ปรัชญา-คำ-‘นึง | พิพัฒน์ สุยะ
อาการพิพักพิพ่วนวนเวียนอยู่ในความรู้สึกของผู้เขียนไม่จางหายไปไหน หลังจากได้ฟังการสนทนาโต้ตอบกันระหว่างนิสิตจุฬาฯ กับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี จากเหตุการณ์นิสิตจุฬาฯ มายืนถือป้ายประท้วงนายอภิสิทธิ์เกี่ยวกับการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงในปี พ.ศ.2553 ระหว่างที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้รับเชิญให้มาเป็นเป็นวิทยากรในการเสวนาเชิงนโยบาย ในหัวข้อ “นโยบายสาธารณะ : ทฤษฎีและการปฏิบัติ” ซึ่งจัดขึ้นโดยสาขานโยบายสาธารณะ หลักสูตรปริญญาเอก คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ยังเป็นอภิสิทธิ์คนเดิมที่มั่นใจการตอบคำถาม พร้อมกับสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความคิดที่ว่า “เอาอยู่” กับทุกการสนทนา วางตัวอยู่เหนือคู่สนทนาในระดับที่ศาสตราจารย์ที่ยืนอยู่ข้างหลังยังเคลิบเคลิ้มตาม
แม้จะมีเสียงวิจารณ์ตัวนิสิตคู่สนทนากับนายอภิสิทธิ์ในวันนั้นว่าอ่อนด้อย ไม่ศึกษาข้อมูลมาให้ดีพอ ฯลฯ แต่ดูเหมือนเสียงวิจารณ์เหล่านั้นทำได้เพียงแค่ชี้ชวนให้คนหลงประเด็นประเดี๋ยวประด๋าวก็เท่านั้น แต่ไม่ได้ทำให้ภาพจำเกี่ยวกับตัวนายอภิสิทธิ์ในวันนั้นจืดจางลงไปได้ ซึ่งเป็นท่าทีของการโต้แย้งที่มุ่งเอาแต่ชนะคะคาน ด้วยลีลาโวหารที่แพรวพราว แต่เนื้อหาความคิดและเหตุผลกลับไม่ได้รับการให้ความสำคัญแต่อย่างใด
การโต้แย้งลักษณะทำนองนี้ในประวัติปรัชญา จะทำให้ผู้เขียนคิดถึงใครไปเสียมิได้ นอกจากกลุ่มนักปรัชญากรีกที่ได้รับการขนานนามว่า โซฟิสต์ (sophists) อันที่จริง ชื่อของโซฟิสต์นั้นมาจากคำว่า “sophia” ที่ภาษากรีกแปลว่า “ความรู้” หรือ “ปัญญา” และใช้ต่อๆ มาจะหมายถึงอาชีพ “ครู” ซึ่งถือว่าเป็นบุคคลที่มีความรู้หรือปัญญา
โซฟิสต์จึงเป็นกลุ่มคนที่มีอาชีพเป็นครูหรือคนสอนหนังสือ แต่อาจจะไม่ได้มีโรงเรียนหรือสำนักเป็นหลักแหล่ง โซฟิสต์จะตระเวนสอนไปตามที่ต่างๆ และเรียกเก็บเงินค่าเล่าเรียน ซึ่งนักเรียนส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนหนุ่มจากตระกูลที่มั่งคั่ง จึงอาจเรียกได้ว่า โซฟิสต์เป็นครูอาชีพกลุ่มแรกของกรีก พวกเขาเน้นสอนวิชา วาทศิลป์ (Rhetoric) การพูดในที่สาธารณะ (public speaking) และวิชาต่างๆ ที่เป็นประโยชน์สำหรับชีวิตการเป็นพลเมือง
