bg-single

Open Science เพราะวิทยาศาสตร์ควรเป็นของทุกคน

30.11.2025

ทะลุกรอบ | ป๋วย อุ่นใจ

“This article requires a subscription”

ข้อความนี้ช่างบาดใจผู้ช่วยวิจัยสาวยิ่งนัก เปเปอร์นี้เกี่ยวข้องกับงานวิจัยที่เธอกำลังจะทำโดยตรง และอาจจะเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำพาให้โครงการของเธอก้าวไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็ว

แต่ทว่าค่าใช้จ่ายสำหรับอ่านเปเปอร์นี้ แทบจะเท่ากับค่าแรงรายวันของเธอ และมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้บอกรับฐานข้อมูลนี้เอาไว้ด้วย

เธอผละสายตาจากหน้าจอด้วยความปวดร้าว ก่อนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ส่งข้อความไปหาเพื่อนในอีกมหาวิทยาลัยหนึ่งว่า “ช่วยโหลดเปเปอร์ให้หน่อยได้ไหม ของเราดาวน์โหลดไม่ได้”

เธอแนบลิงก์ไปด้วยความหวัง และในอีกอึดใจต่อมา เธอก็ได้รับข้อความตอบกลับ “ขอโทษนะ ของเราก็โหลดไม่ได้เหมือนกัน…”

เธอถอนหายใจด้วยอิดหนาระอาใจ และนี่อาจจะเป็นเสียงถอนหายใจแบบเดิมๆ ที่ดังขึ้นแล้วนับครั้งไม่ถ้วนในวงการวิจัยไทย แต่เธอจะทำอะไรได้ ชีวิตต้องเดินหน้าต่อ…

เราพูดกันเสมอว่าอยากมีงานวิจัยระดับโลก อยากพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง อยากแข่งขันในสนามนวัตกรรมที่โหดขึ้นทุกปี แต่ในทางปฏิบัติ นักวิจัยจำนวนมากกลับ “เข้าไม่ถึงองค์ความรู้ล่าสุดของโลก” ติดอยู่ตั้งแต่หน้าประตูทางเข้าแรกสุดของวิทยาศาสตร์

และเมื่อการเข้าถึงข้อมูลพื้นฐานยังถูกปิดกั้น การสร้างสรรค์นวัตกรรมก็จะชะงักงันเป็นช่วงๆ โดยไม่จำเป็น และในโลกแห่งเทคโนโลยีที่แข่งขันกันด้วยความเร็ว แม้นว่าศักยภาพของบุคลากรจะไม่เป็นรองใคร แต่หนทางที่จะเดินไปสู่เส้นชัยก็ดูจะห่างออกไปเรื่อยๆ จนดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้

“อยากได้งานวิจัยระดับโลก แต่กลับดาวน์โหลดเปเปอร์งานวิจัยระดับโลกมาอ่านไม่ได้ …” นี่คือความจริงที่เจ็บปวดสำหรับนักวิจัยไม่ว่าจะสาขาไหน ในประเทศที่งบประมาณด้านงานวิจัยไม่ได้ถูกจัดสรรให้สอดคล้องกับความทะเยอทะยานทางด้านวิทยาศาสตร์

และถ้าเราเข้าไม่ถึงองค์ความรู้ เราก็จะไปไม่ถึงอนาคต

แล้วเราจะแก้ปัญหานี้อย่างไร?

จะยอมจ่ายเงินเพื่อเปิดงานวิจัยให้เข้าถึงได้ง่าย

หรือจะใช้นโยบายมาบีบให้นักวิจัยต้องเปิดเผยผลงานสู่สังคมในวงกว้าง

หรือทั้งสองอย่าง?

และแล้ว ผมก็ได้เมสเสจมาในไลน์ “ทาง สกสว (สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม) จะจัดประชุม TSRI Policy Advocacy Series เปิดตัวโครงการ Thailand Open Science for ALL วันที่ 14 พฤศจิกายน ช่วงบ่าย อาจารย์ว่างไหม?”

