หลังเลนส์ในดงลึก | ปริญญากร วรวรรณ

ครั้งหนึ่ง ในป่าด้านตะวันออก ข่าวการพบจระเข้น้ำจืด ซึ่งคาดว่าสาบสูญไปจากป่าเมืองไทยแล้ว ทำให้ผมไปใช้เวลาเดินสำรวจ เฝ้ารอในป่านั้น อยู่นานหลายสัปดาห์

บ่ายวันหนึ่ง ทีมลาดตระเวนที่ผมร่วมอยู่ด้วย พบกับชายชราสองคน กำลังตัดไม้สีเสียด แน่นอนว่าเป็นการกระทำอันผิดกฎของอุทยาน ทั้งสองถูกจับกุม ยึดของกลาง คืนนั้นเราพักค้างแรม ทุกคนรู้ดีว่านี่ไม่ใช่ความผิดใหญ่โต จึงไม่เข้มงวดกับ “ผู้ต้องหา” นัก

ตอนดึก ผมตื่นเพราะโดนเขย่าเปล ชายชราหนึ่งในผู้ต้องหาปลุกผม เพื่อบอกว่าเพื่อนแกหนีไปแล้ว

“ทำไมลุงไม่หนีล่ะ” ผมถาม

“ไม่หนีหรอก ผิดก็ว่าไปตามผิด” ชายชราตอบ

การทำงานครั้งนั้นผมไม่พบจระเข้ แต่ได้พบและเข้าใจบางสิ่ง

สิ่งที่ไม่เพียงจะมีอยู่แค่ในคน กับเหล่าสัตว์ป่า พวกมันก็มีเช่นกัน

สิ่งนั้นเรียกว่า “ศักดิ์ศรี”

วันนี้ปัญหาหลักๆ ที่เหล่าสัตว์ป่ากำลังเผชิญ ซึ่งเกิดขึ้นคล้ายกันทั้งโลก คือพื้นที่อาศัยกลายเป็นเกาะ

สายเลือดของชีวิตในนั้นถูกจำกัดให้เวียนวนในกลุ่มแคบๆ จนต้องอาศัยการจัดการจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อไม่ให้ความหลากหลายหายไป

ป่าหลายแห่งขาดสัตว์ผู้ล่า ประชากรสัตว์กินพืชเพิ่มอย่างขาดสมดุล

ในประเทศไทย เราย้ายกวางผาจากพื้นที่อมก๋อย มาอยู่ที่ดอยเชียงดาว เพื่อแลกเปลี่ยนสายเลือด

ถึงวันนี้ คนมีความสามารถ รวมทั้งเทคโนโลยีที่ดี

เราสามารถเคลื่อนย้ายช้างข้ามแม่น้ำ ย้ายแรดไปอยู่อีกป่า พยายามสร้างทางเชื่อมป่าเพื่อให้สัตว์ป่าเดินไปมาหากันได้ นำนกกระเรียนไทยที่สูญไปให้กลับมาโผบินในท้องฟ้า อาศัยอยู่ร่วมกับชาวนาได้อย่างกลมกลืน

นำละมั่ง, เนื้อทราย ให้กลับมาเดินในป่าได้อีกครั้ง

ผมคิดบ่อยๆ ว่าระหว่างความตั้งใจดี กับเส้นทางที่เหมาะสม คล้ายจะเป็นพื้นที่ที่ต้องเดินอย่างระมัดระวัง

เพราะการช่วยเหลือบางครั้งก็เหมือนสายลมที่ปลุกให้เปลวไฟกลับมาลุกโชน

แต่บางครั้งก็เหมือนลมที่แรงเกินไป จนทำให้เปลวไฟดับลง ทั้งที่เราไม่ได้ตั้งใจ

บางทีอาจต้องถามว่าเราช่วยเพราะสัตว์ต้องการจริงๆ

หรือเราช่วยเพราะเรา “ทนดูไม่ได้”

ทุกครั้งที่เห็นการ “ตัดนอแรดเพื่อช่วยแรด” ผมมักรู้สึกแปลกๆ คล้ายกำลังมองใครสักคนถูกถอดเครื่องหมายประจำตัวออก เพื่อให้เขารอดไปอีกวันหนึ่ง ในโลกที่คล้ายจะไม่ได้ออกแบบมาเพื่อต้อนรับเขาอีกต่อไป

แน่นอน ผมเข้าใจเหตุผลดี ลดแรงจูงใจในการฆ่าแรดเพื่อนำนอไปขาย นั่นคือเหตุผลที่ฟังขึ้นในเชิงการจัดการและความปลอดภัย

แต่คิดแบบสัตว์ป่า นอไม่ใช่เพียงอวัยวะ มันคือบางส่วนของตัวตน เป็นสิ่งที่แรด ใช้สื่อสาร ใช้ประกาศ การมีอยู่ของตัวเองให้ผู้อื่นรู้

