bg-single

นายไม่อ่านหนังสือ | เรื่องสั้น : วรากรณ์ พูลสวัสดิ์

28.11.2025

ผมจะเล่าให้คุณฟัง

ในห้องเรียนวิชาพลเมืองเข้มแข็ง

ผมได้รับมอบหมายให้สอนวิชาพลเมืองที่เข้มแข็งมาหลายปี วิชานี้จัดอยู่ในหมวดวิชาศึกษาทั่วไปหรือที่นักศึกษาชอบเรียกกันว่าวิชา GE เป็นรายวิชาบังคับที่นักศึกษาทุกคนในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ต้องเรียนและมีอาจารย์รับผิดชอบสอนหลายคน ต่างคนต่างสอนโดยใช้ มคอ.3 เดียวกัน

คุณอาจสงสัยว่า มคอ.3 คืออะไร ก่อนอื่นคุณต้องเข้าใจคำว่า มคอ.ก่อน มคอ. หมายถึงมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ ประเทศนี้เขาชอบสร้างเกณฑ์มาตรฐานใช้วัดควบคุมในทุกเรื่อง แต่คุณก็รู้มักไม่เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน มคอ.นี่ก็เหมือนกัน เขากำหนดให้ใช้กันทั่วประเทศเรียกว่า มคอ.1 – 7 แล้วไอ้ มคอ.3 นี่มันคืออะไร จริงๆ มันมีชื่อเรียกหลายชื่อนะ เดิมเรียกว่าแนวการสอน ปัจจุบันเรียก มคอ.3 พูดง่ายๆ คือเป็นรายละเอียดของรายวิชา (Course Specification) เป็นข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางการบริหารจัดการของแต่ละรายวิชา เพื่อให้การจัดการเรียนการสอนสอดคล้องและเป็นไปตามที่วางแผนไว้ในรายละเอียดของหลักสูตร ซึ่งอาจารย์ผู้สอนทุกคนต้องใช้ร่วมกันเพื่อกำกับมาตรฐาน

เห็นไหมมันจะออกแนววิชาการ คุณไม่จำเป็นต้องไปรู้อะไรมากหรอก แค่รู้ว่าเขามีมาตรฐานกำหนดก็พอ

มคอ. 3 นี่ต้องมาจากคำอธิบายรายวิชา รายวิชาถูกกำหนดมาจาการพัฒนาหลักสูตร คุณเห็นไหมเขามีการคิดเชิงระบบ ซึ่งคนในสังคมเราไม่ชอบการคิดเชิงระบบเพราะเราชอบอิสรเสรี ที่สำคัญคุณรู้ไหม มันต้องสอนให้ตรงกับคำอธิบายรายวิชา ตรงนี้สำคัญต้องสอนตามนี้จะสอนเกินได้เพื่อให้ดูทันสมัย สอดคล้องกับสังคมที่เปลี่ยนไป สอนน้อยกว่าไม่ได้ไม่ครบมาตรฐาน

เนื้อหาในรายวิชานี้เขากำหนดคำอธิบายรายวิชาไว้ว่า “การออกแบบและจัดทำโครงการเพื่อส่งเสริมการเป็นพลเมืองดี การเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพ การยอมรับความแตกต่างของบุคคล ความเสมอภาคและความเท่าเทียม การอยู่ร่วมกันในสังคมไทยและประชาคมโลกอย่างสันติตามหลักขันติธรรม การปฏิบัติตนตามกฎกติกาของสังคมและกฎหมาย ความรู้เกี่ยวกับรูปแบบการปกครอง อุดมการณ์ และวิถีชีวิตประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ปฏิบัติหน้าที่ของพลเมืองไทยในระบอบประชาธิปไตย การเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง และการมีจิตสาธารณะ”

นี่คือสิ่งที่หลักสูตรกำหนดให้ผู้สอนต้องสร้างคุณลักษณะของผู้เรียนให้เป็นไปตามคุณลักษณะหรือสมรรถนะ หรือมาตรฐานขั้นต่ำตามที่กำหนด คำเหล่านี้เขาเปลี่ยนไปเรื่อยตามแต่นักวิชาการจะคิดค้นหยิบยืมมาจากประเทศตะวันตกเพื่อให้มีคำใหม่ๆ ออกมาบังคับใช้ พวกผมผู้สอนก็มีหน้าที่ทำตามที่เขากำหนด