โซฟิสต์คนสำคัญคือ โปรทากอรัส (Protagoras : 490 – 420 BC) แนวคิดหลักของโซฟิสต์ได้สะท้อนอยู่ในข้อความอันโด่งดังของโปรทากอรัสที่ว่า “มนุษย์เป็นเครื่องวัดสรรพสิ่ง” (Man is the measure of all things.) โปรทากอรัสกล่าวต่อไปว่า “สิ่งใดที่ข้าพเจ้าว่าจริงก็เป็นจริงสำหรับข้าพเจ้า สิ่งใดที่ท่านว่าจริง ก็จะจริงสำหรับท่าน”
ความคิดเบื้องหลังของโซฟิสต์นั้น อาจจะพิจารณาได้จากความคิดของโปรทากอรัสที่เขาสังเกตเห็นว่าสสารสิ่งเดียวกัน แต่ปรากฏต่ออวัยวะรับสัมผัสของคนแต่ละคนไม่เหมือนกัน และแม้แต่ที่ปรากฏต่อคนคนเดียวกันในเวลาที่ต่างกันก็ยังไม่เหมือนกัน สำหรับเขาแล้ว “ความรู้เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้” โปรทากอรัสได้รับอิทธิพลทางความคิดจากเฮราไคลตัส (Heraclitus : 540-480 B.C.) อีกทีที่ว่า สิ่งถาวรทั้งปวงเป็นมายา ทุกสิ่งเกิดขึ้นใหม่ตลอดเวลา มีแต่การเปลี่ยนแปลงเท่านั้นที่เป็นจริง
โปรทากอรัสนั้นได้ปฏิเสธความแตกต่างระหว่างเหตุผล (สิ่งสากลหรือสากลภาพ ) กับประสบการณ์หรือผัสสะ (ปัจเจกภาพหรือสิ่งเฉพาะ) ปฏิเสธความแตกต่างระหว่างความจริงแบบภววิสัย (objective) กับความจริงแบบอัตวิสัย (subjective) หรือความรู้สึกนั่นเอง นอกจากนี้เขายังปฏิเสธความแตกต่างระหว่างความจริงกับความเท็จ ความแตกต่างเหล่านี้ล้วนไม่มีความหมายสำหรับเขา เพราะว่าถึงที่สุดแล้วทุกสิ่งอย่างล้วนขึ้นอยู่กับความเห็นของเราแต่ละคน และเมื่อกล่าวเช่นนี้ย่อมส่งผลทำให้เรื่องความดี ความยุติธรรม กฎหมาย ไม่จำเป็นต้องมีไปด้วย โซฟิสต์รุ่นต่อมาจึงประยุกต์คำสอนของโปรทากอรัสไปในทางการเมืองและศีลธรรมเสียเป็นส่วนมาก
โซฟิสต์จึงให้ความสำคัญกับความเป็นปัจเจกบุคคล เสรีภาพ ส่วนเรื่องความรู้ ความจริงสำหรับพวกนี้จึงมีลักษณะเป็นอัตวิสัย คือล้วนขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ความดีย่อมขึ้นอยู่กับแต่ละคนกำหนด จึงเป็นไปได้ว่า ความดีในสังคมหนึ่ง อาจจะไม่ใช่ความดีในอีกสังคมหนึ่ง เป้าหมายทางการศึกษาสำหรับโซฟิสต์ก็คือ การศึกษาต้องสามารถทำให้ผู้เรียนได้รับความสำเร็จในการแสวงหาผลประโยชน์ให้ตนเอง และวิธีการไปสู่เป้าหมายดังกล่าวก็คือ การเรียนวิชาวาทศิลป์นั่นเอง
นอกจากนี้ โซฟิสต์คนสำคัญอีกคนก็คือ กอร์เกียส (Gorgias : 483-375 BC) ยังมีความเห็นไปในทำนองที่ว่า การตอบคำถามในวิชาใดไม่จำเป็นต้องมีความรู้ในวิชานั้นๆ เราสามารถตอบคำถามอย่างฉะฉานและทันท่วงที โดยที่ไม่ต้องพิจารณาอะไรเลยก็ย่อมได้ พวกโซฟิสต์จึงให้ความสำคัญกับลีลาโวหารการพูด การเปรียบเปรยอย่างแพรวพราว การพูดกลับดำให้เป็นขาว การถกเถียงก็ใช้วิธีการเถียงออกนอกประเด็นและใช้วิธีเล่นคำ จากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เองจึงเป็นที่มาของคำว่า “ท่าทีแบบโซฟิสต์” หรือ “การมีโวหารแบบโซฟิสต์” (sophistry)