“เดี๋ยวผมไปร่วมครับ” ผมตอบไปด้วยความตื่นเต้น สำหรับผมนี่คือสเต็ปการเดินไปข้างหน้าที่น่าสนใจ และอินเทรนด์มาก

สหรัฐอเมริกามีการเคลื่อนไหวในเชิงนโยบายด้าน Open Science มาระยะหนึ่งแล้ว ทั้งการก่อตั้ง Public Library of Science (PLOS) ที่มุ่งเผยแพร่ผลงานวิจัยแบบเปิดสาธารณะ หรือ Open Access

ขณะที่ยุโรปและอีกหลายประเทศก็ขยับตัวในทิศทางเดียวกัน ผ่านนโยบายและโครงการระดับมหภาค เช่น โครงการฮอไรซัน (Horizon) ซึ่งผลักดันให้การเข้าถึงองค์ความรู้เป็นไปได้อย่างอิสระ และเอื้อต่อการพัฒนาต่อยอดเทคโนโลยี

นี่อาจเป็นก้าวแรกที่สำคัญของประเทศไทยในการยกระดับระบบนิเวศทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (รวมถึงงานวิจัยด้านสังคมศาสตร์ด้วย) ให้ก้าวไปข้างหน้าได้เร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

เพราะเมื่อทุกคนเข้าถึงบทความ วารสาร ซอร์สโค้ด และข้อมูลจากงานวิจัยได้จริง วงการวิจัยและพัฒนาก็ไม่จำเป็นต้อง “เริ่มจากศูนย์ทุกครั้ง” แต่สามารถต่อยอดจากความรู้ที่ทันสมัยที่สุดได้ทันที ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อสตาร์ตอัพและเอสเอ็มอีที่ต้องการใช้ฐานจากข้อมูลวิชาการเพื่อสร้างความได้เปรียบในเชิงกลยุทธ์ (Unfair Advantage)

ในความเป็นจริง Open Science ไม่ได้หมายถึงเพียงการแชร์ข้อมูลหรือเผยแพร่ผลงานวิจัยเท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้นักวิจัยทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชนสามารถ “ช็อปปิ้ง” พาร์ตเนอร์ทางวิชาการเพื่อร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีต่อยอดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อข้อมูลถูกเปิดเผยอย่างเหมาะสม ความร่วมมือใหม่ๆ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนก็มีโอกาสถือกำเนิดขึ้น และหากความร่วมมือเหล่านี้ก้าวข้ามขอบเขตของศาสตร์ต่างๆ ได้จริง ศักยภาพการแข่งขันด้านเทคโนโลยีของประเทศก็จะพุ่งทะยานขึ้นอย่างเด่นชัดในทางปฏิบัติ

อย่าลืมว่าการพบเจอระหว่างศาสตร์ การผสมผสานของแนวคิด และการวิจัยแบบข้ามพรมแดนทางความรู้ คือจุดเริ่มต้นของงานวิจัยและเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์สังคมได้จริง

ในวันเปิดตัวโครงการ นอกจากการแถลงข่าวเชิงนโยบายแล้ว ยังมีการบรรยายที่น่าสนใจเกี่ยวกับนิยามและความสำคัญของ Open Science รวมถึงการอภิปรายเชิงกลยุทธ์ว่าประเทศควรเดินหน้าแนวทางนี้อย่างไรต่อไป โดยผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา แต่ละคนต่างครอบคลุมประเด็นสำคัญอย่างรอบด้าน ตั้งแต่การจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ ปัญญาประดิษฐ์ นโยบายสาธารณะ การขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์ภาคประชาชน (Citizen Science) ไปจนถึงการสื่อสารวิทยาศาสตร์ให้เข้าถึงสังคมวงกว้าง

แม้จะเห็นชัดว่ามีความท้าทายในทางปฏิบัติอยู่ไม่น้อย เช่น จะทำอย่างไรให้เกษตรกรและผู้สนใจสามารถเข้าถึงองค์ความรู้เชิงลึกจากงานวิจัยได้จริงจนสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้

หรือจะทำอย่างไรให้ข้อมูลวิทยาศาสตร์กลายเป็นสิ่งที่สนุก น่าสนใจ และเป็นที่นิยมในสังคม เพราะหากเปิดข้อมูลแล้วไม่มีใครอ่าน ก็ไม่บรรลุเป้าหมายในการเปิดอยู่ดี

รวมไปถึงประเด็นด้านจริยธรรม การบริหารจัดการสิทธิการเข้าถึงข้อมูล การแบ่งปันผลประโยชน์ การพัฒนาระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อรองรับการต่อยอดเทคโนโลยี ความเป็นธรรมในการนำข้อมูลเปิดไปใช้อย่างอิสระ และประเด็นอื่นๆ อีกมากมาย

แต่ไม่ว่าจะมีข้อจำกัดมากน้อยเพียงใด นโยบายนี้ก็น่าจะต้องดำเนินต่อไป เพราะนี่อาจจะเป็นการวางรากฐานที่สำคัญของระบบนิเวศงานวิจัยและเทคโนโลยีของประเทศในอนาคต