คุณฟังแล้วอาจจะงงกับระบบการศึกษาไทย มันมีอะไรอีกมากมายที่คุณไม่จำเป็นต้องรู้ เพราะยิ่งรู้ยิ่งสับสน

แต่อย่างไรก็เถอะ ผมอยากบ่นกับคุณว่า ผมครุ่นคิดถึงสาเหตุที่บ้านเมืองของเราไม่เป็นประชาธิปไตยเต็มใบเสียที มันเป็นเพราะอะไร คิดมาหลายปี ทั้งๆ ที่ผมก็สอนเนื้อหาประชาธิปไตยอย่างเข้มข้น พยายามหาวิธีสอนหลากหลายรูปแบบ ทั้งสอนให้คิด สอนให้จำ สอนให้ทำ สอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

แต่คุณเชื่อไหม เลือกตั้งคราใด ผมถามนักศึกษาว่ารับเงินมาไหม มักได้รับคำตอบว่าที่บ้านได้กันทุกคนครับอาจารย์ ไม่ว่าจะเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านยัน สส. สว. ผมถามว่าทำไมถึงยังรับเงิน คำตอบที่ได้รับคือความเงียบ หรือไม่ก็มีคนตอบว่าก็เขารับกันทั้งนั้น

เมื่อนั่งครุ่นคิดอย่างจริงจังสิ่งหนึ่งที่ผุดขึ้นมาในใจผม และสิ่งนี้แหละผมเชื่อว่าเป็นสาเหตุสำคัญ คือ ประชาชนของเราไม่อ่านหนังสือ

คุณอาจแย้งว่า อ้าวแล้วที่ครูอาจารย์สอนกันนี่สอนอะไร ไม่ใช่สอนหนังสือดอกหรือ เมื่อสอนหนังสือก็ต้องอ่านหนังสือสิ

ผมอยากตอบคุณว่า ใช่สอนหนังสือ แต่มันเป็นหนังสือเรียนที่ใช้อ่านเพื่อสอบ ผมอยากบอกคุณว่า การศึกษาบ้านเรามิได้ปลูกฝังนิสัยรักการอ่านอย่างแท้จริง เดี่ยวนี้เขามีศัพท์ใหม่ด้วยนะเรียกว่าทักษะหรือคุณลักษณะในศตวรรษที่ 21 การเรียนรู้ตลอดชีวิต ใฝ่รู้ใฝ่เรียน แต่คุณรู้ไหมนักศึกษานักเรียนอ่านแค่หนังสือเพื่อสอบเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการสรุป ครุ่นคิด และวิเคราะห์สิ่งที่อ่าน เพราะอะไร ก็เพราะไม่อ่านหนังสืออื่นๆ ไงคุณ และผมคิดว่านี่แหละคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้สังคมไทยไม่เป็นประชาธิปไตยเสียที

คุณอาจตั้งคำถามแย้งในใจว่าการอ่านหนังสือไม่อ่านหนังสือ มันเกี่ยวอะไรกับการเป็นประชาธิปไตย คืออย่างนี้ ผมสังเกตว่าประเทศที่ประชาธิปไตยงอกงาม ประชาชนของเขามักมีนิสัยรักการอ่าน และอ่านหนังสือหลากหลาย แม้แต่ฉากในหนัง ฉากในละครก็มีตู้หนังสือในบ้าน ในห้องนอน ห้องรับแขก ต่างจากประเทศเรา คุณเคยเห็นไหม

ผมจึงคิดว่าการอ่านอย่างคิดวิเคราะห์นี่แหละเป็นเครื่องมือสร้างประชาธิปไตย นี่จึงเป็นที่มาของการปรับแผนการสอนของผมในเทอมที่ผ่านมา ผมมอบหมายให้นักศึกษาอ่านหนังสือหนึ่งเล่ม ถ่ายภาพหน้าปกมาส่ง พร้อมพิมพ์ข้อคิดเห็นสั้นๆ ที่ได้จากการอ่านอย่างวิเคราะห์ไว้ใต้รูปหนังสือ

โดยเน้นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประชาธิปไตยให้มากที่สุด สั้น กระชับ และได้ใจความ