มันคือศักดิ์ศรีของแรด ศักดิ์ศรีที่เราตัดทิ้งเพื่อแลกกับความอยู่รอด

หากชีวิตต้องอยู่ต่อไปด้วยการสูญเสียความหมายบางอย่างไปแล้ว…เราช่วยชีวิต หรือเรากำลังเปลี่ยนชีวิตนั้นให้เป็นอีกแบบหนึ่ง

สัตว์ป่าอาจไม่ต้องการความอยู่รอดในแบบที่เราคิด

บางครั้งมันต้องการเพียงได้เป็น “มัน” จนวินาทีสุดท้าย

นั่นอาจเป็นการอยู่รอดอีกแบบ แบบที่เราเคยเป็นแต่ไม่คุ้นชินแล้ว

เสือเบงกอล : ในป่า TADOBA แม้ว่าจะมีประชากรเหยื่อมาก แต่การแข่งขัน และแย่งพื้นที่ของเสือ ก็เข้มข้นมากเช่นกัน

ในป่าอนุรักษ์ Tadoba รัฐมหาราษฏระ ประเทศอินเดีย มีเสือตัวผู้ตัวหนึ่งครอบครองอาณาเขตอย่างยาวนาน มันถูกตั้งชื่อโดยนักวิจัยว่า Chota Matka ครอบครองพื้นที่และต่อสู้มาหลายปี มันปกป้องอาณาเขต และฆ่าผู้บุกรุกซึ่งหมายมั่นจะเข้ามา เบียด มันออกไปเพื่อครองพื้นที่แทนมาแล้วห้าตัว

การต่อสู้ย่อมเลี่ยงไม่พ้นกับอาการบาดเจ็บ ทุกบาดแผลคือร่องรอยของการเป็น เจ้าของอาณาเขต ที่ไม่ได้แต่งตั้งให้โดยคน แต่ด้วยวิถีของเสือเอง

วิถีซึ่งดำเนินมายาวนาน ล่าสุด มันต้องต่อสู้อีกแม้ว่าจะชนะ และยังคงรักษาพื้นที่ไว้ได้

แต่ครั้งนี้ ด้วยวัยที่ชราขึ้น อาการบาดเจ็บจากการต่อสู้ค่อนข้างรุนแรง เจ้าหน้าที่ตัดสินใจย้ายมันออกจากพื้นที่ด้วยเหตุผลเพื่อช่วยชีวิตมัน

บางทีอาจต้องทำความเข้าใจว่า ชีวิตของเสือไม่ได้อยู่ที่จำนวนวัน เสือไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่ออยู่ในที่ปลอดภัย

เสือเป็นเสือได้ก็เพราะมันยืนอยู่บนเส้นบางๆ ระหว่างการมีชีวิตกับการตาย มันได้รับการออกแบบร่างกาย และได้รับทักษะมาอย่างเหมาะสมกับการเป็นนักล่า

Chota Matka ไม่ใช่เพียงร่างกายของสัตว์ใหญ่มีลาย

มันคือเรื่องราวของอำนาจ การต่อสู้ ความสง่างาม ความโดดเดี่ยว และความตายที่รออยู่ไม่ไกล

การที่มันครอบครองอาณาเขตได้นานขนาดนั้น คือบทที่มันเขียนเองบนผืนป่า ตัวอักษรคือรอยกรงเล็บ

และบทลงท้ายคือการได้ล้มลงในผืนดินที่เป็นของมัน

เมื่อมันถูกย้ายออก ผมอดคิดไม่ได้ว่าเรากำลังช่วยชีวิตเสือหรือเราไม่สนใจ บทที่เสือเขียนไว้ เสือควรได้ตายในวิถีของมัน

มันเกิดมาเป็นสิ่งนี้ นั่นคือศักดิ์ศรีของมัน ศักดิ์ศรีที่มนุษย์อาจมองไม่เห็น

การตายเพราะการต่อสู้ในวิถี ไม่ใช่ความพ่ายแพ้ กับสัตว์ป่าการตายของพวกมันคือส่วนหนึ่งของการมีชีวิต ชีวิตอื่นได้อยู่ต่อ

ป่ากลายเป็นเกาะ ป่าถูกล้อมด้วยถนน เขื่อนและชุมชน

ผมยอมรับและเข้าใจดีว่าในหลายกรณีคนต้องเข้าไปแทรกแซง การจัดการเป็นสิ่งจำเป็น ทั้งเพื่อความอยู่รอดของสายพันธุ์

แต่คงดีไม่น้อยหากทุกครั้งที่เรายื่นมือเข้าไป เราควรถามตัวเองก่อนว่าเราจะรักษาสิ่งมีชีวิตนั้นไว้