คำว่า “ท่าทีแบบโซฟิสต์” จึงได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างจริงจัง โดยเฉพาะในยุครุ่งเรืองของปรัชญากรีก ได้แก่ โสเครตีส เพลโต และอริสโตเติล ทำให้ความหมายของคำว่า “ท่าทีแบบโซฟิสต์” ได้แปรเปลี่ยนเป็นคำศัพท์ที่ผู้คนทั่วไปใช้ในความหมายที่ว่า เป็นการใช้เหตุผลที่ชาญฉลาดแต่เป็นการอ้างเหตุผลผิดและมีจุดประสงค์จะทำให้ผู้ฟังไขว้เขวและเห็นคล้อยตามได้ด้วยสำนวนภาษาลีลาที่แพรวพราว จนถึงระดับที่มีเจตนาหลอกลวงผู้ฟังนั่นเอง แต่ด้วยวาทศิลป์ที่เพริศแพร้วไปด้วยเหลี่ยมมุมของโวหาร ทำให้คู่สนทนาตกหลุมพรางได้อย่างง่ายดาย ทำให้เข้าใจไปว่าความคิดของเขานั้นดูเหมือนจะเป็นจริงหรือถูกต้อง แต่ทั้งที่จริงแล้วเป็นเท็จล้วนๆ
หากเราลองเทียบเคียงกับกรณีนายอภิสิทธิ์กับนิสิตจุฬาฯ แล้วจะเห็นภาพได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น จากที่นิสิตจุฬาฯ ถือป้าย “สลายการชุมนุม 53 คนสั่งฆ่าอยู่นี่” ในระหว่างการพูดคุย นายอภิสิทธิ์ก็จะตอบกรณีนี้ว่า “คดีสลายการชุมนุมนั้นยกฟ้องหมดแล้วสามศาล ไม่เคยแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม แถมเคยต้านนิรโทษฯ สุดซอยทั้งที่ตัวเองได้ประโยชน์”
เราจะเห็นลีลาการตอบคำถามโดยการอ้างว่า คดีความที่เขาถูกฟ้องนั้นศาลยกฟ้องทุกศาล โดยที่ภายหลังก็มีหลายคนออกมาชี้แจงว่า ที่ศาลยกฟ้องนั้นศาลไม่มีอำนาจพิจารณาคดี ไม่ใช่การพิพากษาว่าจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์ ผู้เขียนคงไม่ลงรายละเอียดในเรื่องนี้ เพราะผู้อ่านคงติดตามอ่านจากผู้รู้เกี่ยวกับคดีนี้ได้โดยตรงอยู่แล้ว นอกจากนั้นยังอ้างส่วนที่เสริมภาพลักษณ์ของเขาให้เข้าใจว่าเขาไม่ได้เห็นแก่ประโยชน์ของตนเอง เพราะเขายังต่อต้านการเสนอกฎหมายนิรโทษกรรม ทั้งที่เขาได้รับผลประโยชน์
ต่อมา ก่อนที่นายอภิสิทธิ์จะเข้าไปบรรยาย เขาทิ้งคำถามต่อนิสิตว่า “น้องเรียกร้องกับรัฐบาลที่ทำให้ กปปส. เสียชีวิตไหม น้องเรียกร้องกับรัฐบาลที่ทำให้พันธมิตรเสียชีวิตไหม” ซึ่งนิสิตตอบโต้ว่าเธอเลือกเรียกร้องให้คนเสื้อแดง แต่คนอื่นก็ยังสามารถเรียกร้องให้คนอื่นตามต้องการได้ จากตรงนี้จะเห็นความแพรวพราวของการโต้แย้งของนายอภิสิทธิ์ การที่นิสิตมาเรียกร้องความยุติธรรมให้แก่เสื้อแดง ไม่ได้หมายความว่าเขาเห็นด้วยกับความไม่ยุติธรรมที่เกิดกับคนกลุ่มอื่น นายอภิสิทธิ์พูดราวกับว่า หากไม่เรียกร้องให้ กปปส. ก็ไม่ต้องเรียกร้องให้คนเสื้อแดงด้วยเสียอย่างนั้น