เมื่อถึงวันส่งงาน นักศึกษาก็ทยอยส่งผลงานของตน บางคนถือเล่มหนังสือมาอวด บ้างก็ส่งผ่านออนไลน์ ผมนำงานตรวจที่บ้าน ค่อยๆ นั่งอ่านทีละชิ้นด้วยความรู้สึกเอิบอิ่มใจ น่าปลื้มใจยิ่งนัก นักศึกษาหลายคนสามารถอ่านหนังสือและสรุปวิเคราะห์สาระสำคัญเกี่ยวกับแนวคิดประชาธิปไตยออกมาได้อย่างแจ่มแจ้ง ชัดเจน แยกแยะประเด็นได้แยบคาย นี่คือตัวอย่างงานบางส่วนที่ผมอยากให้คุณได้อ่าน และช่วยผมตรวจงานนักศึกษา ว่านี่ใช่หรือไม่ คือการอ่านอย่างครุ่นคิดตามหลักวิภัชชวาท การสะท้อนมุมมองต่อประชาธิปไตยอย่างลึกซึ้ง ลองอ่านดูคุณจะเห็นด้วยกับผมไหม

ถ้าคะแนนเต็ม 10 คุณจะให้คะแนนเท่าไร

The Burnout Society ของ Byung-Chul Han หนังสือ “เราต่างหมดไฟในสังคมคลั่งไคล้การทำงาน” ช่วยส่งเสริมประชาธิปไตยโดย : 1. เปิดโปงระบบทุนนิยมแบบเสรีสุดโต่งที่บีบให้มนุษย์ “เอาชนะตัวเอง” จนหมดไฟ 2. วิจารณ์การควบคุมผ่าน “เสรีภาพจอมปลอม” ซึ่งทำให้คนยอมทำงานหนักโดยไม่ตั้งคำถาม 3. เสนอให้มนุษย์กลับมา “หยุดคิด” และ “ไตร่ตรอง” ซึ่งเป็นหัวใจของการมีเสรีภาพทางปัญญา 4. ส่งเสริมพื้นที่แห่งความเงียบและการฟัง เพื่อสร้างวัฒนธรรมการสนทนาอย่างมีเหตุผล 5. กระตุ้นให้เราตั้งคำถามต่อโครงสร้างอำนาจที่มองไม่เห็น ซึ่งเป็นรากฐานของประชาธิปไตยที่แท้จริง

หนังสือว่าด้วยจริยธรรมการปฏิบัติต่อสัตว์ “ช่วยส่งเริมประชาธิปไตยโดย 1. ส่งเสริมความเท่าเทียมโดยมองทุกชีวิตมีคุณค่า 2. เปิดพื้นที่แสดงความคิดเห็นอย่างเสรี 3. เน้นการตัดสินใจโดยคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม 4. สนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชน 5. ปลูกฝังจริยธรรมการเคารพสิทธิผู้อื่น

หนังสือ “เฟมินิสต์ : ประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมทางเพศ” ของ Lucy Delap ถ่ายทอดการต่อสู้ของผู้หญิงจากหลากหลายวัฒนธรรมทั่วโลกเพื่อสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค ซึ่งเป็นหัวใจของระบอบประชาธิปไตย การเรียนรู้เรื่องเฟมินิสต์ช่วยให้เข้าใจว่าประชาธิปไตยไม่สมบูรณ์หากละเลยเสียงของผู้หญิงและผู้ถูกกดขี่ หนังสือเล่มนี้จึงปลุกให้ผู้อ่านตื่นรู้ สร้างพลังพลเมือง และเคารพความหลากหลาย หนังสือนี้คือบทเรียนประชาธิปไตยผ่านประวัติศาสตร์ของการเปล่งเสียงที่ถูกทำให้เงียบ

