โดยปีแรกดอกเบี้ย 0% ปีที่สอง 1% ปีที่สาม 2% ปีที่สี่ 3% และปีต่อไปไม่เกิน 4% ซึ่ง ศธ.จะเสนอของบประมาณชดเชยดอกเบี้ยจากรัฐบาลวงเงิน 6 พันล้านบาท ขอแค่ครูอย่าก่อหนี้เพิ่มอีก
ส่วนเรื่อง “วิทยฐานะ” จะส่งเสริมให้บุคลากรทางการศึกษาทุกประเภท ยื่นขอวิทยฐานะสำหรับคนที่มีความพร้อม ให้มีช่องทางพิเศษ โดยไม่ต้องรอระยะเวลาหากผลงานดีจริง ส่วนช่องทางเดิมๆ ที่ต้องทำงานวิชาการในรูปแบบของงานวิจัย จะมีช่องทางที่หลากหลายตามความถนัด และลักษณะงานของครูประถม และมัธยมทุกสังกัดของ ศธ.รวมถึงครูสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) หรือครูการศึกษาพิเศษที่มีลักษณะงานไม่เหมือนครูทั่วไป
เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตครูให้ก้าวหน้าและภูมิใจในอาชีพ
ก็ได้แต่หวังว่า นโยบายต่างๆ ที่ออกมาของ “รัฐมนตรีว่าการ ศธ.” จะมุ่งที่ประโยชน์ของ “นักเรียน” และ “ประเทศชาติ” อย่างแท้จริง
มากกว่ามองเรื่อง “คะแนนเสียง” ชั่วครั้งชั่วคราว ที่จะได้จากครูในการเลือกตั้งทั่วไป
แต่ส่งผล “กระทบ” ต่อคุณภาพการศึกษาและเยาวชนในระยะยาว!!