หรือเรารักษาความรู้สึกของเราเอง

เพราะบางการช่วยเหลืออาจเป็นเพียงการถอยออกมาฟังเสียงของป่า ฟังเสียงเต้นของหัวใจที่ไม่ใช่ของเรา

บางเรื่องมนุษย์ไม่ควรไปขัดขวาง บางความตายมีความงามที่เราไม่เข้าใจ

บางการต่อสู้คือบทที่สัตว์เขียนขึ้นเอง

สิ่งที่สัตว์ป่ามีอยู่เสมอ แม้เราจะลืม คือศักดิ์ศรีของการเป็นตัวตน

เสือที่รักษาอาณาเขตจนร่างกายเต็มไปด้วยรอยแผล

แรดที่ยืนเด่นพร้อมนอซึ่งเป็นประกาศแห่งการมีอยู่

ช้างที่เดินผ่านทางเดิมมานับร้อยปี

นกเกาะบนกิ่งไม้เพื่อร้องเพลง บอกอาณาเขต

พวกมันล้วนมีศักดิ์ศรี

การที่สัตว์ตัวหนึ่งจะตายตามวิถีของมันไม่ได้ทำให้เรื่องราวนั้นจบลง แต่เป็นส่วนหนึ่งของวิถีที่ป่าดำเนินเช่นนี้มายาวนาน

ในฐานะคนทำงานในป่า ใช้ป่าเป็นโรงเรียน มีสัตว์ป่าเป็นครู

ผมไม่ได้คิดว่าการช่วยเหลือสัตว์ป่าคือเรื่องผิด

แต่ผมเห็นว่าเราควรแยกให้ออกระหว่าง “การช่วยที่จำเป็น” กับ “การช่วยเพราะใจเราไม่ยอมให้ธรรมชาติดำเนินไปเอง”

เพราะบางครั้งความกรุณาที่ไม่มีขอบเขตอาจกลายเป็นการพรากศักดิ์ศรีสุดท้ายของสัตว์ป่าโดยไม่รู้ตัว

เราอาจต้องทำความเข้าใจใหม่ มองสัตว์ป่าแบบผ่านหัวใจเพื่อจะได้ “เห็น” สัตว์ป่าด้วยสายตาที่ควรเคารพมากกว่าสงสาร

มองแรดที่มีนอครบด้วยความเข้าใจ ไม่ใช่ความกังวล

มองเสือที่บาดเจ็บล้มลงเพราะต่อสู้เพื่ออาณาเขตด้วยความนอบน้อม

ไม่ใช่ความรู้สึกว่าต้อง “ช่วย” เพราะศักดิ์ศรี คือเส้นแบ่งที่ทำให้สัตว์ป่าเป็นสัตว์ป่า และทำให้คนจำได้ว่า เราเองก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งของธรรมชาติไม่ใช่ผู้กำกับธรรมชาติ

เมื่อเราช่วย ให้ช่วยด้วยความเคารพ

และเมื่อถึงเวลาที่ต้องถอย ให้ถอยด้วยความเข้าใจ เพื่อให้ทุกชีวิตในป่าได้รับโอกาสในการเป็นตัวมันอย่างเต็มที่ จนกระทั่งถึงลมหายใจสุดท้าย

ผมนึกถึงชายชรา ผู้อยู่ในสถานะ “ผู้ต้องหา” ที่สอนให้ผมรู้ว่า ศักดิ์ศรี คืออะไร อีกนั่นแหละ ความเป็นไป และการปฏิบัติของคนบนโลกวันนี้ ทำให้ผมรู้ว่า คำว่า “ศักดิ์ศรี” ไม่มีใครยึดถือนัก

และอยู่ในสถานภาพใกล้สูญพันธุ์



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

วันที่ฝันเป็นจริง
ประชาชนขนทรายเข้าวัด
พักร้อน
Lonely Castle in the Mirror : บทบาทของครูและแม่เรื่องบูลลี่
‘คอนเสิร์ตที่ (ไม่) พึงปรารถนา’
คุยกับทูต เอลชิน บาชีรอฟ อาเซอร์ไบจาน เสน่ห์สองทวีป สู่ดาวรุ่งฤดูหนาว (1)
E-DUANG | เป้าหมาย iLaw ยิ่งชีพ เป้าหมาย #สั่งฟ้องสว.
“ขื่น”ในความ”ยินดี” | สถานีคิดเลขที่12 โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร
เหรียญรูปเหมือน 2477 สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ วัดสุปัฏนาราม จ.อุบลฯ
แก้ท่วมซ้ำซาก ‘น่าน’
‘กับดัก’
เอ็กซ์คลูซีฟ ‘เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ’ ขอเป็น ‘เดอะแบก’ ให้ประเทศ ‘ซ่อม-สร้าง (บุญใหม่)’ เศรษฐกิจไทย