หนังสือ Two Treatises of Government ของ จอห์น ล็อก เป็นหนึ่งในงานปรัชญาการเมืองคลาสสิกที่ส่งเสริมแนวคิดประชาธิปไตยอย่างลึกซึ้ง โดยสามารถสรุปได้ดังนี้ : 1. อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน – ล็อกเสนอว่า อำนาจทางการเมืองต้องมาจากความยินยอมของประชาชน ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย 2. สิทธิธรรมชาติ – เน้นย้ำถึงสิทธิในชีวิต เสรีภาพ และทรัพย์สิน ที่รัฐต้องคุ้มครอง สะท้อนถึงหลักสิทธิมนุษยชนในสังคมประชาธิปไตย 3. การจำกัดอำนาจรัฐ – ล็อกเสนอให้มีระบบตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจ เพื่อป้องกันการใช้อำนาจตามอำเภอใจของรัฐบาล 4. สิทธิในการปฏิวัติ – หากรัฐบาลล้มเหลวในการปกป้องสิทธิประชาชน ประชาชนมีสิทธิที่จะเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของประชาธิปไตย 5. เสรีภาพทางความคิด – แนวคิดของล็อกส่งเสริมการเคารพในเหตุผลและเสรีภาพของปัจเจกบุคคล ซึ่งเป็นรากฐานของสังคมเปิด หนังสือนี้ไม่เพียงเป็นพื้นฐานทางทฤษฎีของประชาธิปไตยแบบตัวแทนเท่านั้น แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับการปฏิวัติหลายครั้งในประวัติศาสตร์ รวมถึงการปฏิวัติอเมริกัน

หนังสือประวัติความคิดฝรั่งเศส ซึ่งเป็นงานวิเคราะห์ประวัติความคิดของนักคิดฝรั่งเศส ช่วยส่งเสริมประชาธิปไตยผ่านแนวคิดต่อไปนี้ : 1. การนำเสนอแนวคิดเสรีภาพ – งานศึกษาความคิดฝรั่งเศสมักเน้นหลักการเสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ ซึ่งเป็นพื้นฐานของประชาธิปไตยสมัยใหม่ 2. การวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ – การศึกษาปรัชญาการเมืองฝรั่งเศสช่วยพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ที่จำเป็นต่อการมีส่วนร่วมทางการเมือง 3. การเข้าใจประวัติศาสตร์ความคิด – ทำให้เห็นวิวัฒนาการของแนวคิดประชาธิปไตยจากอดีตสู่ปัจจุบัน 4. การส่งเสริมห้องสมุดสาธารณะ – การศึกษาความรู้ระดับสูงในสถาบันการศึกษาช่วยสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ 5. การเคารพความหลากหลายทางความคิด – แสดงให้เห็นการอยู่ร่วมกันของแนวคิดต่างๆ ในสังคมพหุวัฒนธรรม งานวิชาการลักษณะนี้ช่วยสร้างพื้นฐานทางปัญญาที่สำคัญสำหรับการพัฒนาประชาธิปไตยที่ลึกซึ้งและยั่งยืน

หนังสือ มรณกรรมประชาธิปไตย โดย Steven Levitsky และ Daniel Ziblatt เป็นงานวิเคราะห์ที่สำคัญว่าด้วยภัยคุกคามต่อประชาธิปไตยสมัยใหม่ โดยสามารถสรุปการส่งเสริมประชาธิปไตยได้ดังนี้ : 1. การเตือนภัยเชิงระบบ – หนังสือชี้ให้เห็นว่าประชาธิปไตยมักล่มสลายจากภายในมากกว่าการรัฐประหาร ซึ่งกระตุ้นให้ประชาชนตื่นตัว 2. หลักการปกป้องสถาบัน – เน้นความสำคัญของการรักษากติกาประชาธิปไตยและสถาบันตรวจสอบถ่วงดุล 3. บทบาทของพรรคการเมือง – ชี้ให้เห็นว่าการเสื่อมถอยของพรรคการเมืองเป็นสัญญาณอันตรายของประชาธิปไตย 4. วัฒนธรรมทางการเมือง – ส่งเสริมบรรทัดฐานของการประนีประนอมและเคารพฝ่ายตรงข้าม 5. การมีส่วนร่วมของประชาชน – กระตุ้นให้ประชาชนตระหนักถึงบทบาทของตนในการปกป้องประชาธิปไตยหนังสือนี้ไม่เพียงวินิจฉัยปัญหาของประชาธิปไตยเท่านั้น แต่ยังเสนอแนวทางปฏิบัติสำหรับการรักษาระบอบประชาธิปไตยให้เข้มแข็ง