คนทั่วไปอาจจะมองว่า สิ่งที่นายอภิสิทธิ์โต้แย้งมานั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ทำไมฝ่ายนิสิตเรียกร้องให้คนเสื้อแดงฝ่ายเดียว อันที่จริงในทางตรรกวิทยา เราเรียกกรณีนี้ว่า “Two wrongs don’t make a right” ซึ่งหมายถึง การทำสิ่งไม่ดีเพื่อตอบโต้คนอื่นที่ทำไม่ดีกับคุณ มักจะทำให้สถานการณ์แย่ลงไปอีก หรืออีกนัยหนึ่งคือ ความผิดพลาดสองครั้งไม่อาจทำให้กลายเป็นความถูกต้องได้ การที่ (สมมุติว่า) กลุ่มนิสิตไม่เรียกร้องความยุติธรรมให้ฝ่าย กปปส. แล้วนายอภิสิทธิ์จะต้องให้กลุ่มนิสิตไม่ต้องเรียกร้องความยุติธรรมให้ฝ่ายเสื้อแดงด้วยอย่างนั้นหรือ ทั้งสองอย่างนี้ไม่ได้ทำให้เกิดความถูกต้องขึ้นมาแต่อย่างใด เพราะทางด้านนิสิตก็ชี้แจงไปว่า ทุกคนทุกฝ่ายก็มีสิทธิ์ในการเรียกร้องความยุติธรรมในสิ่งที่เราเชื่อว่าถูกต้อง เพราะขณะนั้น อำนาจรัฐที่นายอภิสิทธิ์ถืออยู่นั้นร่วมมือกับกลุ่ม กปปส. อย่างเห็นได้ชัดเจน นิสิตจึงมาเรียกร้องความยุติธรรมอย่างไรเล่า
เหตุการณ์ต่อมา นิสิตคนเดิมสวนกลับว่า เธอเรียกร้องในสิ่งที่เธออยากเรียกร้อง และหากใครอยากเรียกร้องอะไรก็เรียกร้องได้ นิสิตกล่าวกับนายอภิสิทธิ์ต่อไปว่า “คุณให้คนที่ไปเป่านกหวีดกับคุณเรียกร้องเลย” ด้านนายอภิสิทธิ์ ทำท่ายกมือปฏิเสธและกล่าวตอบไป “ผมกับ กปปส. ก็ไม่ได้อยู่ด้วยกัน” แล้วแยกตัวไปบรรยายเสวนา จากหลักฐานในโลกอินเตอร์เน็ต ผู้เขียนเชื่อว่าหลายคนคงได้เห็นภาพที่นายอภิสิทธิ์เป่านกหวีด ร่วมเดินขบวนและขึ้นเวที กปปส. และภาพสวมกอดกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส. อย่างแนบแน่นแล้ว ประโยคที่ว่า “ผมไม่ได้อยู่กับ กปปส.” ของนายอภิสิทธิ์ก็จงใจใช้ให้มีความหมายคลุมเครือ ไม่ชัดเจน เผื่อเหลือเผื่อขาดสำหรับช่องว่างให้ดิ้นได้ต่อไป
จากสองสามกรณีที่กล่าวมา เป็นตัวอย่างเล็กๆ ที่สะท้อนถึงความเป็นตัวตนของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เป็นอย่างดี หากท่านผู้อ่านมีเวลาและพลังเหลือพอลองไปค้นดูในอดีตว่าเขาพูดและทำอย่างไรไว้บ้าง อาจจะเป็นหลักฐานที่หนักแน่นกว่าบทความนี้อย่างแน่นอน
ในความกระอักกระอ่วนของผู้เขียนระหว่างดูคลิปการโต้แย้งระหว่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับนิสิตจุฬาฯ ไม่มีคำใดที่ทำให้ผู้เขียนกระจ่างแจ้งต่อท่าทีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ดีเท่ากับคำว่า “sophistry” อีกแล้ว