ยิ่งในประเทศ LMICs ที่ติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลางอย่างไทยด้วยแล้ว Open Science ช่วยขับเคลื่อนให้สามารถพัฒนาเทคโนโลยีแนวหน้า (Cutting-edge Technology) ได้มากขึ้น เพราะไม่ถูกกีดกันตั้งแต่ต้นน้ำ และกระตุ้นให้เกิดการ Democratize Science & Innovation หรือการทำให้วิทยาศาสตร์และนวัตกรรมเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง

และเนื่องจากว่า Open Science นั้นมีส่วนช่วยสำคัญในการวางรากฐานระบบนิเวศทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หลายประเทศอาจจะมองแนวคิด Open Science แค่ผ่านเลนส์ของ “ประโยชน์และการต่อยอดในเชิงเทคโนโลยี” เท่านั้น ซึ่งส่วนมากโปรเจ็กต์แนวนี้ก็จะได้ผลออกมาเป็นนวัตกรรมแบบฉาบฉวยที่บางทีก็ไม่สามารถเอาไปใช้อะไรได้ในท้ายที่สุด

สิ่งสำคัญคือต้องอย่าลืมว่าแท้จริงแล้ว รากฐานของวิทยาศาสตร์นั้นไม่ใช่ผลประโยชน์ทางธุรกิจ

แต่เป็น “ความอยากรู้อยากเห็น”

เพราะเทคโนโลยีจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีความรู้พื้นฐาน และความรู้พื้นฐานจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีคนที่กล้าถามคำถามใหม่ๆ

เช่น ดีเอ็นเอแปลกๆ นี้ไว้ทำอะไร?

โควิด-19 เข้าเซลล์ได้อย่างไร?

จะทำยังไงให้ปัญญาประดิษฐ์คิดได้เหมือนมนุษย์

และเมื่อคำถามเหล่านั้นถูกแชร์ในพื้นที่เปิด วิทยาศาสตร์ก็เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นสำหรับทุกคน

ใช่แล้วครับ อีกหนึ่งอิทธิพลสำคัญของ Open Science ในสังคมคือการสร้างแรงบันดาลใจ ที่ทำให้เกิดเป็น ระบบนิเวศความรู้ ที่ช่วยทำให้การตั้งคำถาม การทดลอง และการค้นพบอะไรสักอย่างสามารถเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วและอาจเกิดในวงกว้างในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน

ระบบนิเวศแบบนี้แหละที่จะช่วยหล่อหลอมให้เกิดอัจฉริยะรุ่นใหม่สำหรับอนาคต และไม่แน่ว่าบางปัญหาอาจจะแก้ได้จากความร่วมมือจากทุกคนในสังคม

แน่นอนว่า ถ้าประเทศต้องการอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ประเทศควรเลิกมอง Open Science เป็นเพียง “เครื่องมือเร่ง R&D” แต่ต้องมองว่าเป็น ระบบนิเวศที่สร้างความรู้ สร้างคำถาม และสร้างคน

และเมื่อวิทยาศาสตร์เป็นของทุกคน เด็กและเยาวชนในอนาคตก็คงไม่ต้องถามคำถามที่ตอกย้ำบาดแผลของนักวิจัยในยุคนี้ว่า “อยากสร้างงานวิจัยระดับโลก แต่ทำไมเราอ่านงานระดับโลกไม่ได้?”



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

รัฐประหาร 2520 ! | สุรชาติ บำรุงสุข
ศุภชัย เบรกกระแสฮั้วสว. ปม‘สำนวนคณะ 26’ ชี้ต้นทางยังพิสูจน์ไม่ได้ เตือนอย่าเพิ่งเชื่อเพียงเพราะเขาพูดกันมา
“ประชาธิปัตย์” ต้อนรับ “ปุ๊น ตรีรัตน์” ร่วมพรรค มอบบทบาทเสริมทัพนโยบายพลังงาน-เศรษฐกิจ ชูเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเพื่อประชาชน
‘โครงการหิ่งห้อย’ โดย CKPower ส่งต่อความเชี่ยวชาญ สู่พลังขับเคลื่อนความยั่งยืน
ผู้คิดค้น Bluetooth ให้เราฟังเพลงเพราะๆ
จากฮอร์มุซสู่มะละกา : ข้อคิดเรื่องความเสี่ยงทางภูมิเศรษฐศาสตร์
กลไกอุดมการณ์หนังไทย ก่อนลั่นไกฆ่านกพิราบ 6 ตุลา 19
นโยบาย ‘กระเตง’ พม่า! ความท้าทาย ในนโยบายต่างประเทศไทย
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (191)
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (19)
จากนาราถึงรมณีนาถ : การเล่าประวัติศาสตร์ยุคสมัยใหม่ผ่านคุก (2)
E-DUANG | รากฐาน แห่ง วิกฤตศรัทธา อันเนื่อง แต่ กรณี”โกงส.ว.”