หนังสือ ความคิดทางการเมืองของท่านพุทธทาสภิกขุ ซึ่งวิเคราะห์แนวคิดทางการเมืองของนักคิดสำคัญทางพุทธศาสนา สามารถส่งเสริมประชาธิปไตยผ่านหลักการดังนี้ : 1. การเน้นความเสมอภาคทางจิตวิญญาณ – แนวคิดพุทธศาสนาที่ว่ามนุษย์เท่าเทียมกันในทางธรรม ช่วยสนับสนุนหลักความเท่าเทียมในประชาธิปไตย 2. การวิพากษ์อำนาจแบบพุทธ – ท่านพุทธทาสมักชี้ให้เห็นโทษของความโลภและอำนาจที่ไม่รับผิดชอบ ซึ่งสอดคล้องกับการตรวจสอบอำนาจในระบอบประชาธิปไตย 3. **หลักสังฆะกับประชาธิปไตย** – ระบบสงฆ์แบบพุทธที่มีการตัดสินใจร่วมกัน อาจเป็นต้นแบบของการมีส่วนรวมในสังคม 4. การพัฒนาจิตสำนึกสาธารณะ – แนวคิดเรื่อง “งานเพื่อสังคม” ของท่านพุทธทาส ส่งเสริมจิตวิญญาณของการรับใช้ส่วนรวม 5. สันติวิธีและความอดกลั้น – หลักอหิงสาและเมตตาธรรมในพุทธศาสนา เป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการแก้ไขความขัดแย้งในสังคมประชาธิปไตย แม้ท่านพุทธทาสอาจไม่พูดถึงประชาธิปไตยโดยตรง แต่หลักธรรมะที่เน้นความรับผิดชอบต่อส่วนรวมและความไม่ยึดมั่นถือมั่น สอดคล้องกับจิตวิญญาณประชาธิปไตยที่ลึกซึ้ง

หนังสือฮาร์เบอร์มาสกับสังคมแบบหลังฆราวาส ซึ่งสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับสังคมสมัยใหม่ สามารถส่งเสริมประชาธิปไตยได้ดังนี้ : 1. ความเข้าใจพหุวัฒนธรรม – การวิเคราะห์บทบาทศาสนาในสังคมช่วยส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขในสังคมประชาธิปไตยที่มีความหลากหลาย 2. การวิพากษ์อำนาจทางศาสนา – การศึกษาวิจัยศาสนาอาจเผยให้เห็นโครงสร้างอำนาจที่ต้องถูกตรวจสอบในระบอบประชาธิปไตย 3. การแยกศาสนาจากรัฐ – หนังสือนำเสนอแนวทางสร้างสมดุลระหว่างความเชื่อส่วนบุคคลกับหลักการปกครองแบบโลกวิสัย 4. การส่งเสริมเสรีภาพทางศาสนา – การทำความเข้าใจความเชื่อต่างๆ ช่วยปกป้องสิทธิพื้นฐานในสังคมประชาธิปไตย 5. การใช้เหตุผลเหนืออคติ – วิธีการศึกษาศาสนาแบบวิชาการส่งเสริมวัฒนธรรมการคิดวิเคราะห์ที่จำเป็นต่อประชาธิปไตย หนังสือเล่มนี้ช่วยสร้างพื้นฐานความเข้าใจที่สำคัญสำหรับการพัฒนาประชาธิปไตยในสังคมที่มีความหลากหลายทางศาสนา

หนังสือ “โพลิติกส์” ของอริสโตเติล คือรากฐานความคิดทางการเมืองแบบประชาธิปไตยยุคแรก ชี้ให้เห็นว่าการเมืองที่ดีต้องยึดประโยชน์ส่วนรวม ไม่ใช่ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อริสโตเติลเสนอให้พลเมืองมีบทบาทในการปกครองและตัดสินใจร่วมกัน การอ่านเล่มนี้ทำให้เข้าใจโครงสร้างรัฐ ความยุติธรรม และหน้าที่พลเมือง ส่งเสริมจิตสำนึกประชาธิปไตยเชิงลึกผ่านมุมมองของนักปรัชญาคลาสสิก

หนังสือ Dead Poets Society ฉบับครบรอบ 25 ปี ซึ่งเป็นงานวรรณกรรมคลาสสิกที่โดดเด่นสามารถส่งเสริมประชาธิปไตยผ่านแนวทางดังนี้ : 1. การคิดอย่างอิสระ – เรื่องราวการท้าทายระบบการศึกษาที่เน้นกรอบคิดเดิม ช่วยส่งเสริมวัฒนธรรมการตั้งคำถาม ซึ่งเป็นหัวใจของสังคมประชาธิปไตย 2. การแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ – การใช้บทกวีและศิลปะเป็นเครื่องมือแสดงออก สะท้อนถึงคุณค่าของเสรีภาพทางความคิด 3. การเคารพปัจเจกบุคคล – เรื่องราวของนักเรียนแต่ละคนที่ค้นพบเสียงของตัวเอง ช่วยส่งเสริมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ 4. การท้าทายอำนาจที่ไม่เป็นธรรม – การต่อสู้กับระบบการศึกษาที่กดทับ เป็นการปลูกฝังจิตวิญญาณการตรวจสอบอำนาจ 5. การสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ – ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนที่เปิดกว้าง เป็นแบบอย่างของการแลกเปลี่ยนความคิดอย่างเสรี แม้เป็นงานวรรณกรรม แต่แนวคิดเกี่ยวกับการปลดปล่อยความคิดมนุษย์และการต่อสู้เพื่อเสรีภาพส่วนบุคคลนี้ สอดคล้องกับจิตวิญญาณประชาธิปไตยที่เคารพความหลากหลายและศักดิ์ศรีของปัจเจกชน

หนังสือเวลามือสองชาวโซเวียตคนสุดท้าย โดย Svetlana Alexievich ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ปี 2015 ซึ่งบันทึกประวัติศาสตร์ช่องว่างหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต สามารถส่งเสริมประชาธิปไตยได้ดังนี้ : 1. การให้เสียงกับประชาชน – Alexievich บันทึกเรื่องราวของคนทั่วไปที่ถูกระบบปกครองกลืนกิน ช่วยให้เห็นความสำคัญของเสรีภาพในการแสดงออกในระบอบประชาธิปไตย 2. การวิพากษ์ระบบอำนาจนิยม – หนังสือเผยให้เห็นร่องรอยความเจ็บปวดจากระบอบเผด็จการ ซึ่งเป็นเครื่องเตือนใจถึงคุณค่าของประชาธิปไตย 3. ความจริงจากมุมมองบุคคล – การใช้ปากคำของประชาชนช่วยทำลายวาทกรรมทางการเมืองแบบเหมารวม ส่งเสริมความเข้าใจที่ซับซ้อนต่อสังคม 4. การรักษาความทรงจำทางประวัติศาสตร์ – การบันทึกความทรงจำร่วมกันช่วยป้องกันไม่ให้สังคมลืมบทเรียนจากอดีต ซึ่งสำคัญต่อการปกป้องประชาธิปไตย 5. การเคารพศักดิ์ศรีมนุษย์ – หนังสือเน้นย้ำถึงความทุกข์ทรมานของปัจเจกภายใต้ระบบกดขี่ สะท้อนถึงความจำเป็นของระบบที่เคารพสิทธิมนุษยชน หนังสือนี้เป็นทั้งวรรณกรรมและประวัติศาสตร์บอกเล่าที่ทรงพลัง ซึ่งไม่เพียงบันทึกความจริง แต่ยังปลูกฝังจิตวิญญาณแห่งเสรีภาพที่จำเป็นสำหรับสังคมประชาธิปไตย

เมื่อความจริงเปิดเผย

คุณอ่านงานนักศึกษาจบแล้วคิดอย่างไรบ้าง มีข้อสังเกตอะไรบ้างไหม เมื่อผมอ่านงานของนักศึกษาจนจบทุกชิ้น ผมเริ่มสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติบางอย่าง

รูปแบบการพิมพ์ของพวกเขาดูแปลก มีสัญลักษณ์ที่ผมไม่เข้าใจว่ามีมาทำไม ปรากฏอยู่ในข้อความจำนวนไม่น้อย

ตอนแรกผมคิดในใจว่านี่คงเป็นภาษาวัยรุ่นสมัยใหม่ พวกเขาคงใช้ภาษาแบบเจน Z หรือเจนอัลฟา วิธีเขียนแบบคนรุ่นใหม่ที่อาจารย์รุ่นเก่าแก่อย่างผมยังไม่อัพเดต

แต่เมื่ออ่านลึกลงไปอีก กลับพบว่า หลายประโยคมีโครงสร้างคล้ายกันราวกับเขียนมาจากที่เดียวกัน และมีประโยคแนวคิดคล้ายกันมาก มีคำสำคัญซ้ำๆ และรู้ว่าความคิดมันลึกซึ้งมากเกินกว่านักศึกษาจะคิดได้

ผมเริ่มสงสัยหรือว่านี่อาจไม่ใช่งานเขียนจากความคิดของมนุษย์? ความคิดนั้นกระแทกเข้ามาในใจผมอย่างไม่ทันตั้งตัว พวกเขาอาจใช้ AI เขียนงานส่ง! ผมตัดสินใจจะยังไม่ให้คะแนน และในคาบเรียนสัปดาห์ต่อมา ผมนัดนักศึกษามาสอบถามพร้อมกับให้นำหนังสือที่พวกเขาอ้างว่าอ่านมาด้วย

เมื่อทุกคนมาพร้อมหนังสือ ผมเปิดสารบัญ ถามถึงเนื้อหาภายใน ถามถึงประเด็นสำคัญในบทต่างๆ แต่นักศึกษาส่วนใหญ่กลับตอบไม่ได้

เมื่อสอบถามลึกขึ้นไปเรื่อยๆ นักศึกษาทั้งหลายก็เริ่มสารภาพ “ใช่ครับ พวกผมใช้ AI ช่วยเขียนงาน”

ผมนั่งอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง เจ็บปวดหัวใจปนขมขื่น อาจเป็นเพราะก่อนหน้านี้ผมยังคิดว่าตัวเองเป็นอาจารย์ที่สอนดี จนทำให้นักศึกษามีความเข้าใจเรื่องประชาธิปไตยได้อย่างแจ่มแจ้งและลึกซึ้ง ที่ไหนได้ เป็นผลงานของ AI ทั้งสิ้น

เมื่อผมถามพวกเขาว่าเหตุใดจึงไม่ลบเครื่องหมายต่างๆ ที่แปลกปลอมในข้อความออกไปให้เนียนกว่านี้ นักศึกษาบางคนตอบเสียงเบาแต่จริงใจว่า “พวกเรายังอยากซื่อสัตย์ต่อตัวเองครับ เผื่ออาจารย์จับได้ จะได้ชื่นใจว่ายังมีความซื่อสัตย์เหลืออยู่”

ผมนั่งอึ้งอยู่นาน เฝ้าดูความรู้สึกของตนเอง ไม่แน่ใจว่าเป็นความรู้สึกโกรธ รู้สึกผิดหวัง หรือจะซาบซึ้งในความซื่อสัตย์แบบใหม่ของนักศึกษาดี ผมจะทำอย่างไรกับนักศึกษาเหล่านี้ดีนะ?

ผมจึงหันไปพูดกับนักศึกษาทุกคนด้วยน้ำเสียงเรียบแต่หนักแน่น “นายไม่อ่านหนังสือ นายจะรู้อะไร?” ห้องทั้งห้องเงียบงัน ผมสบตากับพวกเขาทีละคน ช้าๆ เหมือนจะย้ำให้คำพูดของผมซึมลึกเข้าไปในใจ “สังคมประชาธิปไตยในยุค AI น่ะ มันไม่ใช่เรื่องของใครเขียนได้เร็วกว่า หรือใครใช้เครื่องมือได้คล่องกว่า หรือใครเขียนโดยใช้ AI ได้เนื้อหาลึกซึ้งดีกว่า แต่ยังต้องการมนุษย์ที่อ่านเป็น คิดเป็น สรุป วิเคราะห์แยกแยะ และรู้จักตั้งคำถามกับสิ่งที่อ่านด้วยตัวเอง”

นักศึกษาบางคนก้มหน้า บางคนเหลือบมองเพื่อน บางคนถอนหายใจเบาๆ เหมือนเข้าใจแต่ก็ยังรู้สึกผิด

“ความซื่อสัตย์ไม่ใช่การยอมรับว่าตัวเองลอกได้เหมือน” ผมหยุดเล็กน้อย “และยิ่งไม่ใช่การภาคภูมิใจในการลอกอย่างตรงไปตรงมา แต่คือการกล้ายืนหยัดต่อหน้าตัวเองว่าสิ่งที่เขียน สิ่งที่คิด มาจากใจ มาจากความเข้าใจของเราเอง ไม่ใช่ของ AI ไหนทั้งนั้น”

นักศึกษาทุกคนยังเงียบ ไม่มีใครพูดโต้ตอบ ผมไม่ได้คาดหวังให้พวกเขาพูดอะไร แค่หวังว่าเมื่อพวกเขาลุกออกจากห้องไป คำพูดของผมจะยังวนเวียนอยู่ในใจ และวันหนึ่งอาจกลายเป็นเสียงเล็กๆ ที่ทำให้เขากลับมาเปิดหนังสือด้วยหัวใจที่ต่างไปจากเดิม

ก่อนออกจากห้องเรียน นักศึกษาได้กล่าวขอโทษและขอปรึกษาผมเพื่อเป็นแนวทางในการใช้ AI อย่างถูกต้อง โดยที่พวกเขาอ้างว่ามีอาจารย์หลายคนอนุญาตให้ใช้ AI ได้ โดยให้เหตุผลว่า AI เป็นเครื่องมือในการหาความรู้แบบอเนกประสงค์และสร้างสรรค์ ตอบสนองความต้องการของมนุษย์ได้ดังใจปรารถนา อีกทั้ง AI เป็นเครื่องมือในการคิดอย่างเป็นระบบ คิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล สามารถคิดได้อย่างรอบด้าน แยบคายและสร้างสรรค์ อยากถามอาจารย์ว่า ถ้าความคิดเป็นของเรา เช่น เราอ่านหนังสือจบ เราจดสรุปย่อไว้หลายหน้า แต่เราไม่มีความสามารถในการสรุปให้สั้นกระชับ เราสามารถใช้ AI สรุปเนื้อหาและความคิดของเราให้สั้นกระชับมาส่งได้ไหม หรือถ้าเรามีความคิดชัดเจน แต่เราขยายความได้น้อย เรียบเรียงไม่เก่ง เราสามารถพิมพ์ข้อความที่เป็นความคิดของเราให้ AI เรียบเรียงขยายความให้แล้วนำมาส่งอาจารย์ได้ไหม

นอกจากนี้พวกเขายังบอกว่า อาจารย์ AI มันก็มีปัญหาในการจับผิดเหมือนกันนะ ทั้งที่เราคิด เราเขียน แต่เราให้มันตรวจภาษาตรวจคำผิด ถ้านำไปตรวจสอบมันกลับบอกว่า AI เขียน อย่างนี้จะทำอย่างไร พวกเราทำผิดไหม ในเมื่อทั้งหมดเป็นความคิดของเรา ผมฟังแล้วก็นั่งอึ้ง โลกไปไกลจริงๆ ผมตามไม่ทัน

คุณล่ะคิดอย่างไร



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

5 เหตุการณ์ที่โลกจับตา ในครึ่งหลังปี 2569
รัฐบาลประหลาดรัฐบาลที่โลกลืม
วันที่สหรัฐทิ้ง…ยุโรปจะสู้อย่างไร?
จีนจะเป็นคนกลางไหม ? | สุรชาติ บำรุงสุข
‘ชาติ-ชุมชน-ความใฝ่ฝัน’ ของประเทศ ‘นอร์เวย์’ | ปราปต์ บุนปาน
สุสาน
จระเข้ | เรื่องสั้น : นรพัลลภ ประณุทนรพาล
ความตายของพระธุดงค์บนถนนไทยไทย | กวีกระวาด : วรากรณ์ พูลสวัสดิ์
‘มติชน’ ชวน ‘สภาพัฒน์-ททท.-BDMS-PROUD-BNH’ เจาะโอกาสเศรษฐกิจสุขภาพ พลิกอนาคตท่องเที่ยวไทย
ไฟนรก-ตายหมู่คาโรงเบียร์ ผลพวง ‘ผับ-บาร์’ เลี่ยงบาลี ภาครัฐงัวเงีย-เพิ่งตกใจตื่น สั่งเร่งอุดช่องโหว่กฎหมาย
เนเน่ทำให้คนไทยมีความสุขกว่ารัฐบาล
ไทย WHY วอด